จะผลักดันและพัฒนาให้แต่ละ ‘เมือง’ ในประเทศไทยขยับขึ้นเป็น ‘เมืองอัจฉริยะ’ หรือ ‘Smart City’ สิ่งที่ผู้เขียนมองว่าจำเป็นมากถึงมากที่สุดคือ ภาครัฐและเอกชนต้องแชร์ข้อมูลระหว่างกันในรูปแบบของ ‘ข้อมูลเปิด’ (Open Data) จากนั้นจึงวางแผน เลือก/สร้างโซลูชันที่เหมาะกับบริบทของเมือง แล้วร่วมกันขับเคลื่อน ติดตามผล


เส้นทาง ‘สมาร์ทซิตี้’ ที่ภาครัฐปูพรม

ยกเรื่อง สมาร์ทซิตี้ ขึ้นมา นึกภาพได้เลยว่าจะเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปพัฒนาเมือง และยังจัดทำเว็บไซต์ www.smartcitythailand.or.th เพื่อสื่อสารและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะให้แก่ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 

(1)
คุณลักษณะของแผนเมืองและเกณฑ์การพิจารณาเมืองอัจฉริยะ 5 ข้อ ตามที่คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะกำหนด ได้แก่

  1. กำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน
  2. แนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  3. ระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย
  4. บริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน
  5. แผนการบริหารจัดการที่ยั่งยืน

(2)
เป้าหมายด้านสมาร์ทซิตี้ของประเทศไทย

  • ปีแรก (2561) นำร่องเมืองอัจฉริยะใน 7 จังหวัด 10 พื้นที่ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ ของแก่น กรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ไปแล้ว
  • ปีที่ 2 (2562) จะขยายสู่ 24 จังหวัด 30 พื้นที่ หรือมากกว่า
  • ภายใน 5 ปี (2565) จะขยายไปทั่วประเทศ 76 จังหวัด และ กทม. หรือ รวมกว่า 100 พื้นที่

(3)
ASCN : เชื่อมเครือข่ายเมืองอัจฉริยะระดับอาเซียน

อีกเรื่องที่คนไทยควรรู้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัด การประชุมเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน (ASEAN Smart Cities Network: ASCN) 2 ครั้ง คือ

  • ASEAN Smart Cities Network (ASCN) Workshop
    ระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2562 โดยมุ่งเน้นประเด็น Smart City for Sustainable Environment
  • ASEAN Smart Cities Network Conference and Exhibition 2019
    ในหัวข้อ ‘Advancing Partnership for Sustainability’ ระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2562 เพื่อหารือความก้าวหน้าตามแผนปฏิบัติการของแต่ละเมือง และริเริ่มโครงการใหม่ที่สามารถดำเนินการร่วมกับผู้ให้บริการเมืองอัจฉริยะที่มีความเป็นไปได้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคีนอกอาเซียนเข้ามามีส่วนร่วมในการ workshop เพื่อจัดทำ Asean Smart City Action Plan

มีระบบคมนาคมขนส่งอัจฉริยะ เมืองจึงจะเป็นเมืองอัจฉริยะ

คนที่อยู่ในเมืองกับคนต่างจังหวัดต่างก็มีสภาพการจราจรแตกต่างกันไป แต่ถ้าทุกคนมีข้อมูลแบบเรียลไทม์ รู้ว่ารถเมล์จะมาเมื่อไหร่ รถไฟฟ้าขัดข้องหรือไม่ เรือต่อรถ รถต่อเรือตรงไหน มั่นใจเลยว่า เราจะลดการใช้เวลาบนท้องถนนได้มาก เครียดน้อยลง มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ประเทศไทยเร่งผลักดันให้เกิดเมืองอัจฉริยะ เราจึงมี 3 คำ มาแนะนำให้รู้จัก

  • Smart Mobility
    การขับเคลื่อนระบบขนส่งอัจฉริยะ
  • MaaS – Mobility as a Service
    การรวมทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายและมีแพ็กเกจให้เลือกใช้บริการ
  • FMLM – First Mile/Last Mile
    การเดินทางจากต้นทางสู่จุดหมายปลายทาง มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในสหรัฐอเมริกา สวีเดน ญี่ปุ่น ไต้หวัน

ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า การขนส่งและจราจรถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ หนึ่งในรูปแบบ Smart Mobility ซึ่งหลายประเทศได้เริ่มทดลองใช้ คือ MaaS ที่ผู้เดินทางสามารถเลือกใช้รูปแบบการเดินทางที่เป็นการขนส่งสาธารณะของรัฐบาลและการขนส่งของภาคเอกชนได้ตามความต้องการผ่านแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ โดยจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือนหรือตามที่ใช้จริง ทั้งยังเผยสิ่งที่พยายามผลักดันอยู่ว่า

“เรื่องสำคัญคือ ต้องมี Open Data อาศัยข้อมูลของกันและกัน ซึ่งเราพยายามทำแพลตฟอร์มกลางอยู่ ในด้านเทคโนโลยีทำได้อยู่แล้ว แต่หลายฝ่ายก็ต้องยอมเปิดให้เข้าถึงข้อมูล แชร์กันได้ เพราะข้อมูลจะเกิด Value ได้เมื่อมีการต่อยอดเป็น Big Data” 


ได้เวลาบูรณาการข้อมูลทั้งภาครัฐและเอกชน

ข้อมูลสำหรับผู้เดินทางไปแต่ละจุดมีทางเลือกอะไรบ้าง ทางไหนไปได้เร็วที่สุด เสียค่าเดินทางเท่าไร ไม่เคยมีฐานข้อมูลรวมอยู่ในมือของผู้เดินทางมาก่อน ส่งผลให้คนเมืองจำนวนมากต้องใช้เวลาเดินทางใน กรุงเทพฯ หลายชั่วโมง นอกจากจะเสียเวลา เปลืองพลังงานแล้ว ยังเพิ่มมลภาวะให้แก่ประเทศอีกด้วย

วันที่ 23 เมษายน 2562 แกร็บ (Grab) เปิดตัว ‘ทริป แพลนเนอร์’ (Trip Planner) เพื่อแก้ปัญหา (pain point) รถติดหนักในกรุงเทพฯ ซึ่งล่าสุดขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเมืองรถติดที่สุดในโลก แซงหน้าจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยสถิติคนในกรุงเทพฯ ที่อยู่รวมกันเกือบ 6 ล้านคน

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในกรุงเทพฯ มีจำนวนรถส่วนตัวและมอเตอร์ไซค์ที่จดทะเบียนกว่า 9.8 ล้านคัน มากกว่าปริมาณที่ถนนและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สามารถรองรับได้ถึง 8 เท่า 

“แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถส่วนตัวดังกล่าว เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหารถติดในกรุงเทพฯ เราจึงมีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างระบบการคมนาคมขนส่งที่เชื่อถือได้และไร้รอยต่อ ซึ่งจะทำให้ผู้คนลดการใช้รถส่วนตัวในที่สุด ซึ่งระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพเป็นทางออกเดียวที่จะแก้ไขปัญหาการจราจรโดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณรถบนท้องถนน” 

การเปิดตัวฟีเจอร์ ทริป แพลนเนอร์ จึงเป็นการนำร่องพัฒนา MaaS และยังตอบรับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมและสนับสนุนวิสัยทัศน์ Smart Mobility และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย ซึ่งเมื่อข้อมูลเชื่อมกันได้หมด ผู้เดินทางก็จะสามารถเลือกใช้รูปแบบการเดินทางที่เป็นการขนส่งสาธารณะของรัฐบาลและการขนส่งของภาคเอกชนได้อย่างง่ายดาย

“เรามองว่าแกร็บเป็นทางเลือกของคนที่อยากเดินทางในและนอกกรุงเทพฯ ถ้ามองระบบขนส่งหรือการเดินทางในกรุงเทพฯ ก็จะมีรถไฟฟ้า เรือ รถเมล์ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ หรือเดิน แกร็บจึงอยากให้ทุกคนเห็นข้อมูลการเดินทางทุกรูปแบบ ทำให้ข้อมูลอยู่ข้างหน้าทุกคน ดูได้ว่ามีโหมดไหนให้คนกรุงเทพฯ เลือกบ้าง สามารถ mix & match data ของเรากับที่ภาครัฐส่งมาให้ได้ นี่เป็นขั้นเริ่มต้น หลังจากนี้จะพัฒนาโมเดลมากขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มข้อมูลในแกร็บ เพิ่มข่าวที่เป็นเรียลไทม์อย่างต่อเนื่อง และไม่เกิน 6 เดือนจะเพิ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เข้าระบบ เพราะเราต้องการเป็น Every App สำหรับทุกคน

“การลิงก์โหมดวิธีเดินทางทุกอย่างเข้าด้วยกันมีประโยชน์ต่อผู้โดยสารมาก เช่น ถ้าอยากไปไอคอน สยาม ขับรถไปก็ติดหน้าห้าง 300 เมตร แต่แอปจะทำให้ผมรู้ว่า สามารถนั่งแกร็บไบค์ไปขึ้นเรือที่ท่าไหน ไม่ต้องกังวลเรื่องรถติด หลังจากนี้ก็จะขยายไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศไทย และถ้าในอนาคตมีการเดินทางแบบเหมาจ่าย เชื่อมภาครัฐและเอกชนได้อย่างรอบด้าน สมาร์ทซิตี้ก็จะเกิดได้อย่างแท้จริง” 

อัปเดตตัวเลขเกี่ยวกับ ‘แกร็บ’

ในภูมิภาคอาเซียน
มีคนขับแกร็บกว่า 9 ล้านราย

แกร็บ ประเทศไทย
ให้บริการใน 18 เมือง 16 จังหวัด

แกร็บ ประเทศไทย
มีจำนวนทริปมากกว่าวันละ 200,000 ทริป 

รศ.ดร.สรวิศ นฤปิติ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจราจรติดขัดยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานขนส่งมวลชนยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้การเดินทางจากต้นทางและสู่ปลายทาง (FMLM) ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างเต็มรูปแบบ และผู้คนยังคงจำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวัน” 

ทางออกหนึ่งที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาจราจรได้ รศ.ดร.สรวิศแนะให้ใช้บริการรถยนต์ร่วมโดยสาร (Ride-Hailing) และการให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกรูปแบบการเดินทาง เส้นทาง และค่าโดยสารที่ตรงความต้องการ อาทิ ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา หรือหลีกเลี่ยงเส้นทางที่หนาแน่น กอปรกับ Smart Mobility ทำให้ทุกคนเดินทางและใช้ชีวิตได้อย่างฉลาดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เดินทางหรือผู้ให้บริการ เช่นการใช้ Trip Planner จะทำให้เราเห็นข้อมูล เห็นการบูรณาการที่หลากหลาย

ดร.ภาสกรบอกเพิ่มด้านแผนงานและประโยชน์ในวงกว้างสำหรับประเทศไทยว่า รัฐบาลริเริ่มแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยมีระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) เป็นหนึ่งในแกนหลักของการพัฒนาเมือง การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาดมาประยุกต์ใช้กับระบบจราจรและขนส่งอัจฉริยะอย่างฟีเจอร์วางแผนการเดินทางหรือแนวคิดในการพัฒนา MaaS ของแกร็บ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการผสานความร่วมมือและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของภาคเอกชน เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมผ่านโครงการของภาครัฐ

“นอกจากประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 7 จังหวัดนำร่องจะได้ใช้ประโยชน์แล้ว นักท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ก็จะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายผ่านบริการดังกล่าวด้วย ถือเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างมีประสิทธิภาพและตอบรับโลกแห่งเทคโนโลยีในปัจจุบันด้วยอีกทางหนึ่ง”


บทความเกี่ยวกับ ‘สมาร์ทซิตี้’ ยังมีให้อ่านต่อ

ผ่าร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ปี 2563 เปลี่ยนโฉมเมืองกรุงให้เป็น ‘กรุงเทพฯ สมาร์ทซิตี้’