การผลิตกำลังคนที่มีทักษะเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างเร่งด่วนของชาติ ที่กำลังเดินหน้าพัฒนาโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี นับเป็นภารกิจเร่งด่วนลำดับต้นๆ ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าอย่างเต็มสูบ และในทุกความพยายามที่เกิดขึ้นอยู่นี้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบรรจุเอาเรื่องราวของ ‘วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี (IRPCT)’ สถาบันการศึกษาที่มีเอกลักษณ์อันแตกต่าง เพราะเป็นวิทยาลัยเอกชนที่ก่อตั้งขึ้นโดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตอย่าง บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และมีจุดมุ่งหมายชัดเจน ที่จะผลิตกำลังคนที่เพรียบพร้อมด้วยทักษะการเป็นช่างฝีมือ และช่างเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคการผลิตของประเทศอย่างแท้จริง


รู้จัก ‘วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี’ (IRPCT) วิทยาลัยเพื่อชุมชนในพื้นที่อีอีซี

เพื่อตอบสนองความต้องการของชาวระยองและพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ที่อยากให้มีสถานศึกษาในท้องถิ่น ผลิตช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญป้อนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ภายใต้แนวคิดวิทยาลัยของชุมชนเพื่อชุมชน วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี จังหวัดระยอง (IRPCT) เปิดการเรียนการสอนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2538

วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซีจึงได้จัดตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจจัดการเรียนการสอนแบบ “โรงเรียน-โรงงาน” ที่พัฒนาขึ้นในรูปแบบของวิทยาลัยในชุมชนกับภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ข้อได้เปรียบของผู้เรียนที่นี่ คือ จะได้ใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรที่มีความทันสมัย และฝึกงานในโรงงานของกลุ่มบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ทำให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นช่างฝีมือที่มีความรู้พร้อมปฏิบัติงาน ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในภาคตะวันออกและทั่วประเทศ


เปิดภารกิจผสานความร่วมมือ จัดสรรทุนการศึกษาสร้างกำลังคนเทคโนโลยีชั้นสูง ป้อนอุตสาหกรรมเป้าหมายอีอีซี

ล่าสุด วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี (IRPCT) ได้สานต่อภารกิจวิทยาลัยเพื่อชุมชน เดินหน้าผสานความร่วมมือ จัดหาทุนการศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อสนองความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมายอีอีซี โดย นายรุ่งนิรัญ เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี ยืนยันว่า พร้อมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการศึกษาที่เดินตามรูปแบบความสำเร็จของ สัตหีบโมเดล ซึ่งตอนนี้คือ อีอีซีโมเดล และพร้อมจับมือภาคเอกชนทุกรูปแบบเพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด

นายรุ่งนิรัญ เที่ยงธรรม

“วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.ระยอง ซึ่งอยู่ในเขตอีอีซี ดังนั้น จึงมีภารกิจที่ชัดเจนและสำคัญมากในการผลิตบุคลากรช่างเทคนิคชั้นสูง เพื่อรองรับการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมากในพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ นอกจากทางวิทยาลัยฯ จะมุ่งมั่นในการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตกำลังคนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ทั้ง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการขอสนับสนุนทุนการศึกษาจากบริษัทเอกชนต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้เรียนในสาขาวิชาที่ตนต้องการได้”

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการ IRPCT ยังสื่อสารให้ทราบถึงภาวะปัญหาในตอนนี้ว่า อยู่ที่การขาดแคลนครูผู้สอนในสาขาวิชาที่เปิดสอนบางสาขา บวกกับเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอนก็มีราคาแพง ซึ่งตอนนี้ทางวิทยาลัยก็มีแผนที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานทางเลือก และศูนย์ฝึกอบรม เพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอน ให้สร้างกำลังคนที่มีทักษะความสามารถตอบโจทย์ความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อาจารย์รุ่งนิรัญ กล่าวต่อว่าทางวิทยาลัยฯ เปิดสอนสาขาวิชาปิโตรเคมี, สาขาเทคนิคพลังงาน และสาขาเคมีอุตสาหกรรม ล่าสุด ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดสาขาแมคคาทรอนิกส์ และหุ่นยนต์ ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ด้วย

“โดยทั้ง 4 สาขา จะสามารถผลิตนักศึกษาได้สาขาละ 20 คน ดังนั้น ถ้ารวมทั้ง 4 สาขา จะผลิตได้ 80 คนต่อปี ซึ่งนักศึกษาที่เข้าเรียนใน 4 สาขาวิชานี้ จะได้รับทุนการศึกษาจากบริษัทในเครือ ปตท. และภาคเอกชนในจังหวัด โดยนักศึกษาจะได้ทุนคนละ 2 แสนบาทต่อปี หรือรวมทั้งหมด 4 แสนบาทตลอดหลักสูตร 2 ปี”


4 หลักสูตร ความหวังใหม่ในการผลิตกำลังคน ตอบโจทย์ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายได้ตรงที่สุด

สำหรับหลักสูตรทั้ง 4 สาขาวิชาที่ IRPCT เปิดสอนนี้ อาจารย์รุ่งนิรัญอธิบายว่า ผู้เรียนจะเรียนในห้องเรียน 1 ปี และฝึกงานในโรงงาน 1 ปี หลังจากเรียนจบได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ผู้เรียนจะต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.0 ได้คะแนน TOEIC ไม่ต่ำกว่า 350 คะแนน ถ้าทำได้ บุคคลนั้นก็จะได้เข้าทำงานในเครือ ปตท. หรือบริษัทเอกชนที่ให้ทุนสนับสนุนทันที ด้วยเงินเดือนรวมรายได้ต่างๆ เริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน

“นักศึกษาที่จะเข้าเรียนทั้ง 4 หลักสูตรนี้ จะต้องมีผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 2.75 ผ่านการเรียนรักษาดินแดน (รด.) และจะต้องเข้าสอบคัดเลือก โดยจะแบ่งเป็นโควตานักศึกษาใน จังหวัดระยอง 50% และนักศึกษาจากจังหวัดอื่นๆ อีก 50% มีอัตราการแข่งขันประมาณ 1 ต่อ 7”

จากนั้น อาจารย์รุ่งนิรัญยังให้ข้อมูลต่อว่า ทั้ง 4 สาขาวิชาใหม่ ที่ IRPCT เปิดสอน ในประเทศไทยตอนนี้มีสถาบันการศึกษาไม่กี่แห่งที่เปิดสอน อย่างสาขาเคมีอุตสาหกรรม ตอนนี้ทั้งประเทศมีสถาบันการศึกษาเพียง 2 แห่ง สาขาปิโตรเคมีก็มีเพียง 3 แห่ง สาขาเทคนิคพลังงานมีเพียง 6 แห่ง

ยิ่งในสาขาล่าสุด ”แมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์” ที่กำลังจะเปิดในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ถือว่ามีความต้องการบุคลากรด้านนี้สูงมาก เพราะภาคการผลิตหลักๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซี จะอาศัยเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์


เพิ่มโอกาสเข้าถึงทุนการศึกษา แสวงหาความร่วมมือภาคเอกชน พัฒนาการศึกษาสายวิชาชีพ หัวใจสำคัญของการพัฒนาการศึกษาโดย IRPCT

“เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรสายอาชีวะหรือสายวิชาชีพที่เพิ่มขึ้นในอีอีซี วิทยาลัยฯ ได้เตรียมที่จะเข้าร่วมโครงการสัตหีบโมเดล หรือ อีอีซีโมเดล เป็นวิทยาลัยอาชีวะแห่งที่ 13 ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ และคาดว่าจะลงนามเข้าร่วมมือได้ในเร็วๆ นี้ โดยจะเพิ่มความร่วมมือกับโรงงานต่างๆ ในพื้นที่อีอีซี ให้เข้ามาร่วมผลิตนักศึกษาตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ในรูปแบบทวิภาคีที่จะมีการฝึกงานในโรงงานอย่างเข้มข้นตามแบบที่ทาง IRPCT ยึดมั่นมาโดยตลอด”

อาจารย์รุ่งนิรัญให้ข้อมูลพันธกิจของสถาบันในเบื้องต้น จากนั้นก็ยกตัวอย่างให้เห็นภาพต่อว่า ที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับบริษัท โกรเฮ่ จังหวัดระยอง ซึ่งโรงงานแห่งนี้ใช้ระบบการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ที่ทันสมัย จึงต้องการบุคลากรช่างเทคนิคชั้นสูง และได้ตัดสินใจให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา 5 ราย ให้พวกเขาได้เรียนฟรี มีเสื้อผ้า ที่พักอาศัยทุกอย่างฟรี และได้เงินเดือนตั้งแต่เดือนแรกที่เข้าเรียน หรือเข้าเป็นพนักงานของบริษัททันที

โดยในตอนนี้ นักศึกษาทั้ง 5 ราย จะเข้าเรียนหลักสูตรพิเศษในรูปแบบทวิภาคี ด้วยการเข้าฝึกงานที่โรงงานตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ และเสาร์ – อาทิตย์ จะเรียนในห้องเรียน ซึ่งนักศึกษาที่จบหลักสูตรนี้จะมีความเชี่ยวชาญด้านปฏิบัติงานสูง และมีรายได้ระหว่างเรียนด้วย

ด้วยโมเดลที่ประสบความสำเร็จนี้ ในอนาคตวิทยาลัยฯ จึงตั้งใจเดินหหน้าขยายความร่วมมือกับโรงงานต่างๆ ในอีอีซีต่อไป โดยจะขยายในกลุ่มโรงงานจากประเทศเยอรมนีก่อน และจะขยายไปทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

“ในหลักสูตร 4 สาขาหลัก จะเรียน 1 ปี ฝึกงาน 1 ปี หลักสูตรทั่วไปจะเรียน 1 ปี 6 เดือน และฝึกงานในโรงงาน 6 เดือน โดยการปรับหลักสูตรสัตหีบโมเดลมาประยุกต์ใช้นี้ จะเน้นการฝึกงานในโรงงานมากกว่า จะผนึกกับผู้ประกอบการอย่างแน่นแฟ้น เพื่อให้นักศึกษาที่จบออกมาสามารถทำงานได้ทันที และตรงกับความต้องการ เพราะเป็นการร่วมกันออกแบบหลักสูตรระหว่างวิทยาลัยกับโรงงานอย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ ทางวิทยาลัยฯ ยังเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรปกติทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และ ปวส. ในสาขาช่างยนต์ ช่างกล ช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และบัญชี โดยจะผลิตบุคลากรกลุ่มนี้ได้ประมาณปีละ 400-450 คน ซึ่งผู้ที่จบสาขาอาชีวะพื้นฐานเหล่านี้ ก็ยังคงเป็นที่ต้องการในพื้นที่อีอีซี

แต่อย่างไรก็ตาม หากต้องการบุคลากรเฉพาะทางชั้นสูงก็สามารถนำผู้ที่จบ ปวส. ในสาขาเหล่านี้ไปฝึกอบรมต่อยอดได้ เช่น นำผู้ที่จบสาขาช่างกล ช่างยนต์ ไปฝึกอบรมต่ออีกประมาณ 6 เดือน ก็สามารถทำงานด้านออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ได้แล้ว

“หลักสูตรวิชาชีพสาขาต่างๆ ของวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี จะมีการทบทวนปรับหลักสูตรให้ทันสมัยทุก 3 ปี จะเชิญสถานประกอบการต่างๆ มาร่วมวิเคราะห์ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์เทคโนโลยี และรูปแบบการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วย”


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความต้องการบุคลากรด้านอาชีวะจะมีความต้องการมากขึ้น แต่อาจารย์รุ่งนิรัญกลับให้ข้อเท็จจริงว่า อัตราการเข้าเรียนในระดับอาชีวะกลับไม่เพิ่มขึ้นและมีอัตราที่ลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดประชากรไทยก็ลดลง และต้องยอมรับว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีค่านิยมในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมากกว่า ทั้งที่กระแสข่าวตอนนี้ก็นำเสนอตลอดว่าผู้ที่จบการศึกษาปริญญาตรีมาก็ยังมีอัตราตกงานสูง

แต่ทั้งนี้ก็เป็นที่น่าดีใจมากว่า ในช่วงหลังสถานการณ์เริ่มดีขึ้น เห็นได้จากล่าสุดที่มีนักเรียนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ามาเรียนต่อ ปวส. เพิ่มมากขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 20-30% ซึ่งในระดับ ปวส. ตอนนี้ มีวิทยาลัยสายวิชาชีพที่ยังสามารถรองรับความต้องการตรงนี้ได้อีกมาก


ที่มา : อ้างอิง รายงานข่าว เรื่อง “’ไออาร์พีซี’ ปั้นแรงงานทักษะสูง” เผยแพร่ใน เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 เมษายน 2562