นอกจากราคาน้ำมัน ทองคำ รวมถึงสินค้าและวัตถุดิบหลากหลายประเภท ที่เรามักได้ยินข่าวการผันผวนของราคาซึ่งปรับตามปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกอยู่บ่อยๆ แล้ว ก็เห็นจะมี ราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการปรับราคาขึ้น ตามบริบทของพื้นที่ที่ทางภาครัฐประกาศว่าจะพัฒนา หรือพื้นที่ที่ระบบขนส่งสาธารณะอย่าง รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินไปถึง เอไอ วิเคราะห์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

ขณะเดียวกัน ราคาที่ดินก็อาจจะปรับลงได้เช่นกัน ในกรณีที่มีการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หรือการปรับขึ้นของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ว่ากันว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2563 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์บางประเภทได้ ดังนั้น ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นผู้ช่วยมนุษย์อย่างเต็มตัวนี้ จึงมีการคิดค้น ‘เอไอ วิเคราะห์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์’ เพื่อเตือนภัยคนทำธุรกิจอสังหาฯ หากเกิดความผันผวนของราคาอสังหาฯ นั่นเอง

‘เอไอ วิเคราะห์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์’ เป็นต้นแบบนวัตกรรมที่เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของภาควิชาการและภาคผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) และ บริษัท โฮมดอทเทค จำกัด

โดยทั้ง 3 หน่วยงาน เล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบเตือนภัยสภาวะฟองสบู่ โอเวอร์ซัพพลาย เพื่อนำการเตือนภัยนี้มาเป็นข้อมูลให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือทันท่วงที ซึ่งถ้าทำได้ ย่อมจะสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยรวมและผู้ซื้อได้ไม่น้อย ซึ่งการนำเทคโนโลยีแห่งยุคอย่าง เอไอ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ มาสร้างระบบเตือนภัย ก็นับว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ยุคนี้ได้อย่างดีด้วย


อัปเดตภาพรวมอสังหาฯ ไทย ปี 62 คาด จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานข่าว จากเว็บไซต์ thailand-property-news.knightfrank.co.th เรื่อง “‘รุ่ง’ หรือ ‘ร่วง’ คำตอบที่ต้องรู้ อสังหาฯ ปี 62” ได้ระบุถึงสภาวะการเติบโตของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ในปี 2562 ว่า

“แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมของปี 2561 จะมีการขยายตัวต่อเนื่องมาจากปี 2559 และ 2560 แต่ในช่วงปี 2562 ถือเป็นปีที่มีปัจจัยท้าทายหลายด้านทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ที่ล้วนส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย แต่ถึงอย่างไรก็ยังเชื่อว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเติบโตไปได้ต่อในภาวะที่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อต้องเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง”

จากนั้น ได้วิเคราะห์ปัจจัยบวกที่จะเกิดขึ้นและส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยโต ได้แก่

  1. ธนาคารยังแข่งขันกันขยายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
  2. ดอกเบี้ยของสินเชื่อซื้อบ้านยังคงอยู่ในอัตราที่ไม่สูง
  3. กำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศยังคงดีอยู่
  4. โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสให้ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในไทยสูงขึ้น โดยเฉพาะออฟฟิศ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ นิคมอุตสาหกรรม โรงแรม คอนโดมิเนียม 
  5. ราคาน้ำมันมีความผันผวนในระยะสั้นแบบไร้ทิศทางแต่เคลื่อนตัวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือแบบ Sideways มีผลดีต่อต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกำลังซื้อของผู้บริโภค
  6. รัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น รถไฟฟ้าสายสีชมพู, สายสีส้ม, สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย โครงการรถไฟทางคู่ ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและความต้องการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น
  7. รัฐบาลมีนโยบายในการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในหัวเมืองการค้าชายแดนหลายแห่ง ช่วยให้เกิดการลงทุนและความต้องการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัยมากขึ้น
  8. โครงการ EEC, สถานีกลางบางซื่อ, สถานีรถไฟมักกะสัน จะเป็นโครงการที่สร้างความน่าสนใจในการลงทุนของภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศ ทำให้เกิดผลดีต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายประเภทในวงกว้าง

ส่วนปัจจัยลบที่จะส่งผลให้การซื้อ – ขายอสังหาริมทรัพย์ในไทยชะลอตัวลง คือ

  1. มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยการปรับเปลี่ยน Loan to Value (LTV) หรืออัตราส่วนวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกันที่ออกโดย ธปท. จะมีผลต่อผู้ที่จะซื้อที่อยู่อาศัย
  2. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะมีผลบังคับใช้ในปี 2563 อาจจะมีผลทางจิตวิทยาต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์บางประเภท เช่น บ้านพักตากอากาศ หรือคอนโดมิเนียมที่ซื้อเพื่อการลงทุน
  3. การขาดแคลนแรงงานประเภทสาขาวิชาชีพและช่างฝีมือ เป็นปัญหาต่อการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์
  4. ต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นต่อเนื่องมาจากราคาที่ดิน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่มีต้นทุนสูงขึ้นมาก
  5. ระดับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง เป็นปัจจัยที่กดดันการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน และกำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่มรายได้
  6. การเมืองไทยที่ยังคงไม่ชัดเจน จะกลายเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจไทยและการพัฒนาประเทศในอนาคต

‘เอไอ วิเคราะห์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์’ นวัตกรรมแห่งความร่วมมือของภาควิชาการ & ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ข้อมูลวิเคราะห์ข้างต้นทั้งปัจจัยบวกและลบจะรับรู้ได้เร็วขึ้นเพราะต่อไปจะมีผู้ช่วยที่ชื่อว่า ‘เอไอ วิเคราะห์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์’ มาช่วยประมวลผล

โดยในโอกาสนี้ ตัวแทนฝั่งนักวิชาการ รศ.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงที่มาของนวัตกรรมแห่งความร่วมมือนี้ว่า

“เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำธุรกิจ ทั้งช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำมากขึ้น ในแวดวงการซื้อ – ขายอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกัน ที่ต้องการผู้ช่วยซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นเข็มทิศนำทางในวงการอสังหาริมทรัพย์ คือ สามารถช่วยวางแผน ตัดสินใจลงทุน รวมทั้งส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกในธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งยากต่อการควบคุม”

นอกจากนั้น รศ.สุพจน์ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ธุรกิจอสังหาฯ ถือเป็นดัชนีชี้วัดสภาพเศรษฐกิจประเทศที่สำคัญ ดังนั้น การใช้เทคโนโลยี ‘Data Science’ หรือวิทยาศาสตร์ข้อมูล ที่ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บข้อมูล การจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อช่วยตัดสินใจโดยอาศัย Machine Learning และ AI มาเป็นกลไกในการวิเคราะห์ข้อมูลอสังหาฯ ให้กับหน่วยงานต่างๆ จึงมีความสำคัญมากสำหรับ นวัตกรรม ‘เอไอ วิเคราะห์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์’

โดยการพัฒนานวัตกรรมนี้เริ่มจากโครงการความร่วมมือ Chula-HOME dot TECH ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ที่มาร่วมกันพัฒนา ‘Prediction Model’ ด้วยการสร้างแบบจำลองพยากรณ์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากผลกระทบหรือปัจจัยด้านต่างๆ และพัฒนาดัชนีชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ดีมานด์หรืออุปสงค์ความต้องการของตลาดอสังหาฯ  ซึ่งผลที่ได้ นับเป็นครั้งแรกที่วงการอสังหาฯ ไทยจะได้รับข้อมูลความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ในแต่ละช่วงเวลาหรือแต่ละปีแบบอัปเดต


นวัตกรรมเตือนภัย สร้างผู้ประกอบธุรกิจอสังหาฯ ไทยให้เป็น ‘Game Changer’

ด้าน นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า

“ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย เพื่อรับกับเทรนด์เทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยเทคโนโลยีนั้นก็เข้ามาช่วยให้คนทำธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ต้องเสียเวลาในการนำข้อมูลมารันในโปรแกรม ก็เปลี่ยนมาใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์ได้ทันที เป็นปรากฏการณ์ Disrupted Technology ที่ส่งผลให้คนทำงานในภาคอสังหาฯของไทยทุกฝ่าย สามารถทำงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอสังหาฯ ต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก”

ขณะเดียวกันการได้ข้อมูลจากการสำรวจในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็น ข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) มาผสมกับข้อมูลจากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ก็สามารถนำมาปรับใช้วิเคราะห์พฤติกรรรมความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

“จากเดิมที่เราทำข้อมูลด้านซัพพลายไซด์ แต่เมื่อทำงานร่วมกันจะได้ข้อมูลจากฝั่งดีมานด์ไซด์เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงควบคู่กันไป กระทั่งทำให้เห็นสัญญาณบางอย่าง เหมือนที่ผ่านมา หลายคนบอกว่าฟองสบู่จะเกิด ซึ่งการวิเคราะห์ตรงนี้จะใช้แต่ความรู้สึกไม่ได้ เพราะผลที่ออกมาอาจคลาดเคลื่อน ก่อให้เกิดผลกระทบตามมา ตรงนี้จึงเป็นจุดหนึ่งที่เราต้องการสร้างเครื่องมือมามอนิเตอร์ภาวะฟองสบู่ในแวดวงอสังหาฯ หรือตัวโอเวอร์ซัพพลายให้เกิดความชัดเจน เพราะสมัยนี้ การสร้างมากหรือน้อยไม่ได้หมายความว่าจะก่อให้เกิดซัพพลายเสมอไป เพราะจริงๆ แล้ว ต้องคำนึงถึงแนวโน้มความเชื่อมั่นของคนซื้อด้วยว่า จะตัดสินใจและมีกำลังซื้อหรือไม่”

สุดท้ายในส่วนของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ นายบริสุทธิ์ กาสินพิลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฮมดอทเทค ได้กล่าวอัปเดตเพื่อแนะนำนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในวงการอสังหาฯไทย ว่า

“ขณะนี้ทางบริษัทได้พัฒนา Home Hop แอปพลิเคชันค้นหาที่อยู่อาศัยจากการเดินทางและไลฟ์สไตล์ เป็นแอปที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่เหนือความคาดหมายในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจากได้นำ เอไอ เข้ามาวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อให้ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจของผู้ซื้อ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดให้ทดลองใช้ รวมถึง Home Event App ซึ่งเป็นเครื่องมือในการ Matching ผู้ซื้อและผู้ขายที่จะไปร่วมงานแสดงสินค้าที่อยู่อาศัย โดยตอนนี้ได้อัปเกรดเวอร์ชันให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและโครงการมากขึ้นแล้ว”


ที่มา :


อัปเดตนวัตกรรม ช่วยให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น

เจาะ เทรนด์การตลาด 2019 เปลี่ยนผ่านการตลาดสู่ยุคเอไอ พร้อมให้กำเนิด นักการตลาด ‘มาร์เท็คเตอร์’ สายพันธุ์ใหม่

ส่อง ‘เทรนด์เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ’ ทั่วโลก พร้อมแนวทางปรับใช้ พัฒนาการเกษตรไทยยุคดิจิทัล

ชี้ทางเลือกทางรอด เมื่อโลกเข้าสู่ ‘โลกหลังยุคดิจิทัล (post-digital era)’ ทุกองค์กรจึงต้องปฏิวัติกันอีกครั้ง