Monday, August 31, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.125/62

ปลื้มปิติทั้งแผ่นดิน

ปวงพสกนิกรร่วมจารึก

ประวัติศาสตร์ ร.10

เปล่งเสียง ‘ทรงพระเจริญ’ กึกก้อง

เมื่อเวลา 17.37 น. วันที่ 5 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับบนพุดตานทอง ยาตราออกจากพระบรมหาราชวัง จากประตูวิเศษไชยศรี ผ่านบริเวณหน้าศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ซึ่งเป็นจุดที่ 2 ของเส้นทางริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พยุหยาตราทางสถลมารค ไปสู่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อทรงนมัสการพระพุทธปฏิมาประธาน และพระบรมราชสรีรางคาร โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับบนพระที่นั่งพุดตานทอง ซึ่งมีความสูง 2 เมตรประชาชนจึงสามารถชมพระบารมีได้อย่างแจ่มชัดต่างโบกธงพร้อมทั้งถือรูปพระบรมฉายาลักษณ์เปล่งเสียงทรงพระเจริญกึกก้อง

บีทีเอสจัดรถไฟฟ้า

ขบวนพิเศษเทิดพระเกียรติ

ในหลวง ร.10

kachon.com

ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส แจ้งว่า กลุ่มบริษัทบีทีเอส ได้จัดทำรถไฟฟ้าขบวนพิเศษ สีเหลืองประดับลายไทย พร้อมข้อความถวายพระพรทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และข้อความภาษาอังกฤษ LONG LIVE THE KING ติดตั้งตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ด้านหน้าขบวนรถ จำนวน 4 ขบวน โดยนำออกวิ่งครบทั้ง 43 สถานี ทั้งในสายสีลม และสายสุขุมวิท ครอบคลุมพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ เป็นประจักษ์สายตาให้ประชาชนได้ร่วมแซ่ซ้องถวายพระพรแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สำหรับภายในขบวนรถพิเศษเทิดพระเกียรติ ได้ตกแต่งด้วยสีเหลืองลายไทย พร้อมข้อความถวายพระพรด้วยเช่นกัน และเมื่อขบวนรถพิเศษเข้าจอดเทียบชานชาลา จอแสดงผลที่ประตูกั้นชานชาลาจะแสดงข้อความทรงพระเจริญ โดยจะวิ่งเทิดพระเกียรติถึงวันที่ 31 ก.ค.62 พร้อมกันนี้กลุ่มบริษัทบีทีเอสยังได้จัดนิทรรศการ “132 โครงการพระราชดำริดับทุกข์เข็ญประชาชน” แสดงพระราชกรณียกิจในหลวงรัชกาลที่10 ณ ทางเดินเชื่อมระหว่างสถานีบีทีเอสชิดลม กับสถานีสยาม บริเวณหน้าศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ ถึงวันที่ 10 พ.ค.นี้ด้วย ทั้งนี้รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที จะให้บริการฟรีแก่ประชาชนทุกคน ทุกสถานี ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว ตลอดทั้งวัน ถึงวันที่ 6 พ.ค.นี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดี และอำนวยความสะดวกประชาชน ที่เดินทางสู่พระราชพิธีสำคัญ เพื่อร่วมชื่นชมพระบารมีในโอกาสมหามงคล ครั้งหนึ่งในชีวิตของคนไทย

เมกะโปรเจ็กต์ ‘อีอีซี’

ดันประเทศไทยกลับสู่แถวหน้า

การลงทุนของเอเชียในรอบ 20 ปี

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวว่า การจบการเจรจาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินได้มีนัยสำคัญมากเพราะถือเป็นโครงการแรกของความร่วมมือระหว่างจีนและญี่ปุ่นในการออกไปลงทุนในประเทศที่ 3 เนื่องจากกลุ่มที่ได้โครงการนี้ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (ประเทศไทย), บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD), China Railway Construction Cor-poration Limited (สาธารณรัฐประชาชนจีน), บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK), บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) โดยโครงการนี้อยู่ภายใต้การปล่อยเงินกู้ของธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) ที่ปล่อยกู้หัวรถจักรยี่ห้อฮิตาชิ และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีน (ซีดีบี) ที่ปล่อยกู้การก่อสร้างราง ฉะนั้น ความสำคัญที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนรถไฟความเร็วสูง แต่เป็นการโชว์ให้โลกเห็นความร่วมมือของการพึ่งพาประเทศในเอเชียด้วยกัน กลายเป็นความสำเร็จของความร่วมมือภาคเอกชน 3 ประเทศ ไทย–จีน–ญี่ปุ่น เป็นเรื่องใหม่ที่จะนำไปสู่การร่วมมือในโครงการอื่น ๆ ในอีอีซีต่อไป ขณะที่ประเทศไทยได้ขึ้นมาอยู่แถวหน้าในภูมิภาคหลังจากหายไปเกือบ 20 ปี

‘ซีพี’ จับมือ ‘โฟตอน มอเตอร์’

ยักษ์ใหญ่แดนมังกร ขึ้นท็อป 3

ผู้นำกลุ่มยานยนต์ในไทย

ในการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Cooperation-BRF) ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีผู้นำระดับสูงสุดจากกว่า 40 ประเทศเข้าร่วมงาน รวมถึงตัวแทนระดับสูงจากองค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 5,000 คน จากกว่า 150 ประเทศ และผู้บริหารอีกกว่า 90 องค์กรชั้นนำระหว่างประเทศเข้าร่วมภายในงาน โดย มร.กง เยีย ช่ง (Gong Yue Qiong) ประธานกรรมการ โฟตอน มอเตอร์ กรุ๊ป (Foton Motor Group) และ นายนพดล เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี กรุ๊ป) ได้ร่วมลงนามในสัญญาร่วมลงทุนเพื่อจัดตั้งบริษัทด้านการผลิตและจำหน่ายเกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์ ซึ่งการร่วมทุนในครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลให้บริษัทสามารถก้าวขึ้นสู่บริษัทชั้นนำในสามลำดับแรกของประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานที่มีมาตรฐานและคุณภาพระดับสูง ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยและภูมิภาคอาเซียนในระยะยาวต่อไป

หนุนผู้ประกอบการ

5 กลุ่มสินค้า ส่องลู่ทางการค้า

3 ประเทศละตินอเมริกา

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เตรียมจัดโครงการพานักธุรกิจไทย 5 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเครื่องจักรกล กลุ่มอาหาร จำนวน 30 บริษัทรุกตลาดภูมิภาคละตินอเมริกา  3 ประเทศ ประกอบด้วยกรุงซานติอาโก สาธารณรัฐชิลี กรุงกีโต สาธารณรัฐเอกวาดอร์ และกรุงลิมา สาธารณรัฐเปรูในวันที่ 14 – 28 มิ.ย.นี้ เพื่่อขยายตลาดสินค้าไทยในตลาดใหม่เพิ่มขึ้น คาดว่ายอดคำสั่งซื้อสินค้ากว่า 150 ล้านบาท ทั้งนี้ น.ส.จุฬาลักษณ์ เข็มทอง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก ประเทศชิลี ซึ่งเป็นผู้ดูแลเขตการค้าของทั้ง 3 ประเทศ ได้ให้ข้อมูลและสถิติการค้าการลงทุนทั้งรายประเทศ รายอุตสาหกรรม และรายบริษัท เพื่อให้บริษัทได้เตรียมพร้อมและศึกษาก่อนเดินทาง เมื่อเดินทางไปถึงประเทศดังกล่าวก็จะมีการบรรยายสรุปภาวะเศรษฐกิจ ลู่ทางการค้าการลงทุนในแต่ละประเทศ โดยหอการค้า หน่วยงานการลงทุน กงสุลกิตติมศักดิ์ และมีการพานักธุรกิจสำรวจย่านการค้าเพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสเห็นสินค้าและสภาพตลาดที่แท้จริง 

สั่งการทูตพาณิชย์ในจีน 9 แห่ง

เดินหน้าขยายตลาดสินค้าไทย

เจาะเมืองรอง

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ใช้โอกาสช่วงที่เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation (BRF) ครั้งที่ 2 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปลายเดือน เม.ย.2562 ประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่ในจีน 9 แห่ง ให้เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้กับสินค้าไทยในจีนให้ได้เพิ่มมากขึ้น โดยให้เน้นไปยังมณฑลตอนกลาง ตอนเหนือของประเทศ ที่เป็นที่ตั้งของเมืองรองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ที่ไทยยังเจาะเข้าไปไม่ถึง และส่วนใหญ่เป็นเมืองที่มีโอกาสสูงในการขยายตลาด จึงได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์เร่งทำตลาดในเมืองรองเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น เช่น กุ้ยโจว หูหนาน หนิงเซียะ กานซู ซานตง เหอเป่ย จี๋หลิน เหลียวหนิง อันฮุย เหอหนาน หูเป่ย ฝูเจี้ยน เจียนซี เป็นต้น

สหประชาชาติยกย่อง

รัฐบาลอินเดียรับมือ

‘ซูเปอร์ไซโคลนฟานี’

ภายหลังสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของอินเดีย (ไอเอ็มดี) ออกประกาศคาดการณ์พายุไซโคลนฟานีขึ้นฝั่งบริเวณเมืองปูริ ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งของรัฐโอฑิศา ในภาคตะวันตกของประเทศติดกับอ่าวเบงกอล ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่เคยได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอิทธิพลของพายุไซโคลนโอฑิศา เมื่อปี 2542 และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10,000 คน  โดยรัฐบาลอินเดียสั่งการอพยพประชาชนเกือบ 800,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของพายุไซโคลนฟานีด้วยกำลังลมมากกว่า 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 4  พร้อมกันนี้ ทางการอินเดียได้มีคำสั่งปิดสนามบินหลายแห่ง รวมถึงสั่งระงับการเดินรถไฟเป็นการชั่วคราว และด้วยการเตรียมความพร้อมรับมือที่มีประสิทธิภาพดังกล่าว ส่งผลให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ในขอบเขตที่สามารถควบคุมได้ โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 12 ถึง 15 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 160 คน ด้านสำนักงานลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติของสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีอาร์อาร์) ออกแถลงการณ์ชื่นชมการจัดการของรัฐบาลอินเดียต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย