การปิดตัวของหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับเนื่องจากถูกเทคโนโลยีทำลายล้างจนไม่สามารถก้าวต่อไปได้ทำให้เกิดคำถามว่า สื่อสิ่งพิมพ์จะก้าวต่อไปในอนาคตได้อีกนานแค่ไหนและจะอยู่รอดได้อย่างไร โดยเฉพาะธุรกิจพ็อกเก็ตบุ๊กที่ว่ากันว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน

ฟังมุมมองของ ปัณณธร ไชยบุญเรือง กรรมการผู้จัดการบริษัทปัญญาชนดิสทริบิวเตอร์, ประธานสมาพันธ์ผู้จำหน่ายหนังสือและสื่อการศึกษา, กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กับไอเดียการใช้ระบบออนไลน์มาต่อยอดสร้างโอกาสการขายให้กับวงการหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กทั่วประเทศ


ภาพรวมธุรกิจหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กวันนี้?

ถึงแม้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์ด้านอื่น อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสารจะถูกกระทบถูกดิสรัปต์ไปก็จริง แต่ผมคิดว่าธุรกิจพ็อกเก็ตบุ๊กในอนาคตอย่างน้อย 10 ปีต่อจากนี้ยังคงอยู่ เพราะว่าหนังสือแต่ละประเภทยังมีเสน่ห์ในตัวเอง ปัจจุบันหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กแนวนวนิยายวรรณกรรมซึ่งเป็นหนังสือด้านบันเทิง กลุ่มผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กด้านฮาวทูด้านบิสิเนสก็เป็นหนังสือที่ยังได้รับความนิยมซึ่งผู้อ่านกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่มีความสนใจแตกต่างกันไป เช่น ด้านหุ้น ด้านการลงทุน ด้านสุขภาพ ด้านนวัตกรรม

เท่ากับว่ายังมีกลุ่มคนอ่านสนับสนุน?

แต่ละสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กจะมีกลุ่มลูกค้าของตัวเอง คือพยายามสร้างกลุ่มลูกค้าของตัวเอง เช่น พ็อกเก็ตบุ๊กด้านประวัติศาสตร์ ด้านสารคดี ด้านฮาวทู การพัฒนาตนเอง อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือหนังสือแปล ยกตัวอย่างสำนักพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ สำนักพิมพ์วีเลิร์น ซึ่งแปลหนังสือของญี่ปุ่นเป็นหลัก หนังสือทั้งหมดที่แปลส่วนใหญ่จะเป็นด้านฮาวทู การพัฒนาตนเอง โดยมีแฟนคลับไม่ต่ำกว่า 5 แสน แค่เอา 10% มาซื้อหนังสือก็ 5 หมื่นคนแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อพิมพ์หนังสืออกมาแต่ละครั้งไม่มีคำว่าขาดทุน  ถือเป็นสำนักพิมพ์ที่ทำพ็อกเก็ตบุ๊กแล้วสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่ง

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งล่าสุด มีคนเข้าชมงานมากน้อยแค่ไหน?

ปริมาณคนเข้าวัดจากเครื่องทุกประตูอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านกว่าคน ตกลงมานิดหน่อยจากปีที่แล้วที่มีประมาณ 1.5 ล้านคน แต่กำลังซื้อของคนต้องยอมรับว่าตกลงค่อนข้างมาก โดยหนังสือที่มียอดขายดีที่สุดคือ นิยาย วรรณกรรม สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มวัยรุ่น กลุ่มคนวัยทำงานมาเดินเยอะ แต่หนังสือบางกลุ่ม เช่น กลุ่มหุ้นและการลงทุน มียอดขายไม่มากนัก เนื่องจากผู้อ่านกลุ่มนี้อาจไม่ได้มาเดินในงานสัปดาห์ แต่เน้นเดินตามร้านหนังสือมากกว่า หรือนิยมสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์

การปิดตัวของร้านหนังสือมีผลต่อยอดขายมากไหม?

ประมาณ 20-30% เนื่องจากร้านหนังสือต่างจังหวัดหรือร้านหนังสือบุ๊กสโตร์ใหญ่ๆ ต้องยอมรับว่าเขามีพื้นที่มาก การที่มีพื้นที่มากก็สามารถรองรับหนังสือทุกสำนักพิมพ์ได้เยอะ หนังสือสามารถวางอยู่ในร้านได้นานสร้างโอกาสการขายได้มาก ต่างกับร้านเชนสโตร์เป็นร้านที่มีพื้นที่ขนาดเล็กเพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถรองรับหนังสือปริมาณเยอะๆ ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เลยทำให้ร้านหนังสือเชนสโตร์เน้นขายหนังสือที่ขายดี หนังสือออกใหม่ หนังสือทั่วไปจะเห็นแต่สันปก ไม่มีโอกาสโชว์หน้าปกคนที่สนใจจริงๆ ต้องไปค้นหาเอาเอง เมื่อร้านบุ๊กสโตร์ใหญ่ๆ ปิดตัวลงจึงทำให้ยอดขายโดยรวมตกลงไป

ภาครัฐช่วยส่งเสริมสนับสนุนอย่างไรบ้าง?

จริงๆ แล้วมีข่าวดีคือ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยนำเรื่องนี้ไปคุยกับกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายส่งเสริมการอ่านให้เกิดขึ้นในสังคมไทยประกอบกับ คุณวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านเป็นคนรักหนังสือ จึงส่งเสริมเต็มที่ นำเสนอโครงการเข้า ครม.จนประสบความสำเร็จสองเรื่องคือ

เรื่องแรก ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้วคือ โครงการช้อปช่วยชาติ นำยอดซื้อหนังสือมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท ตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2561 – 16 มกราคม 2562 ซึ่งปีนี้รัฐบาลอนุมัติต่อเนื่อง คือคนที่ซื้อหนังสือตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2562 สามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการอ่านได้

เรื่องที่สอง โครงการสนับสนุนชุมชนร้านหนังสืออิสระที่ไม่ใช่ร้านเชนสโตร์ ซึ่งร้านหนังสือเหล่านี้กำลังแย่ โดยกระทรวงอนุมัติงบสนับสนุน 2,500,000 บาท ให้ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยนำมาทำกิจกรรมดึงนักอ่านกลับเข้ามาในร้านหนังสือซึ่งเรากำลังคิดอยู่ว่าจะทำยังไง

เห็นว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย?

ในวันที่ 11 มิถุนายน 2562 จะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ซึ่งผม หนึ่งในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งได้วางโครงการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว นำเสนอสมาชิก ระยะสั้น เราต้องช่วยสำนักพิมพ์ก่อนลำดับแรก เมื่อสถานที่ขายลดน้อยลงเพราะร้านหนังสือปิด เราก็ต้องมาหาพื้นที่ขายตรงให้มากขึ้น เช่นมีงานออกบูธตามสถานที่ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหญ่ระดับชาติ อาจจะเป็นงานระดับเล็กๆ ตามชานเมือง เป็นการยกงานหนังสือไปใกล้ผู้บริโภคให้มากขึ้น

อีกเรื่องคือการเปิดเว็บไซต์บุ๊กแฟร์ออนไลน์นำสำนักพิมพ์ทั้งหมดมาใส่ในเว็บไซต์ ให้แต่ละสำนักพิมพ์ทำแคมเปญส่วนลดของตัวเอง เหมือนกับในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เราอาจกำหนดช่วงเวลาขึ้นมา เช่น จัดต่อจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกมางานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ คนที่อยู่ต่างประเทศ ให้แต่ละสำนักพิมพ์เอาลิงก์มาใส่ในเว็บไซต์กลาง เรามีหน้าที่โปรโมตเพื่อดึงคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ให้มากที่สุด เมื่อเข้ามาปุ๊บเขาจะสามารถเห็นลิงก์ทั้งหมดของสำนักพิมพ์ ไล่ตามตัวอักษร ต้องการหนังสือของสำนักพิมพ์ไหนก็กดลิงก์เข้าไปในสำนักพิมพ์นั้นๆ เพื่อเลือกดูหนังสือและโปรโมชั่นที่สำนักพิมพ์นั้นนำเสนอ ซึ่งคนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้มี 2 แบบคือ

  • สมาชิกที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองแล้ว คุณก็เอาเว็บลิงก์มาอย่างเดียว
  • สมาชิกรายเล็กๆ ที่ไม่มีเว็บไซต์ก็ส่งรายการหนังสือเป็นไฟล์มา ส่วนลด เบอร์ติดต่อ เพื่อเราเอามาขึ้นเว็บกลางให้ โดยในการซื้อขายก็จ่ายตรงกับสำนักพิมพ์เจ้าของหนังสือ

ผมมองว่าจากคนที่มาชมงานสัปด์หนังสือแห่งชาติครั้งละ 1.4 – 1.5 ล้านคน แต่ในเว็บไซต์บุ๊กแฟร์ออนไลน์ต้องดับเบิลให้ได้อย่างน้อย 3 ล้านคน อีกสิ่งที่ผมอยากทำคือ แอปพลิเคชัน อาจตั้งชื่อว่าไทยบุ๊ก สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบไอโอเอสและแอนดรอยด์ เช่น คุณเปิดแอปขึ้นมาปุ๊บ ต้องการหนังสืออะไร พิมพ์เข้าไป แอปจะเป็นตัวนำทางไปหาหนังสือ เช่น อยากหาหนังสือคู่มือการเล่นหุ้น พิมพ์เข้าไปในแอปก็จะรู้ว่าหนังสือแนวนี้มีที่สำนักพิมพ์ไหนบ้าง ขึ้นมาเลยหน้า 1 หน้า 2 หน้า 3 เลือกหาสิ่งที่ต้องการได้หมด อันนี้คือหนึ่งในโครงการที่ผมอยากทำหากได้เป็นนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย

เป็นวิชั่นที่ต้องบอกว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย!!!