ขณะที่ประเทศไทยเราเพิ่งผ่านงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ‘ในหลวง รัชกาลที่ 10’ ของปวงชนชาวไทยด้วยความปลื้มปีติ ไปเมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ประเทศร่วมทวีปเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ก็ได้ผลัดเปลี่ยนรัชสมัยจาก ‘รัชสมัยเฮเซ’ ซึ่งมี สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ (Emperor Akihito) ครองราชบัลลังก์มานานกว่า 30 ปี โดยถือเอาวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา เป็นวันสิ้นสุดรัชสมัยเฮเซ และวันรุ่งขึ้น 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะทรงขึ้นสืบทอดบัลลังก์แดนอาทิตย์อุทัยต่อจากพระราชบิดา อันถือเป็นการเริ่มต้น ‘รัชสมัยเรวะ’ ที่นับว่าแตกต่างจากยุคสมัยแห่งพระราชบิดามากมายนัก


ย้อนมองดูความเปลี่ยนแปลงจาก รัชสมัยเฮเซสู่ รัชสมัยเรวะญี่ปุ่นผ่านอะไรมาบ้าง

ย้อนเวลากลับไปเมื่อตอนแรกเริ่มยุคเฮเซ ในปี พ.ศ. 2532 ญี่ปุ่นตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ต่อเนื่องมาถึงการห้วงเวลาแห่งการปฏิวัติเทคโนโลยี กระทั่งมาถึงวันสุดท้ายแห่งรัชสมัยเฮเซ เมื่อมองย้อนกลับไปพบว่า ญี่ปุ่นผ่านเหตุการณ์สำคัญที่ทั้งน่าจดจำ และในอีกมุมก็มีเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจหลายด้าน

  • ยุคแห่งจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างน่าใจหาย

จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังกดดันญี่ปุ่นอยู่ในขณะนี้ โดยในช่วงเวลาที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงขึ้นครองราชย์ ญี่ปุ่นมีประชากร 123 ล้านคน โดยในช่วงปีแรกๆ แห่งรัชสมัย จำนวนประชากรยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อ 10 ปีก่อน อยู่ที่ 128 ล้านคน จากนั้นประชากรอยู่ในช่วงขาลง อัตราการเกิดลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งขณะนี้ญี่ปุ่นมีประชากรราว 126 ล้านคน และมีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรญี่ปุ่นจะลดลงไปอีก ไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามเพิ่มอัตราการเกิดเท่าใดก็ตาม

  • จีนผงาดเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น

แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนไม่ได้อบอุ่น แนบแน่น ตลอดเวลา แต่ในแง่การค้า สองชาติมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น เนื่องจากเมื่อเริ่มรัชสมัยเฮเซ สหรัฐอเมริกา ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของญี่ปุ่น สะท้อนถึงความสัมพันธ์หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาที่ยังคงดำเนินไปด้วยดี แต่ระหว่างนั้น จีนก็ค่อยๆ เข้ามาและทำการค้ากับญี่ปุ่นจนมียอดขายแซงหน้าสหรัฐอเมริกา โดยพุ่งขึ้นสูงถึง 10 เท่า จาก 2.7 ล้านล้านเยน มาอยู่ที่ 35 ล้านล้านเยน เหนือกว่าการค้ากับสหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 24 ล้านล้านเยนเท่านั้น

  • ญี่ปุ่นขึ้นแท่น ‘ประเทศน่าเที่ยว’ อันดับต้นๆ ของโลก

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศทั่วโลกทะลักเข้ามาเดินทางท่องเที่ยวยังแดนซากุระแห่งนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะก่อนการแข่งขันรักบี้เวิลด์คัพในปีนี้ และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปี 2563 ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ก็จะยิ่งส่งให้ประเทศญี่ปุ่นและเมืองหลวงอย่างโตเกียว กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของเหล่านักเดินทางทั่วโลกมากที่สุด

แค่เฉพาะปี 2561 ปีเดียว มีชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวญี่ปุ่นถึง 31 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลโตเกียวก็หวังเพิ่มตัวเลขให้มากขึ้นอีก โดยตั้งเป้าปีละ 40 ล้านคน ภายในปี 2563 และนี่คือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับตอนที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงครองราชย์ เพราะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวญี่ปุ่นเพียง 2.8 ล้านคนเท่านั้น

  • ผู้หญิงยังคงมีบทบาทน้อยนิดทางการเมือง

เมื่อเริ่มรัชศกเฮเซ ในสภาญี่ปุ่นมีผู้หญิงไม่ถึง 4% แม้ว่าต่อมาจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่ก็ยังอยู่ที่ 14% ถือว่าต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มาก โดยในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ มีนักการเมืองผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งๆ ที่ ชินโซ อาเบะ ประกาศว่าจะดำเนินนโยบาย ‘วีเมโนมิกส์’ หรือสนับสนุนให้ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น

  • ยุคแห่งการลดลงของ สิงห์อมควัน

เมื่อปี 2532 จำนวนคนสูบบุหรี่ในญี่ปุ่นเป็นผู้ชาย 61% ขณะที่ผู้หญิงมีตัวเลขต่ำกว่ามากเพียง 12% แต่หลังจากทางรัฐบาลญี่ปุ่นออกกฎหมายเข้มงวดห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และการรณรงค์ให้ตระหนักรู้ถึงปัญหาสุขภาพ อัตราการสูบดิ่งลงมาก โดยเฉพาะผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่ตอนนี้ลดลงเหลือเพียง 28% เท่านั้น ส่วนอัตราการสูบบุหรี่ของผู้หญิงลดเหลือ 9%

ความหมายของชื่อรัชสมัย “เฮเซ” หมายความว่า “ความสงบสุขทั่วแผ่นดิน” การเลือกชื่อดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ วันแรกของ รัชสมัยเฮเซ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 8 มกราคม 1989 เมื่อเจ้าชายอากิฮิโตะ มกุฎราชกุมารเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ที่ 125 ของประเทศ หนึ่งวันหลังการสิ้นพระชนม์ของพระราชบิดา

โดยตลอด 30 ปีของรัชสมัยเฮเซ ญี่ปุ่นไม่มีสงคราม “ความสงบสุขทั่วแผ่นดิน” เหมือนจะเกิดขึ้นจริง ทว่า ในช่วงเวลาแห่งรัชศกเฮเซก็ได้ผ่านช่วงการไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ มีนายกรัฐมนตรีมากถึง 15 คน แค่ในช่วง 24 ปีแรกของรัชสมัย

ส่วนในทางเศรษฐกิจ ประเทศญี่ปุ่นก็เข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจผันผวนในปี 1989 จนส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่แตกในอีก 2 ปีต่อมา นำมาสู่ช่วงตกต่ำทางเศรษฐกิจที่กินเวลาถึงเกือบ 3 ทศวรรษ ปล่อยให้เพื่อนบ้านและคู่แข่งทางเศรษฐกิจ คือ จีน เติบโตแซงหน้ากลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกไปโดยปริยาย

ไม่เพียงเท่านั้น ในรัชสมัยเฮเซ ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ เหตุแผ่นดินไหว และสึนามิครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ในปี 2011 ทางตอนเหนือของประเทศ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายราว 1.8 หมื่นคน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เสียหาย เกิดกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลเป็นวงกว้าง


สะท้อนมุมมองของคนวัยหนุ่มสาวญี่ปุ่น ต่อความเปลี่ยนแปลง & การเป็นคนใน ‘รัชสมัยเรวะ’

ชื่อของรัชสมัย “เรวะ” มาจาก คำว่า “เร” ซึ่งมีความหมายสื่อถึง คำสั่ง มงคล และ งดงาม ส่วนคำว่า “วะ” หมายถึง สันติภาพ ความกลมกลืน ปรองดอง ดังนั้น ชื่ออันเป็นมงคลนี้ จึงสื่อถึงทิศทางการบริหารปกครองประเทศที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นตลอด รัชสมัยเรวะ

ต่อการเปลี่ยนแปลงของรัชสมัยนี้ คนวัยหนุ่มสาวหรือเยาวชนชาวญี่ปุ่นคิดอย่างไรกับรัชสมัยที่เปลี่ยนไป และคาดหวังอะไรจากรัชสมัยที่กำลังมาถึง ซึ่งบีบีซีไทยได้ไปคุยกับนักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ถึงมุมมองของพวกเขาต่อเหตุการณ์ในอดีต และความคาดหวังต่ออนาคตและความเปลี่ยนแปลงของรัชสมัยที่เกิดขึ้น

เอริกา (นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงที่ศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ วัย 19 ปี กล่าวว่า การเปลี่ยนรัชสมัยในอดีตเกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ก่อน สิ้นพระชนม์ แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการขอลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้น หากยึดเอากรณีสมเด็จพระจักรพรรดิเป็นตัวอย่างแล้ว ก็น่าจะนำมาเป็นจุดเริ่มต้นของการผ่อนคลายความตึงเครียด กฎระเบียบ เปลี่ยนบรรทัดฐาน ความเชื่อของสังคมการทำงานญี่ปุ่น อย่างถ้าจะขอลาหยุดก็สามารถลาหยุดได้ ดังนั้น ถ้ารัชสมัยเรวะที่จะถึงนี้จะเป็นยุคแห่งการเคารพเสรีภาพในการทำงานก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

ไทเกอร์ (นามสมมุติ) ไทเกอร์ นักศึกษาชายคณะครุศาสตร์ วัย 19 ปี กล่าวว่า ยุคเฮเซมีภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ อุบัติภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถ้าต่อไป เรวะจะเป็นรัชสมัยที่สงบสุข ไม่มีภัยพิบัติก็น่าจะดี

ฟูกะ (นามสมมุติ) นักศึกษาคณะครุศาสตร์ วัย 19 ปี บอกว่าเมื่อได้ยินว่ารัชสมัยชื่อว่า เรวะ ก็คิดออกได้ว่า ‘เรวะ’ มาจากกวีนิพนธ์โบราณมังโยชูของญี่ปุ่น ฟังแล้วก็รู้สึกถึงความเป็นญี่ปุ่น คิดว่าชื่อของรัชสมัยมีความ “เหมาะสมและมีความหมายดี” และคาดหวังว่าอยากเห็นรัชสมัยใหม่นี้ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย โดยบอกว่า “ความหลากหลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน และถ้าในยุคเรวะ มีความหลากหลายทางสังคมเพิ่มมากขึ้นก็น่าจะดีครับ”

ทามามิ (นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงคณะครุศาสตร์ วัย 20 ปี กล่าวว่า ด้วยความหมายของรัชสมัยใหม่อยากให้ประชาชนมีความหวังเหมือนกับดอกไม้ที่เบ่งบาน

ซากาซุ (นามสมมุติ) นักศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วัย 19 ปี กล่าวว่า ตั้งแต่ผ่านประสบการณ์จากสงครามโลกครั้งที่ 2 เชื่อว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นก็ไม่อยากเข้าสู่สงครามอีกเลย จึงคิดว่าสำหรับชาวญี่ปุ่น สันติภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น ในรัชสมัยใหม่นี้จึงมีความรู้สึกว่า “อยากให้ชาวญี่ปุ่นมีชีวิตกันอย่างสงบสุข และในยุคที่โลกาภิวัตน์กำลังขยายตัวออกไป อยากให้เป็นยุคของญี่ปุ่นที่มีความเป็นสากล พัฒนาประเทศไปได้ไกลขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการผลิตแบบญี่ปุ่น เพื่อประชาชนชาวญี่ปุ่นด้วยครับ”


ที่มา :


แดนอาทิตย์อุทัย มีอะไรให้ทุกคนได้ค้นหาอีกหลากหลายมุมทีเดียว

Reiwa (เรวะ) รัชสมัยใหม่ของญี่ปุ่น ภายใต้ราชวงศ์เก่าแก่ที่มีอายุเกือบ 2,700 ปี

เรียนรู้หัวใจ ‘การออกแบบสไตล์ญี่ปุ่น’ เบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ – สินค้าจากแดนปลาดิบ

ถอดบทเรียน ‘ธุรกิจ 100 ปี’ แดนอาทิตย์อุทัย สร้างกิจการอย่างไร ให้ยิ่งใหญ่และยั่งยืนเกินร้อยปี