ใครว่าเรื่อง การประหยัดน้ำ เป็นเรื่องไม่สำคัญ ยิ่งคิดถึงความจริงที่ว่า หากวันใดมนุษย์ขาดน้ำในการดำรงชีวิตไป วันนั้นมนุษย์จะได้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเป็นอย่างไร คงไม่มีใครอยากให้เกิดวิกฤตนี้ขึ้น ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำในระยะยาว จึงต้องมีโครงการศึกษาวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพขึ้นเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้น้ำและนำเสนอแนวทางกรประหยัดน้ำให้ชาวไทยอย่างได้ผล

โครงการวิจัยเรื่องแนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงเกิดขึ้น โดยมี ผศ.ดร.ธีรนงค์ สกุลศรี อาจารย์และนักวิจัยจาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นตัวแทนนักวิจัยทางฝั่งไทย เพราะโครงการนี้เป็นโครงการวิจัยที่ทำร่วมกับ ผศ.ดร.มาร์ก เฟิลแคร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องแนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในระดับโลก

โดยผลการวิจัยจากโครงการฯต่อไปนี้ จะมากระตุ้นเตือนภัยว่าหากคนไทยยังคงมีพฤติกรรมการใช้น้ำแบบเดิม ไม่แน่ว่า พวกเราอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรงก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้


ฟันธง พฤติกรรมการใช้น้ำแบบไม่คิด ตัวชี้วัด วิกฤตการขาดแคลนน้ำของไทย

“เวลาเราพูดถึงเรื่องน้ำ คนที่อาศัยอยู่ในเมืองมักจะลืมว่าแหล่งน้ำของตัวเองที่มีอยู่เพียงแหล่งเดียวคือ “น้ำประปา” นี่อาจเป็นเพราะความเคยชินที่เปิดก๊อกมาก็มีน้ำให้ใช้ จนทำให้คิดไปว่าประเทศเรามีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์มากมาย ใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด ความคิดนี้อาจเป็นความคิดที่ประมาทอย่างยิ่ง” ผศ.ดร.ธีรนงค์ อธิบายเพื่อเกริ่นให้เห็นภาพพฤติกรรมการใช้น้ำของคนเมืองที่อาจนำมาสู่วิกฤตการขาดแคลนน้ำได้แบบไม่รู้ตัว

ผศ.ดร.ธีรนงค์ สกุลศรี

“เราทุกคนอาจจะลืมไปว่าตอนนี้โลกเราต้องได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ Climate Change ซึ่งเป็นตัวการทำให้ภูมิอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล อากาศทวีความร้อนขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยความวิปริตแปรปรวนของธรรมชาติอย่างที่กล่าวมานี้ ย่อมสร้างผลกระทบต่อระบบการกักเก็บน้ำ ที่คาดเดาและบริหารจัดการไม่ได้มีประสิทธิภาพเหมือนแต่ก่อน จะรอน้ำฝนเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ได้ ดังนั้น ถ้าวันนี้เรายังไม่จริงจังและไม่ให้ความสำคัญกับ การประหยัดน้ำ อย่างเข้มข้น ในช่วงชีวิตเราอาจได้เผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำแน่ๆ”

และน้ำก็ไม่ได้มีความสำคัญกับเฉพาะปัจเจกบุคคลเท่านั้น เพราะในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคการเกษตร ก็มีความต้องการใช้น้ำสูงยิ่งกว่าภาคครัวเรือน ดังนั้น เมื่อน้ำเริ่มมีให้ใช้อย่างจำกัด ย่อมส่งผลให้สถานการณ์น้ำของประเทศไทยเกิดความผันผวนและมีแนวโน้มที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในอนาคตแน่นอน ผศ.ดร.ธีรนงค์ เน้นย้ำ

นอกจากนั้น หากอ้างอิงตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรประมาณ 66 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพมหานครมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 8 ล้านคน เมืองจึงเริ่มขยายไปยังพื้นที่รอบนอกเพิ่มมากขึ้น และเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงนี้ร่วมกับความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล แล้ว ยิ่งเกิดข้อบ่งชี้ชัดเจนว่ามีโอกาสที่ต่อไปจะมีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณคนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งยังไม่รวมประชากรแฝงที่จะเพิ่มขึ้นตามกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตของสังคมเมือง

และปัจจัยในเรื่องของพื้นที่เมืองที่มีจำกัดและราคาที่ดินค่อนข้างสูง ยังทำให้รูปแบบของที่พักอาศัยเปลี่ยนไปจากบ้านสองชั้นหรือบ้านเป็นหลัง กลายเป็นคอนโดมิเนียหรืออาคารสูงบางแห่งสูง 10 ชั้น บางแห่งสูง 40-50 ชั้นโดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าที่ผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้การใช้น้ำประปาเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนห้องหรือยูนิตด้วย


นักวิจัยฟันธง อีก 20 ปี ข้างหน้า ถ้าไม่ตระหนักเรื่อง ‘การประหยัดน้ำ’ เราจะไม่มีน้ำใช้

ด้วยสถานการณ์ที่เอื้อจะนำสู่วิกฤตการขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นแล้วในบริบทของประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยเรื่องแนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมี ผศ.ดร.ธีรนงค์ เป็นนักวิจัยหลัก ที่ประสานงานกับ ผศ.ดร.มาร์ก เฟิลแคร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการในระดับโลก โดย นักวิจัยหญิงจากไทย ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการทำโครงการวิจัยฯนี้ว่า

“สาเหตุที่เลือกทำงานวิจัยนี้เพราะอยากรู้ว่า ปริมาณความต้องการใช้น้ำครัวเรือนและที่พักอาศัยในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นมีเท่าไหร่ แนวทางในการคำนวณความต้องการน้ำและวิธีคิดค่าน้ำประปาเป็นอย่างไร เพื่อประเมินความต้องการใช้น้ำที่น่าจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต โดยเริ่มจากการศึกษาสูตรการประเมินความต้องการน้ำของประเทศต่างๆจากทั่วโลกที่ใช้อยู่ว่ามีการดำเนินการอย่างไรและนำปัจจัยอะไรมาเป็นตัวกำหนดความต้องการน้ำ และมีความแตกต่างจากของประเทศไทยอย่างไร”

“หลังจากได้ศึกษาแล้ว ก็มาดูว่าปัจจัยใดที่มีความเหมาะสม และควรวางชุดข้อมูลอย่างไรเพื่อกำหนดระยะเวลายาวนานเพียงพอเหมาะสมสำหรับใช้ในการคำนวณ จากนั้นจึงนำปัจจัยดังกล่าวที่มีความสอดคล้องกับประเทศไทยมาเทียบค่าและปรับจนได้เป็น “สูตรคำนวณปริมาณความต้องการน้ำประปา” โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนประชากรจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับตัวแปรอื่นๆ ที่สำคัญและเป็นปัจจัยกำหนดความต้องการน้ำในอนาคต ประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ จำนวนประชากร ขนาดครัวเรือน รายได้ครัวเรือน ราคาค่าน้ำ และปริมาณน้ำฝน”

ในการศึกษาครั้งนี้ได้นำชุดข้อมูลจำนวนประชากรจากสำนักงานสถิติแห่งชาติมาร่วมในการวิเคราะห์ ซึ่งจะมีความแตกต่างจากการวิเคราะห์ตามแนวทางเดิม ที่ใช้ข้อมูลประชากรจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ร่วมกับปริมาณการใช้น้ำในอดีต

โดยเบื้องต้นได้นำสูตรคำนวณค่าน้ำประปาที่เราพยายามปรับใหม่นี้ ทดสอบกับปริมาณน้ำจำหน่ายน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2561 หรือปี 2018 ที่ผ่านมา ของผู้ใช้น้ำประเภทที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลของการประปานครหลวง (กปน.) พบว่า ผลการคำนวณที่ได้จากค่าคาดประมาณมีค่าต่างกันไม่มากเมื่อเทียบกับการปริมาณน้ำจำหน่ายทั้งหมดเมื่อปี 2018 อยู่ที่ 670 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่สูตรใหม่คำนวณได้ 674 ล้านลูกบาศก์เมตร คณะผู้วิจัยจึงได้ร่วมหารือกับการประปานครหลวงเพื่อพัฒนาเป็นสูตรที่ใช้ในการคำนวณในโอกาสต่อไป

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้ใช้สูตรคำนวณใหม่นี้มาวิเคราะห์เพื่อทำนายความต้องการน้ำในช่วงปี 2018-2038 หรือในอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้าว่า คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีปริมาณความต้องการใช้น้ำในจำนวนเท่าไหร่ โดยในการศึกษาวิจัย ได้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง และทำการสร้างภาพจำลองจากสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำจากการจำลองเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางประชากรในอนาคตขึ้นใน 3 ระดับ คือ ระดับสูง (High-bound scenario), ปานกลาง (Moderate-bound scenario) และต่ำ (Low-bound scenario)

“ผลการวิเคราะห์ด้วยการสร้างภาพจำลองสถานการณ์ พบว่า ปริมาณความต้องการใช้น้ำในครัวเรือน มีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางประชากร เช่น ขนาดของประชากรและขนาดครัวเรือน โดยทั้งสองปัจจัยจะพยากรณ์ความต้องการน้ำในครัวเรือนที่สำคัญอันเป็นผลสืบเนื่องจากแนวโน้มทางสังคม เศรษฐกิจ และประชากร”

และผลการสร้างภาพจำลองการคาดการณ์ระดับปานกลางพยากรณ์ว่า ความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 674 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2018 เป็น 692 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2020 หลังจากนั้นความต้องการน้ำจะยังเพิ่มขึ้นอยู่  แต่จะเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ความต้องการน้ำในครัวเรือนจะอยู่ที่ 723 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2025  และ 742 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2030 และเพิ่มสูงขึ้นถึง 754 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2038 หรือเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ11.9 ในปี 2038 เมื่อเทียบกับปี 2018

ส่วนภาพจำลองการคาดการณ์ระดับสูงมีการคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ14.9 ในขณะที่ภาพจำลองการคาดการณ์ระดับต่ำพยากรณ์ว่า ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นช้ากว่าประมาณร้อยละ 8.6 ในช่วงเวลาเดียวกัน   

ด้วยผลการคาดการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงนำมาสู่บทสรุปของรายงานผลการวิจัยในโครงการนี้ ซึ่ง ผศ.ดร.ธีรนงค์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า

“ผลงานวิจัยนี้ อย่างน้อยเป็นหนึ่งในความพยายามที่ทำให้เราได้รู้ถึงปริมาณน้ำที่ต้องการในอีก 20 ปี ข้างหน้าว่าอยู่ที่เท่าใด เพื่อใช้ในการประมาณการณ์ความต้องการใช้น้ำให้ใกล้เคียงกับความต้องการใช้จริงมากที่สุด และนำไปใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำในอนาคตต่อไปเพื่อให้เราทุกคนมีน้ำใช้ได้อย่างยืนยาว”

โดย นักวิจัยได้เน้นย้ำ และวิพากษ์พฤติกรรมการใช้น้ำของคนเมืองโดยอ้างอิงจากข้อค้นพบในการทำวิจัยอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ในปัจจุบัน เวลาที่เราใช้น้ำกัน จะไม่ค่อยคิดว่าตอนนี้น้ำในประเทศมีเพียงพอแค่ไหน และน้อยคนมากที่จะรู้ว่าต้นทุนน้ำที่เกิดจากการผลิตน้ำประปาแต่ละครั้งนั้นมีราคาหรือมีมูลค่าสูงกว่าค่าน้ำที่เราใช้ในปัจจุบันอย่างไร ที่ผ่านมาเราคุ้นชินว่าบ้านเรามีน้ำมากและคุ้นเคยกับการใช้น้ำที่มีราคาถูกมาตลอด เนื่องจากค่าน้ำประปาไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานานหลายสิบปี จนคนอาจมองว่าน้ำไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

“แต่กลับกัน ในต่างประเทศ ผู้คนจะต้องจ่ายค่าน้ำทั้งน้ำดื่มและน้ำใช้ในราคาที่แพงกว่าเรามาก นั่นทำให้เขาใช้น้ำอย่างเห็นคุณค่า จึงหวังว่าสิ่งที่ได้จากการวิจัยนี้อาจบอกได้ว่าต่อไปแนวทางการอนุรักษ์ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงอาจจะต้องพิจารณาถึงกลไกด้านราคาที่เหมาะสมกับการใช้จริง เพื่อช่วยให้คนไทยหันมาตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่อง การประหยัดน้ำ มากยิ่งขึ้นด้วย”

ที่สุดแล้ว นักวิจัยหญิงท่านนี้ เน้นย้ำชัดเจนว่า พวกเราคงไม่อยากเห็นประเทศไทยตกอยู่ในภาวะขาดแคลนน้ำดื่มหรือน้ำสะอาดเหมือนที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ถึงเวลาแล้วที่เราจะช่วยกันอนุรักษ์น้ำและใช้น้ำกันอย่างประหยัด มิเช่นนั้น ในอนาคตอันใกล้ ลูกหลานของเราอาจไม่มีน้ำเหลือให้ใช้กันอีกต่อไป


ที่มา : รายงานข่าว เรื่อง “ได้เวลา “รักษ์น้ำ” เพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” (8 พฤษภาคม 2562) เผยแพร่ในเว็บไซต์ newsplus.co.th


อัปเดตงานวิจัยหลากหลาย ที่จะมากระตุ้นเตือน สร้างจิตสำนึกรักษ์โลกก่อนสายเกินไป กันต่อ

‘ทาครีมกันแดด’ สะเทือนถึง ‘ปะการัง’ เกาะฮาวายจึงสั่งแบนสิ่งนี้

ร่วมภูมิใจ นักวิจัยไทยขยายพันธุ์ ‘ปะการังไทย’ ด้วยสเปิร์มแช่เยือกแข็ง ได้เป็นชาติแรกในโลก

คอนกรีตอัจฉริยะ ฝีมือนักวิจัยไทย ตอบโจทย์สองต่อ ลดทั้ง ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ ทั้งฝุ่นละออง