
คลังเตรียมงบให้รัฐบาลใหม่
กระตุ้นเศรษฐกิจ หลังปั๊มรายได้
เกินเป้า 5.5 พันล้าน

นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2562ใส่เงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ 1.32 หมื่นล้านบาท และมาตรการลดหย่อนภาษี 6 มาตรการทำให้สูญรายได้ 8 พันล้านบาทนั้นจะช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น 0.1% หรือมาอยู่ที่ 3.9% จากเดิมที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะโต 3.8% ถือเป็นระดับที่กระทรวงการคลังพอใจแล้ว โดยหลังจากนี้คงต้องติดตามรอดูผลของมาตรการ รอดูภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 และรอนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร ส่วนการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2562 ช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณคือในเดือนตุลาคม 2561-มีนาคม 2562 กระทรวงการคลังสามารถจัดเก็บรายได้ถึง 1.16 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 8.16 หมื่นล้านบาท หรือ 7.6% และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 5.5 พันล้านบาท หรือ 0.5%

‘อีอีซี‘ รอศาลปกครอง
ชี้คดีกลุ่มเอ็นซีพีร้องระงับ
ประมูลท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการคัดเลือกผู้ประมูลโครงสร้างพื้นฐาน โครงการท่าเรือแหลมฉบัง(ทลฉ.)ระยะ 3 หรือเฟส 3 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอกลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีที แทงค์ ที่ยื่นเข้ามา อย่างไรก็ตาม ยังรอการตัดสินจากศาลปกครอง กรณีกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี ประกอบด้วย บมจ. นทลิน จำกัด บริษัท พรีมารีน บริษัท แอโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด และ บริษัท ไชน่าเรลเวย์ คอนสตรั๊คชั่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ยื่นฟ้องศาลกรณีโดนตัดสิทธิเพราะเอกสารไม่ครบถ้วน โดยกลุ่มเอ็นซีพีได้ร้องศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ในโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และให้คณะกรรมการหยุดพิจารณาซองที่เหลือทั้งหมดก่อนจนกว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ดีป้าแจกคูปอง
ธุรกิจ SMEs ในอีอีซี
ยกระดับกิจการด้วยดิจิทัล

นายมีธรรม ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการการอาวุโส (ด้านกิจการสาขา) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ดีป้าได้ร่วมกับหอการค้าจังหวัดชลบุรีจัดงานสัมมนา “depa Mini Transformation Voucher EEC” ณ โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ ระยอง ซึ่งในงานนี้มีผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ ทั้งในอุตสาหกรรมดิจิทัล และ ดิจิทัลสตาร์ทอัพ ร่วมออกบูธจำนวน 20 บูธ พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปปรับใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจ นอกจากนี้ภายในงานยังสามารถใช้คูปองประยุกต์ใช้ดิจิทัล depa mini Transformation ภายใต้มาตรการช่วยเหลือและสนับสนุน ของดีป้า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs เป็นอย่างมาก โดยคูปองดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งภาคเกษตร ภาคธุรกิจบริการ ได้นำดิจิทัลไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจตัวเองทั้ง Software และ Hardware เพื่อพัฒนาธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ระบบควบคุมสต๊อก ระบบดูแลสินค้า หรือบริหารงานจุดขาย โดยจะมีทุนสนับสนุนสูงสุดมูลค่า 10,000 บาท ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่ EEC มีผู้ประกอบการ SMEs ได้ผ่านการตรวจสอบและขอรับทุนเข้ามาแล้วประมาณ 1,200 ราย โดยวิธีการคัดเลือกจะเลือกจากคนที่ซื้อของจาก ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับดีป้า และเก็บใบเสร็จรับเงินไปขอรับการสนับสนุนจากหอการค้าจังหวัดชลบุรี สภาอุตสาหกรรม ซึ่งเปิดให้มีการขอตั้งแต่ พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา

ทีวีดิจิทัล
แห่คืนใบอนุญาต 7 ช่อง
วอนผู้ประกอบการนำเงินชดเชย
เยียวยาพนักงานเต็มที่

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยในการแถลงข่าวสรุปการยื่นความประสงค์ขอคืนใบอนุญาตของผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล ว่า สำหรับผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล มีผู้แจ้งความประสงค์ขอคืนใบอนุญาต จำนวน 7 ช่อง ได้แก่ ช่อง 13 ช่อง 3 แฟมิลี่ (บริษัท บีอีซี–มัลติมีเดีย จำกัด), ช่อง 14 เอ็มคอตแฟมิลี่ (บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)), ช่อง 19 สปริงส์นิวส์ (บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)), ช่อง 20 ไบรท์ทีวี (บริษัท ไบร์ท ทีวีจำกัด), ช่อง 21 วอยซ์ ทีวี (บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด), ช่อง 26 สปริง (บริษัท สปริง 26 จำกัด) และช่อง 28 ช่อง 3 เอสดี (บริษัท บีอีซี–มัลติมีเดีย จำกัด) ขณะที่ ผลของการคืนใบอนุญาตดังกล่าว ส่งผลให้ทีวีดิจิทัล คงเหลือ 15 ช่อง จากเดิม 22 ช่อง อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่คืนใบอนุญาต มีมาตรการดูแลพนักงาน โดยหลังจากได้รับเงินชดเชยแล้ว ให้นำไปเยียวยาพนักงานกลุ่มดังกล่าว ให้มากกว่าอัตราที่กฎหมายแรงงานกำหนด

หวั่นสงครามการค้า
ฉุดอัตราการเติบโต
เศรษฐกิจโลกเหลือ 2-2.5%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาพบว่า สหรัฐและจีนมีการเจรจาการค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน พืชผลทางการเกษตร และทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นไปตามจิตวิทยาเชิงบวกที่เชื่อว่าสหรัฐและจีนจะไม่ทำสงครามการค้ากันมากขึ้น แต่หากการเจรจาไม่บรรลุผล จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งโลก และมีผลกัดกร่อนระบบเศรษบกิจโลก ซึ่งต้องยอมรับว่าหากจีนถูกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น 25% จะทำให้สินค้าของจีนมีราคาแพงขึ้น จีนจะส่งออกสินค้าไปสหรัฐได้น้อยลง ทำให้มีผลกับเศรษฐกิจของจีนอย่างชัดเจน และจะกระทบกับการส่งออกของหลายประเทศที่ส่งสินค้าเข้าไปขายในจีน โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะโตน้อยลง 0.3-0.4% จากที่คาดการณ์การเติบโตประมาณ 2.5-3% เหลือโตได้เพียง 2-2.5% เท่านั้น

กกร.ไฟเขียว กำกับราคายา
โรงพยาบาลเอกชน
คิดแพงเกินจริงมีโทษ
ทั้งจำทั้งปรับ

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มีมติเห็นชอบกำหนดมาตรการดูแลราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ ให้โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ต้องแจ้งราคาซื้อขายให้แก่กรมการค้าภายใน เพื่อเผยแพร่ราคาจำหน่ายของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งผ่านเว็บไซต์กรม และให้โรงพยาบาลเอกชนจัดแสดง QR Code ไว้อย่างเปิดเผยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้โดยสะดวก ส่วนกรณีที่โรงพยาบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ ต้องแจ้งให้กรมการค้าภายในทราบก่อนปรับราคาไม่น้อยกว่า 15 วัน โดย กกร. จะยกร่างประกาศ และนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ น่าจะแล้วเสร็จสัปดาห์หน้า และเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษตามกฎหมายคือ ไม่แจ้งราคาซื้อขาย มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบในเรื่องใบสั่งยา มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สิงคโปร์พบผู้ป่วยฝีดาษลิง
รายแรกของประเทศ
กักตัวเฝ้าระวัง 3 สัปดาห์
กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (9 พ.ค.) ระบุว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อโรคฝีดาษลิงซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่พบได้ยากเป็นครั้งแรกของประเทศ โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวเป็นชายชาวไนจีเรีย อายุ 23 ปี ซึ่งเดินทางมาถึงประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา และเริ่มแสดงอาการของเชื้อโรคใน 2 วันต่อมา โดยทางการสิงคโปร์คาดว่าชายคนดังกล่าวอาจติดเชื้อในระหว่างเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านเกิดและรับประทานอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ป่าที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้่อน สำหรับโรคฝีดาษลิงมีลักษณะอาการคล้ายกับโรคฝีดาษในคน ซึ่งโรคฝีดาษคนนั้นถูกกำจัดหมดไปตั้งแต่ปี 1980 แล้ว ส่วนโรคฝีดาษลิงยังคงพบได้ประปรายในบางพื้นที่ของแอฟริกา ซึ่งเชื้อจะฝังตัวอยู่ในร่างกายราว 2-4 สัปดาห์ เริ่มจากมีไข้ ปวดศีรษะ จากนั้นจะมีตุ่มน้ำเล็กๆ เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ซึ่งจะต้องมีการกักกันโรคด้วยการเฝ้าดูอาการเป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์













