สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกา เดินหน้าเข้าสู่จุดไคลแมกซ์อีกรอบ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเส้นตายเพิ่มอัตราภาษีสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ จาก 10% เป็น 25% ในวันที่ 10 พฤษภาคม


รวมถึงกำลังพิจารณาตั้งกำแพงภาษีอัตรา 25% ต่อสินค้าอื่นของจีนอีก 3.25 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10.3 ล้านล้านบาท) ภายในอนาคตอันใกล้นี้

โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า เนื่องจากรัฐบาลปักกิ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่กลับไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าคำมั่นสัญญาที่ว่านั้นคืออะไร

ขณะที่นายโรเบิร์ต ไลธิเซอร์ หัวหน้าผู้แทนเจรจาการค้าของรัฐบาลวอชิงตัน กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันต้องเพิ่มอัตราภาษีตามการประกาศของผู้นำสหรัฐ

แน่นอนว่า แนวทางดังกล่าวสร้างความไม่พอใจต่อจีนอย่างมาก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จีนมีปฏิกิริยาต่อคำประกาศขึ้นภาษีของสหรัฐทันควัน โดยสัญญาว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ตามที่จำเป็น และบอกว่าความตึงเครียดด้านการค้าที่เพิ่มขึ้นนี้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศใดหรือต่อเศรษฐกิจโลก

ว่ากันว่า การที่รัฐบาลสหรัฐประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้ามูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์จากจีนก็เพราะหวังว่าจะกดดันจีนให้เปลี่ยนการปฏิบัติด้านการค้า การให้เงินอุดหนุนของรัฐ และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ถึงกระนั้นก็ตาม จนถึงขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ในข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการบังคับใช้ข้อตกลงดังกล่าว


แจ็ค หม่า ชี้เกมยืดยาวมากกว่า 2 ทศวรรษ

Jack Ma

แม้แต่ แจ็ค หม่า ประธานบริหารบริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป ยังออกมายอมรับว่า ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะดำเนินต่อไปเป็นเวลา 20 ปี แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พ้นวาระการดำรงตำแหน่งไปแล้ว และมีคนใหม่มาแทน แต่สหรัฐและจีนก็จะยังคงมีความขัดแย้งทางการค้าต่อไป ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องมีการกำหนดกฎระเบียบทางการค้าใหม่ในระยะยาว โดยเฉพาะการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO) รวมถึงการปรับตัวของจีนในการผ่อนหนักให้เป็นเบา


โยกฐานการผลิต หนึ่งทางออกของจีน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการโยกฐานการผลิตออกจากประเทศจีนไปสู่ทำเลใหม่ๆ เพื่อรับสิทธิพิเศษทางการค้าในการส่งสินค้าไปขายในตลาดโลก คือทางออกหนึ่งที่จีนใช้ในการผ่อนคลายปัญหาสงครามการค้า

เฉกเช่นผู้เชี่ยวชาญทางการค้าตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนตอกยาวไปเรื่อยๆ มีการขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สินค้าของจีนที่ส่งไปขายในสหรัฐ หรือสินค้าจากสหรัฐที่ส่งเข้ามาขายในจีนจะแพงขึ้นทั้งคู่ แต่จีนเสียเปรียบตรงที่ส่งสินค้าเข้าไปขายในสหรัฐมากกว่าสินค้าจากสหรัฐที่ส่งเข้ามาขายในจีน จะทำให้อำนาจการแข่งขันของจีนลดลงเรื่อยๆ เพราะต้นทุนแพงกว่าสหรัฐ (อย่างไรก็ตาม สินค้าจำนวนมากของสหรัฐก็จ้างจีนผลิตเพื่อนำกลับเข้าไปขายในสหรัฐ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวเช่นเดียวกัน)  

กระนั้นก็ตาม จีนต้องหาทางออกด้วยการย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังประเทศที่สาม อาทิ การย้ายฐานไปในประเทศที่มีราคาค่าแรงถูก เช่น กัมพูชา สปป.ลาว หรือ แอฟริกา ผลิตจากที่นั่นแล้วส่งออกไปสหรัฐ แต่ถ้าการผลิตสินค้าราคาถูกไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้  จีนต้องเลือกทางออกด้านที่ 2 คือ การผลิตสินค้าระดับไฮเอนด์ ไม่เน้นขายราคาถูกเหมือนในอดีต โดยใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงานราคาถูก


สี จิ้นผิง เจรจา บิ๊กตู่

‘อีอีซี’ หนึ่งในทำเลที่ถูกจับตามอง

การเจรจาทวิภาคีระหว่างจีนกับไทยในเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Cooperation-BRF) ครั้งที่ 2 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 25-27 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ‘อีอีซี’ คือประเด็นหลักที่ สี จิ้นผิง หยิบยกขึ้นมาหารือกับผู้นำไทย

โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะรักษาพลวัตที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกระดับมิติ เพิ่มพูนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงความร่วมมือจีน–ญี่ปุ่นในเชิงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์การลงทุนในอีอีซี

โดยจีนต้องการหันมาผลิตสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อสร้างและเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ หรือปัญญาประดิษฐ์ ด้วยการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ตามนโยบาย Made in China 2025 ขณะที่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ก็เน้นส่งเสริมการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ 10 S-Curve ซึ่งถ้าจีนมองหาพื้นที่การผลิตสินค้าไฮเทค ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จึงน่าจะเป็นหนึ่งเป้าหมายที่นักลงทุนจีนสนใจอย่างยิ่ง


แนะรัฐบาลใหม่เร่งดึงทุนจีน

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า เพื่อลดผลกระทบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เป็นโอกาสที่ไทยจะดึงนักลงทุนจีนให้เข้ามาลงทุนในอีอีซี เพิ่มมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ หรือ ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งปัจจุบันการลงทุนของจีนในอีอีซี มีมูลค่า 5.44 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 7.59% เป็นลำดับที่ 3 รองจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์ตามลำดับ

เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์ด้านการลงทุนที่มองว่า อีอีซีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งในปี 2562 อุตสาหกรรมต่างๆ ในอีอีซีจะเป็นตัวดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามายังประเทศไทย และโอกาสที่สำคัญของไทยคือ จีนกำลังประสบปัญหาภาวะสงครามการค้ากับสหรัฐ จึงอาจมีการย้ายฐานผลิตออกจากประเทศจีนมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพื้นที่อีอีซีเป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนจีนแน่นอน

การเด็ดหนวดมังกรของสหรัฐจึงสะท้อนบทบาท ‘อีอีซี’ ด้วยประการฉะนี้!!!


ดูท่าทางแล้ว สงครามการค้าน่าจะยืดเยื้อ ลองอ่านบทความเกี่ยวกับสงครามการค้าในแง่มุมอื่นๆ 

เปิดปม ‘สงครามการค้า’ กับการฝ่าขั้วอำนาจตะวันตกที่เราต้องร่วมกันสอดส่อง!

สิ่งที่อันตรายกว่า ‘สงครามการค้า’

โอกาสทางเศรษฐกิจ ในกระแสการปรับตัวและสงครามการค้าโลก