อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888 จนถึงปี ค.ศ. 1994 ที่ฟุตบอลลีกอังกฤษ ไม่มีผู้เล่นต่างชาติจากนอกสหราชอาณาจักร ลงโชว์ฝีเท้ามหัศจรรย์ในสนาม


บรรยากาศฟุตบอลลีกอังกฤษ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 จนถึงปัจจุบันคือปี ค.ศ. 2019 คือภาพแสดงแทนยุคสมัยโลกไร้พรมแดน หรือโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบ

ต่างจากประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกอังกฤษที่เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1888 ซึ่งบริหารงานภายใต้จารีตแบบชาตินิยมเข้มข้น คือไม่อนุญาตให้มีนักเตะต่างชาติ

ความหยิ่งทะนงของคนอังกฤษในกรณีนี้ มาจากจุดแข็งสองประการด้วยกัน หนึ่งคือ การเป็นต้นตำรับกีฬาฟุตบอล สองคือ อังกฤษยืนด้วยลำแข้งของตนเอง

จารีตชาตินิยมเข้มข้น คือการจำกัดสัญชาตินักบอล อนุญาตเฉพาะคนสหราชอาณาจักร อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ รวมถึงไอร์แลนด์

โดยแต่ละสโมสรจะส่งแมวมองไปค้นหาช้างเผือกตั้งแต่ระดับเยาวชน สมัครเล่น หรือทีมสำรอง การซื้อตัวผู้เล่นมักมาจากดิวิชั่นต่ำกว่าหรือจากสโมสรสมัครเล่นนอกลีก

ต่างจากสโมสรชาติยุโรปตอนใต้ โดยเฉพาะอิตาลีและสเปน เจ้าของฉายา เจ้าบุญทุ่ม ซึ่งเทเงินมหาศาล จนถึงขั้นสร้างสถิติโลกในการซื้อตัวนักฟุตบอลต่างชาติ

ในยุคทศวรรษ 1990 เป็นยุคทองของกัลโช่เซเรียอา หรือลีกอิตาลี ขณะที่ทศวรรษ 2000 เป็นยุครุ่งเรืองของลาลีกา หรือลีกสเปน ขณะที่พรีเมียร์ลีกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1992

ทันทีที่ กฎบอสแมน มีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1995 ความเฟื่องฟูของนักเตะต่างชาติ ดูเหมือนจะย้ายวิกจากอิตาลี สเปน มาสู่อังกฤษ โดยอัตโนมัตินับแต่นั้นมา

เมื่อ เจอร์เกน คลินส์มันน์ ย้ายจากโมนาโกเข้าสู่รังท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และประสบความสำเร็จทันทีในฤดูกาล 1994/95 กระตุ้นให้สโมสรอื่นเริ่มลงทุนบ้าง

ฤดูกาล 1995/96 มิดเดิลสโบรห์ ซื้อ จูนินโญ่ และเอเมอร์สัน นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซื้อ ฟาอุสติโน อัสปริญา อาร์เซนอล ซื้อ เดนนิส เบริ์กแคมป์ เชลซี ซื้อ รุด กุลลิท

ปีถัดมา มิดเดิลสโบรห์ ซื้อ ฟาบรีซีโอ ราวาเนลลี เชลซี ซื้อ จันลูกา วีอัลลี และจันฟรังโก โซลา ลิเวอร์พูล ซื้อ แพทริก แบเกอร์ และอาร์เซนอล ซื้อ ปาทริค วิเอร่า เป็นต้น

โดยในฤดูกาล 1999/2000 สัญญาณ “อังกฤษ” ประสบความสำเร็จ แต่ “อังกฤษ” ไม่ประสบความสำเร็จ เริ่มปรากฏ เมื่อ 11 ตัวจริงของเชลซี ไม่มีนักเตะอังกฤษเลย

นอกจากนักเตะ ผลพวงของโลกไร้พรมแดนหรือโลกาภิวัตน์ ยังแสดงออกในด้านของผู้จัดการทีม เมื่อบรรดาโค้ชต่างชาติ เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในพรีเมียร์ลีก

เริ่มต้นด้วย อาร์แซน เวนเกอร์ รุด กุลลิท เฌราร์ อูลีเย ราฟาเอล เบนิเตซ โชเซ มูริญโญ่ มีเพียงลิเวอร์พูลที่ยังไม่ยอมใช้โค้ชต่างชาติ จึงทำให้พวกเขาก้าวหน้ารั้งท้าย

จนถึงทุกวันนี้ ยุคทศวรรษ 2010 ที่กำลังจะเข้าสู่ทศวรรษ 2020 พรีเมียร์ลีก ได้รับการจับตามองความสำเร็จจากแฟนบอลและนายทุนข้ามชาติอย่างตาไม่กะพริบ

ดัชนีชี้วัดสำคัญก็คือ นักเตะที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 3 สมัยหลัง มีซูเปอร์สตาร์กว่า 200 คนที่โลดแล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก และปัจจุบันมีนักบอลต่างชาติเหยียบ 400 คน

โดยเฉพาะสถานการณ์ล่าสุดในขณะนี้ คือฤดูกาล 2018/2019 สโมสรฟุตบอลจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ จำนวน 4 ทีม ได้พาเหรดเข้ารอบชิงถ้วยแชมป์สโมสรยุโรป

ประกอบด้วย ลิเวอร์พูล เข้าชิงถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ หรือ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก กับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเชลซี เข้าชิงถ้วยยูฟ่า คัพ หรือยูโรป้า ลีก กับ อาร์เซนอล

เป็นการยืนยัน คำกล่าวที่ว่า “อังกฤษ” ประสบความสำเร็จ แต่ “อังกฤษ” ไม่ประสบความสำเร็จ และเป็นภาพแสดงแทนยุคสมัยโลกไร้พรมแดนได้เป็นอย่างดี

การประสบความสำเร็จของสโมสรฟุตบอลอังกฤษในยุโรปฤดูกาลนี้ ที่นักเตะสัญชาติอังกฤษแท้ๆ มีส่วนร่วมน้อยมาก ยังไม่นับโค้ชของทั้ง 4 ทีมที่กล่าวมาข้างต้น

ยังไม่นับนายทุนเจ้าของสโมสร ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล (สหรัฐอเมริกา) และเชลซี (รัสเซีย) ส่วน อาร์เซนอล และท็อตแนม ฮอตสเปอร์ มีผู้บริหารเป็นคนสัญชาติอังกฤษ

แต่ธุรกิจของนายทุนอาร์เซนอล และท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เป็นกลุ่มทุนข้ามชาติที่ไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึงสต๊าฟทั้งหมดของทั้งสองทีมมีคนอังกฤษน้อยมาก

นี่คือยุคสมัยของโลกไร้พรมแดน หรือพัฒนาการขั้นสูงสุดของโลกาภิวัตน์อย่างเต็มรูปแบบ ที่ไม่เพียงไม่สนใจสัญชาติหรือขอบเขตประเทศในแผนที่เชิงนามธรรมเท่านั้น

แต่ยังเป็นภาพแสดงแทน ที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจอื่นๆ ของแทบทุกประเทศ ซึ่งนอกจากธุรกิจแล้ว ในด้านวัฒนธรรม การศึกษา ก็เป็นไปในทิศทางนี้

ผลกระทบสำคัญของการที่พรีเมียร์ลีกเต็มไปด้วยนักฟุตบอลสัญชาติอื่น ทำให้ทีมชาติอังกฤษมีผู้เล่นเก่งๆ ให้เลือกน้อยลง นำไปสู่ความล้มเหลวของอังกฤษในระดับนานาชาติ

ส่งผลให้ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ มีแนวทางลดโควตานักเตะต่างชาติ จาก 17 คน ให้เหลือเพียง 12 คน โดยในปัจจุบันมีถึง 13 ทีม มีแข้งต่างชาติในทีมชุดใหญ่เกิน 12 คน

“อังกฤษ” ประสบความสำเร็จ แต่ “อังกฤษ” ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นบทสะท้อนจากการที่ ลิเวอร์พูล เข้าชิง ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก กับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเชลซี เข้าชิงยูโรป้า ลีก กับ อาร์เซนอล โดยที่นักเตะและโค้ช มีส่วนผสมของคนสัญชาติอังกฤษน้อยมากนั่นเอง


สนใจเรื่องฟุตบอลใช่ไหม แนะนำบทความเหล่านี้

อ็องตวน กรีซมันน์ : เจ้าชายน้อยแห่งโลกฟุตบอล

โมเสส สวมสตั๊ด

ทุนไทย ไปบอลโลก (ตอนแรก)