การจัดสัมมนาสาธารณะ ประจำปี 2562 เรื่อง “สังคมอายุยืน : แข่งขันได้ และอยู่ดี มีสุข ได้อย่างไร?” โดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ดูเหมือนว่า จะเป็นการปลุกกระแสฮอตๆ อย่าง ‘สังคมไทยพร้อมหรือยังกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ?’ ให้ยิ่งน่าสนใจขึ้น ด้วยการนำเสนอผลการศึกษาหลากหลายด้าน โดยมุ่งหมายให้เป็นข้อเสนอแนะแก่ภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน นำไปปรับใช้เพื่อเตรียมพร้อมให้ไทยเป็น “สังคมอายุยืน” พร้อมกับการเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ให้คนไทยทุกคนอยู่ร่วมกันโดยมีชีวิตยืนยาวที่ อยู่ดี มีสุข ทั้งประเทศชาติยังรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้ด้วย แนวคิดและความคาดหวังที่กล่าวมานี้จะเป็นไปได้หรือไม่ ต้องไปฟังกัน


สังคมอายุยืน วาระแห่งชาติ คำตอบที่จะมา พลิกวิกฤต สังคมผู้สูงอายุ ให้เป็นโอกาสของการต่อยอดได้

ประเด็นตั้งต้นในการสัมมนาสาธารณะครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามจากวิทยากรคนแรก ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ตามชื่อหัวข้อว่า “อะไรจะเปลี่ยนไป เมื่อไทยกลายเป็นสังคมอายุยืน?” โดย ดร.สมเกียรติ เปิดประเด็นว่า

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

“ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยมีอายุขัยคาดการณ์ตามช่วงเวลาเพิ่มขึ้น 4.4 เดือนต่อปี และมีอายุคาดการณ์เมื่อเกิดถึง 75.3 ปี ในปี 2559 ส่วนการประมาณอายุคนไทยตามรุ่นอายุ ซึ่งคิดคำนวณผลของพัฒนาการทางเทคโนโลยีเข้ามาด้วย พบว่า มีความเป็นไปได้ที่คนไทยที่เกิดในปี 2559 จะมีอายุยืนเฉลี่ยถึง 80-98 ปี หรือเกือบ 100  ปี ซึ่งหมายความว่า ต่อไปการมีคนไทยอายุเกิน 100 ปี จะเป็นเรื่องปกติ และล่าสุดในปี 2560 มีคนไทยที่อายุยืนกว่า 100 ปีแล้วถึง 9,041 คน ขณะที่คนไทยที่มี 90-99 ปี ซึ่งจะมีอายุ 100 ปี ในอีกไม่นาน มีจำนวนถึง 170,000 คน”

จากประเด็นที่อ้างอิงข้อมูลทางสถิตินี้ ประธานทีดีอาร์ไอ ต่อยอดไปอีกหลากหลายประเด็นที่ต้องการชี้ให้ทุกฝ่ายเห็น เพื่อสร้างสังคมอายุยืน ร่วมกัน โดยชี้ให้เห็นก่อนว่า

“ความแตกต่างของ สังคมอายุยืน กับ สังคมผู้สูงอายุ อยู่ที่ สังคมอายุยืน เป็นวาระและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับคนทุกเพศทุกวัย แม้แต่เด็กที่เกิดในปีนี้ เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมอายุยืน เพราะเขาจะเติบโตร่วมกับคนทุกวัยในสังคม ดังนั้น วันนี้เราจึงมารวมกันเพื่อรับรู้ว่า เราจะสร้างสังคมอายุยืน ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของสังคมสูงวัย หรือเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่จะมาร่วมกันยกระดับประเทศไทยให้มีการวางแผนและเตรียมการเพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่ ทุกคนได้อยู่ดีมีสุข และยังคงพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไปด้วย ได้อย่างไร”

จากนั้น วิทยากรได้ยืนยันข่าวดีก่อนว่า ผู้สูงอายุชาวไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้นโดยรวม แต่ถึงอย่างนั้น ในอีกด้าน ก็มีผู้สูงอายุอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องทุกข์ทรมานจาก ‘โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง’ หรือโรคที่ทางการแพทย์จัดอยู่ในกลุ่มโรค NCDs ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพที่สะสมมาของผู้ป่วย โดยโรคยอดฮิต ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และมีข้อมูลล่าสุดว่า จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มขึ้นจาก 15 เปอร์เซ็นต์ เป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ของผู้สูงอายุทั้งหมดแล้ว

ต่อมาผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ต้องอยู่เพียงลำพังมากขึ้น พึ่งพาตัวเองมากขึ้น เพราะด้วยสภาพสังคมที่ค่าครองชีพสูงขึ้น จะมัวมารอบุตรหลาน คู่สมรสให้เงิน ก็จะไม่พอใช้ ด้วยเงื่อนไขในชีวิตแบบนี้ ทำให้ผู้สูงอายุออกมาหางานทำ บางคนแค่อยากมีรายได้ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน ขณะที่มีผู้สูงวัยหลายคนทำงาน หรือร่วมกิจกรรมอาสาเพื่อค้นหาความหมายในชีวิต ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยมุ่งไปทำตามรูปแบบของการทำงานและกิจกรรมที่ตนเองชอบมากขึ้น ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ดีที่จะนำไปสู่ สังคมอายุยืน ได้

นอกจากนั้น ผู้สูงอายุไทยยังให้ความสนใจเรื่องการศึกษาต่อตามสาขาวิชาที่ตนเองสนใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุไทยมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และที่ผ่านมา กระแสการพัฒนาสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้สูงอายุเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้นที่จะเข้าถึงสินค้าและบริการเหล่านี้ ยกตัวอย่าง การรีโนเวตบ้านสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะห้องน้ำ ซึ่งส่วนนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ดังนั้น ตลาดสินค้า บริการ ที่เจาะจงตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุจึงยังโตได้อีกมาก และยังมีประโยชน์ทางอ้อมที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย


จะไปถึง สังคมอายุยืนคุณภาพ ได้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ต่อจากข้อเท็จจริงที่ค้นพบจากกลุ่มผู้สูงอายุในสังคมไทย ดร.สมเกียรติ ชี้ให้เห็นต่อถึงความเปลี่ยนแปลง ที่จำเป็นต้องผลักดันและทำให้เกิดขึ้นให้ได้ในสังคมไทย เพื่อประกอบสร้าง สังคมอายุยืนคุณภาพ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมของทุกฝ่ายที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว

“การเป็นสังคมอายุยืนนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ มากมาย ภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชนจึงควรวางแผนและการเตรียมการที่ดี เพราะแม้คนไทยจะอายุยืนขึ้น แต่การที่ไทยเป็นสังคมสูงวัยด้วย ทำให้วัยแรงงานมีจำนวนลดลง มีผลิตภาพแรงงานต่ำลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และออกจากตลาดแรงงานเร็วเกินไป  ดังนั้น เพื่อเตรียมพร้อมกับสังคมอายุยืน ไทยควรปรับนิยามผู้สูงอายุตามประเทศพัฒนาแล้วคืออายุ 65 ปี และยืดเวลารับบำนาญ เพื่อยืดอายุการทำงาน ยืดเวลาการออม และฝึกทักษะสำหรับโลกอนาคตมากขึ้น”

ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่องการขยายเกณฑ์วัดความเป็น ‘ผู้สูงอายุ’ นับเป็นประเด็นสำคัญ ที่ทางทีดีอาร์ไอ ต้องการนำเสนอให้เกิดการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลง โดยแนะนำให้มีการวัดความสูงอายุด้วยเกณฑ์ใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ มากขึ้น เช่น

  • วัดอายุตามความรู้สึก คำกล่าวที่ว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข เป็นจุดตั้งต้นของเกณฑ์นี้ รวมถึงคำกล่าวกันเล่นๆ ว่า คนมีความรักมักจะดูเด็กลง ก็เช่นกัน ดังนั้น อายุของคน บางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องวัดด้วยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี แต่วัดด้วยความสดใส สมวัย ของผู้สูงอายุคนนั้นก็ได้ เพราะปัจจัยการมีความสุขนี้เองที่จะทำให้คนเรามีอายุยืนมากขึ้นเมื่อวัดตามอายุ              
  • วัดอายุตามบรรทัดฐานของสังคม เกณฑ์ที่ชี้วัดอายุด้วยความเชื่อ บรรทัดฐานของสังคม อย่างคนที่มีหลาน กลายเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย ถึงเวลาต้องเปลี่ยนไป เพราะผู้ใหญ่ที่เลี้ยงหลาน ก็เหมือนเป็นหน้าที่หนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องไปจำกัดความว่าเป็นของผู้สูงอายุในครอบครัวเท่านั้น 
  • วัดอายุตามวัตถุวิสัย เกณฑ์นี้ต้องอ้างอิงกับศาสตร์ทางการแพทย์ หรือหลักกลศาสตร์ โดยผลการวัด ความสูงอายุ จะต้องใช้เครื่องมือมาช่วย เช่น เครื่องทดสอบแรงของบุคคลนั้น หรือทดสอบด้วยการวิ่งแทน

หลักการกำหนดเกณฑ์อายุในการใช้ชีวิต ความสูงอายุ แบบเดิมที่ต่ำเกินไป มีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้กำลังใจของผู้สูงวัยชาวไทยบั่นทอนลง เพราะเมื่อคนรู้สึกว่าตนเองอายุใกล้ถึงวัยเกษียณแล้วก็จะลงทุนในทุนมนุษย์ต่ำลงหรือหยุดลงทุนไป รวมถึงเลิกทำงานเร็วเกินไป จนมีส่วนทำให้ประเทศไทยเราขาดแคลนแรงงาน

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นความท้าทายสำคัญ ที่ ดร.สมเกียรติ ชี้ให้เห็นว่าในอนาคตอันใกล้ ถ้าประเทศเรามีแรงงานน้อยลง แต่กลับมีจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แถมมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนขึ้นเรื่อยๆ เราจะรักษาระดับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เสถียรและทำให้มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างไร

เพราะที่ผ่านมา คนไทยออกจากตลาดแรงงานหรือเลือกที่จะเกษียณอายุตั้งแต่ 50-59 ปี เนื่องจากหลากหลายเหตุผล อาทิ การทำงานที่มีผลิตภาพต่ำลง นายจ้างจึงขอให้ลาออก กอปรกับสิทธิที่เมื่อลาออกไปแล้วจะได้บำนาญ

ข้อค้นพบนี้จึงนำไปสู่การหาทางออกของปัญหาว่า จะรักษาการเติบโตของผลิตภาพแรงงานให้ต่อเนื่องอย่างไร ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดกระแสคนทำงานลดลง และยังมีผลิตภาพลดลงตามอายุ จนทำให้อัตราการเติบโตลดลงจากเดิม 0.8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่ง ทีดีอาร์ไอ นำเสนอทางออก ดังต่อไปนี้

  • ขยายอายุการรับบำนาญออกไป เพื่อลดอัตราการออกจากตลาดแรงงานของคนในช่วงอายุ 50-59 ปี ซึ่งจะเพิ่มผลิตภาพได้ 12 เปอร์เซ็นต์ แก้ปัญหานี้ในภาพรวมได้ 9.2 เปอร์เซ็นต์
  • ดึงคนทำงาน ที่มีอายุ 60-69 ปี กลับมาทำงาน ซึ่งจะเพิ่มผลิตภาพได้ 12 เปอร์เซ็นต์ แก้ปัญหานี้ในภาพรวมได้ 1.8 เปอร์เซ็นต์
  • เพิ่มกำลังแรงงานในแต่ละช่วงวัยให้มากขึ้น โดยแบ่งเป็นการเพิ่มจำนวนแรงงานต่างด้าวให้ได้ปีละ 1 แสนคน จะแก้ปัญหานี้ในภาพรวมได้ 3.1 เปอร์เซ็นต์ และควรลดการเกณฑ์ทหารลงจาก 1 แสนคนต่อปี เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เพื่อเพิ่มกำลังแรงงานคนวัยทำงาน ซึ่งจะแก้ปัญหานี้ในภาพรวมได้ 6 เปอร์เซ็นต์
  • เพิ่มการใช้เครื่องจักร เพิ่มการลงทุนในเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ปรับและเปลี่ยนความเชื่อว่า เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะมาแย่งงานคน แล้วไปโฟกัสว่าในเมื่อตอนนี้เรากำลังจะประสบภาวะการขาดแคลนแรงงาน การนำเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ มาเพิ่มผลิตภาพโดยรวม นับเป็นเครื่องมือที่จำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาความรุนแรงของภาวะการขาดแคลนแรงงานอย่างได้ผล โดยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนให้ได้ 1.1-1.6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งแก้ปัญหาได้แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์
  • ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม วิจัย พัฒนา เพื่อทำให้เห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วย ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของผลิตภาพรวม (TFP) ขึ้นอีก 1.1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และแก้ปัญหาได้แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์

และปิดท้ายด้วย คำแนะนำเพื่อสร้างสังคมอุดม ‘คนอายุยืน’ ว่า คนไทยทุกเพศทุกวัยในสังคมอายุยืนควรปฏิบัติตัวอย่างไร

  • ถนอมกายรักษาใจให้พร้อมอยู่ต่อไปแบบอายุยืน ความท้าทายของสังคมไทย คือ การก้าวข้ามผ่านข้อค้นพบที่ว่า “ในปี 2580 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงใกล้เคียงล้านคน” ไปให้ได้ ด้วยการใส่ใจเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพตั้งแต่อายุหนุ่มสาว ทั้งในเรื่องการออกกำลังกายเป็นประจำ ไปจนถึงการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ถูกต้องตามหลักโภชนาการ
  • รู้หารู้ออมพร้อมอยู่นาน การออม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำหนดว่าคนเราจะมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพหรือไม่ ดังนั้น หากอยากอยู่นานอย่างเป็นสุข ต้องมีการวางแผนการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าทำได้ ไม่เพียงส่งผลดีต่อตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่จะส่งผลดีต่อประเทศชาติที่จะช่วยประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขในการดูแลผู้ป่วยอีกด้วย
  • ไม่หยุดเรียนรู้คู่ไปกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนวัยไหน หากอยากเป็นคนคุณภาพของสังคมอายุยืนต้องมีการวางแผนการเรียนรู้ของตน ต้องติดตั้งความเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ลงทุนในมนุษย์เพื่อดูแลชีวิตของตนเองให้มีสุขภาพที่ดี ยืนยาว ทั้งกายและใจ รวมถึงการสร้างทุนมนุษย์ให้ตนเองสามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงได้เร็ซ พร้อมเปิดรับต่อสิ่งใหม่ สร้างเครือข่ายที่หลากหลาย
  • มีความเชื่อว่าการลงทุนในทุนมนุษย์ คุ้มค่าแน่นอน ลองคิดดูว่า ถ้ามีแนวโน้มและข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า คนเราจะมีอายุยืนขึ้น แล้วจะมัวรีรอที่จะลงทุนในทุนมนุษย์อยู่ไย เพราะยิ่งลงทุนเร็ว เรียนรู้เร็ว ก็ย่อมมีเวลาที่จะรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้นานขึ้นนั่นเอง

ร่วมรับรู้ ร่วมมือกัน เปลี่ยนสังคมให้น่าอยู่ขึ้น ในประเด็นต่อไป

ไกด์ไลน์ 10 โซลูชันส์ ที่ ‘ภาคการศึกษา’ ต้องทำเพื่อพลิกโฉมการเรียนรู้

ลบความเชื่อ ‘คนไทยอ่านหนังสือ ไม่เกิน 8 บรรทัด’ ทิ้งไป เมื่ออีบุ๊กยึดพื้นที่สิ่งพิมพ์ เปลี่ยนคนไทยให้อ่าน 80 นาที/วัน ได้สำเร็จ

เป็นไปได้ไหม ถ้าเป็น ‘ผู้สูงวัย’ แล้วอยากมีบ้านของตัวเอง?