ปัญหาด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรัฐศูนย์กลางอย่างจีน คิดว่ามีนโยบายที่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองมากน้อยแค่ไหน ในสถานการณ์สงครามการค้าเช่นนี้?


เมื่อต้องเผชิญปัญหาการค้า การส่งออกที่ไม่แน่นอน จีนจึงพัฒนาการบริโภคภายในประเทศเป็นแหล่งสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แทนที่จะพึ่งพาการส่งออกและตลาดต่างประเทศ 

ด้วยปัญหาการชะลอตัวของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 12% ในปี 2015 เป็น 6.6% ในปี 2018 เห็นแนวโน้มชัดเจนด้านแรงงานว่า มีราคาแพงมากขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะชะลอตัวลง 

เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลจีนกำลังจะกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยยังให้ความสำคัญที่จะสนับสนุนธุรกิจเอกชนขนาดเล็ก ในการเอาชนะปัญหาด้วยการเข้าถึงสินเชื่อหรือเครดิตทางการเงินได้สะดวกขึ้น เพื่อกระตุ้นการเติบโตของอุปสงค์ในประเทศ โดยการลดภาษีและลดราคาน้ำมันเบนซิน รวมทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น 

วิธีการกระตุ้นของจีนในรูปแบบของการลดราคาและอัตราภาษีที่ลดลง ธนาคารประชาชนแห่งจีนเข้ามาช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์ทางการเงินซึ่งมีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อระยะกลางสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจส่วนตัว ด้วยเห็นว่านี่คือแหล่งเงินระยะยาวสำหรับภาคเศรษฐกิจในตอนนี้ 

จีนกำลังวางแผนด้านเศรษฐกิจและการทำตลาดร่วมกันอย่างเงียบๆ และยังมีอุดมการณ์อย่างเป็นทางการของรัฐบนพื้นฐานของรัฐที่มีพรรคเดียว ซึ่งหลายประเทศไม่มีรัฐที่มีอุดมการณ์แบบนี้

ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนจึงคิดค้นวิธีตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของตนเพื่อลดอัตราสำรองบังคับ 0.5% สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณสินเชื่อในระบบธนาคารได้

นั่นหมายความว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจะลดลงและลดภาระของภาคธนาคารได้ด้วย 

ตรงนี้น่าสนใจมากเพราะแตกต่างจากธนาคารชาติของรัฐต่างๆ ที่ถูกควบคุมโดยไอเอ็มเอฟ ซึ่งจะต้องมีทุนสำรองเพิ่มขึ้น (Basel III) เมื่อเครดิตเริ่มแพงขึ้นและเงินถูกถอนออกจากการหมุนเวียนก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะเงินฝืด เพราะได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตที่ลดลง ท่ามกลางราคาสินค้าที่สูงขึ้น

ตลาดจึงเป็นเครื่องมือใหม่สำหรับการจัดหาเงินทุนเพื่อธุรกิจขนาดเล็กในจีน เรียกว่า สินเชื่อระยะกลาง โดยมีเป้าหมายเป็นแหล่งเงินทุนที่มั่นคงสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (TMLF) 

อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษดังกล่าวคือ 3.15% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำในปัจจุบันของการให้สินเชื่อระยะกลาง ซึ่งไม่มีอัตราเงินเฟ้อ แต่ควบคุมการเติบโตได้อย่างแม่นยำในพื้นที่เป้าหมายนี่เองลักษณะเศรษฐกิจแบบมีการวางแผน

เงื่อนไขในการให้สินเชื่อพิเศษของจีน ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้กู้อย่างมาก คือ ให้กู้เงินได้นานถึง 3 ปี และการชำระดอกเบี้ยครั้งแรกจะครบกำหนดภายใน 1 ปี

จีนนำโปรแกรม TMLF ไปใช้ผ่านทางธนาคารร่วมและธนาคารพาณิชย์ โดยอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของการรีไฟแนนซ์นั้น ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนเตรียมใช้สำหรับธนาคารพาณิชย์ ส่วนธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนเอง จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย เพื่อไม่เป็นการเพิ่มต้นทุนทรัพยากรให้ธนาคารตามอย่าง เฟด (Federal Reserve System : Fed) ธนาคารกลางสหรัฐ 

ธนาคารกลางส่วนใหญ่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยหลัก หากธนาคารชาติใดไปอิงกับการกระทำของเฟด จะส่งผลให้ภาคการผลิตที่แท้จริงถูกตัดออกจากระบบการให้กู้ยืม และได้อัตราที่ต่ำกว่าอัตราผลตอบแทน

กลยุทธ์ของธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่นโยบายที่คลายตัว แต่สำหรับการแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวนกลับถูกควบคุมให้ลดการซื้อเงินตราต่างประเทศ เพื่อลดการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนอัตราการแข็งค่าของเงินหยวน 

ธนาคารกลางของรัฐอื่นๆ ให้ซื้อขายสกุลเงินได้อย่างเสรี ซึ่งช่วยลดปริมาณการจัดหาสกุลเงินเพื่อการแลกเปลี่ยน แต่สิ่งนี้ไม่เพียงแค่นำรายได้จากสกุลเงินต่างประเทศกลับไปยังประเทศตน แต่ยังอยู่ในบัญชีต่างประเทศด้วย

ในเวลาเดียวกัน การเข้าถึงเงินกู้ยืมระยะสั้นของธนาคารต่างประเทศจะได้รับเครดิตจำนวนมากสำหรับเก็งกำไรจากการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน เรื่องนี้กระทบเงินสกุลแลกเปลี่ยนและเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น หากค่าเงินอ่อนตัวลงก็จะช่วยผู้ส่งออก แต่ก็จะมีซากปรักหักพังของภาคการผลิตภายในประเทศ 

ความแตกต่างระหว่างจีนและประเทศอื่นๆ ในการรักษาจุดอ่อนของสกุลเงินประจำชาติ คือ กระบวนการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนโดยธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนมีมากขึ้น ความผันผวนของค่าเงินสกุลอื่นจึงไม่มีอิสระ กอปรกับอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวนั้นอยู่ในมือของนักเก็งกำไรสกุลเงินมากกว่าธนาคารกลาง จีนจึงไม่ใช้หลักการทางการเงินที่เข้มงวดหรือกำหนดเป้าอัตราเงินเฟ้อ แต่ใช้กลไกตลาดและการวางแผนในทางปฏิบัติ สิ่งนี้ทำให้จีนสามารถกำหนดกลยุทธ์เพื่อรักษาอุปสงค์ภายในประเทศได้

ในขณะที่รัฐต่างๆ อิงสูตรของไอเอ็มเอฟเพราะมีเป้าหมายคือ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อโดยการบีบอัดปริมาณเงินและเติมงบประมาณด้วยการเพิ่มภาระทางการคลังให้กับประชากร จึงเป็นเรื่องยากที่จะนำไปสู่การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ

ถึงตอนนี้ มีหลายรัฐที่กำลังติดอยู่ในเขาวงกต ซึ่งทางแก้ของจีนนั้นน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ในด้านกลไกทางการเงินที่ผ่อนคลายลง และอาจเป็นเรื่องดี หากรัฐที่กำลังติดอยู่ในเขาวงกตทั้งหมดส่งพลพรรคทีมบริหารนโยบายทางการเงินไปฝึกงานระยะสั้นในประเทศจีน


ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

 

 

เรื่อง : ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย