ในการขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี มีการกำหนด ‘กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ’ ขึ้น เพื่อเป็นเรือธงนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษให้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการผลักดันประเทศไปสู่ ‘เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม’ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษนี้ ได้กำหนดไว้ชัดเจนในประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (7 พฤษภาคม 2562) โดยมีทั้งหมด 12 กลุ่มด้วยกัน และมี ‘อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ’ อยู่ในอันดับที่ 11

เชื่อว่าหลายคนเมื่อได้เห็นรายชื่อของ กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่ประกาศออกมาแล้ว จะพอนึกออกว่าแนวทางหรือนโยบายส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมตามแนวทางที่ควรจะเป็นประกอบด้วยอะไรบ้าง เพราะในบางอุตสาหกรรมก็เป็นเรื่องใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของเรา แต่สำหรับ ‘อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ’ แล้ว อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่อุตสาหกรรมด้านนี้นับเป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงและสนับสนุนให้ประเทศพัฒนาไปสู่ ‘ประเทศที่พึ่งพาตัวเองได้’ ในที่สุด


ถอดรหัสความสำคัญของ อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขับเคลื่อนอีอีซี

จากบทความวิชาการเรื่อง “แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี Guideline for Defence Industrial Development Under the 20-Year National Strategy” ที่ตีพิมพ์ลงใน วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดย วิษณุ มั่งคั่ง ฝ่ายวิเคราะห์เทคโนโลยีป้องกันประเทศ กลุ่มบริการทางวิชาการและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงกลาโหม ได้ระบุชัดถึงความสำคัญของการส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านนี้ไว้ว่า

“อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เป็นโครงสร้างพื้นฐานและหลักประกันทางด้านความมั่นคงของประเทศ ต่อความพร้อมรบของกองทัพในด้านยุทโธปกรณ์และขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงถูกยกให้เป็นวาระสำคัญที่บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และอยู่ในนโยบายของกระทรวงกลาโหม ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว เป็นระบบและมีความยั่งยืน จึงควรมีการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้ขึ้นมาให้ชัดเจนครบทุกมิติ”

จากนั้น ผู้เขียนบทความนี้ขยายความเพื่อทำความเข้าใจพื้นฐานของอุตสาหกรรมด้านนี้ต่อว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ประกอบไปด้วยการวิจัย พัฒนาการผลิต การประกอบรวม การปรับปรุง การซ่อมสร้าง การเปลี่ยนลักษณะ การแปรสภาพ หรือการให้บริการ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการป้องกันประเทศมีเอกลักษณ์อันแตกต่างจากอุตสาหกรรมประเภทอื่น ตรงที่มีบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานและหลักประกันทางด้านความมั่นคงต่อประเทศ ในบริบทของความพร้อมรบของกองทัพในเชิงของปริมาณและคุณภาพทางด้านยุทโธปกรณ์

อีกทั้งยังสัมพันธ์กับความสามารถในการดำรงความพร้อมรบภายใต้การพึ่งพาตนเอง ซึ่งถือเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงที่ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามสงคราม และเตรียมความพร้อมด้วยการฝึกในยามสงบได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าประเทศไหนมีการบริหารจัดการและการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณในการนำเข้าอาวุธ ยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศได้อีกด้วย

ทว่า ในประเทศไทยที่ผ่านมา เทคโนโลยีการป้องกันประเทศไม่ได้รับการบรรจุหรือผนวกเข้าไปในยุทธศาสตร์ระดับประเทศ จึงทำให้การพัฒนาโดยรวมดำเนินไปโดยขาดความเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนบทความก็ชี้ว่า ในตอนนี้นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีแล้วที่รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในด้านการป้องกันประเทศ จึงมีการสนับสนุนและขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับนโยบายของกระทรวงสู่ระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ

ด้วยกลไกการขับเคลื่อนในรูปแบบของประชารัฐ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ และคิดค้นผลิตภัณฑ์ ผลงานวิจัย ที่ช่วยสร้างผลผลิตและนำไปใช้ในงานด้านการป้องกันประเทศได้อยางเป็นรูปธรรม โดย คุณวิษณุ ผู้เขียนบทความยกตัวอย่างการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ผ่านมาเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าเป็นไปในทิศทางไหน ดังนี้

“เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้เกิดวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพทางด้านการประมวลผลสูงขึ้นทำงานได้รวดเร็วขึ้นและประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยขนาดของอุปกรณ์ถูกย่อส่วนให้เล็กลง วิวัฒนาการนี้เผยแพร่ไปสู่การปฏิรูปกิจกรรมทางทหาร (RMA: Revolution Military Affair) และนำมาใช้ในการสร้างความได้เปรียบทางการทหาร เช่น การใช้ดาวเทียม ระบบอาวุธนําวิถี เทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ เป็นต้น”

“โดยที่ผ่านมา กองทัพไทยอาศัยเทคโนโลยีนี้ในการช่วงชิงความได้เปรียบ ลดทอนความเสียเปรียบในเชิงปริมาณ แล้วพลิกความได้เปรียบไปสู่การสูญเสียที่ให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะเทคโนโลยีสร้างความแม่นยำของระบบอาวุธนำวิถี ยานไร้คนขับ และในด้านของการควบคุมและบังคับบัญชา ที่เกิดขึ้นตอนนี้ นับเป็นวิวัฒนาการสู่ยุคของแนวคิด Network Centric Operation ในปัจจุบัน”


ปรับเอา Success Case ของต่างประเทศ แล้วประยุกต์สร้างอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของไทย ให้ก้าวไกลได้

บทความวิชาการชิ้นนี้ ระบุไว้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของผู้เขียนว่า ต้องการศึกษาและรวบรวมข้อมูลแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากเอกสารวิจัยและรายงานต่างประเทศ เพื่อแสวงหาปัจจัยร่วมนำไปสู่ความสำเร็จ แล้วถอดแบบ นำมาใช้ในการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

ดังนั้น ผู้เขียนจึงตั้งต้นจาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ในลักษณะการแปลงยุทธศาสตร์ระยะยาวสู่การปฏิบัติ โดยในส่วนของการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า

“จะต้องเสริมสร้างการวิจัยและพัฒนาควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และมิตรประเทศในการสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์และยุทธภัณฑ์ พร้อมทั้งส่งเสริมนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยหน่วยงานภาครัฐ”

เมื่อวิเคราะห์จากเอกสารวิจัย Ugurhan Berkok Christopher Penney และ Karl Skogstad ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง Defense Industrial Policy Approaches and Instruments (July 2012) ในเบื้องต้น พบว่ากลุ่มประเทศตัวอย่างที่มีอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งระดับโลก มีทั้งหมด 8 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย เยอรมนี สวีเดน เนเธอร์แลนด์ อิสราเอล เกาหลีใต้ สเปน และสหราชอาณาจักร ซึ่งประเทศเหล่านี้มีเป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 2 เป้าหมาย คือ เพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution) และเพื่อการส่งออก (Export Development)

โดยผลวิจัยพบว่า ประเทศเหล่านี้มีนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอันถือได้ว่าเป็นปัจจัยร่วมแห่งความสำเร็จที่คล้ายคลึงกัน เช่น

  • นโยบายด้านการประสานการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม

ประเทศเนเธอร์แลนด์ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศผ่านการผลักดันจากกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการส่งออกไปยังต่างประเทศ รวมถึงมีการจับคู่ผู้ประกอบการในระดับ SME ที่มีความพร้อมในการเป็นตัวแทนรับ Offset obligations กับบริษัทผู้ให้ Offset

  • นโยบายสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา

แทบจะทั้ง 8 ประเทศต้นแบบ ตระหนักดีว่าการวิจัยและพัฒนาเป็นกระบวนต้นน้ำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในระดับองค์กรและระดับประเทศให้สูงขึ้น อย่างในอิสราเอล รัฐบาลคือผู้ผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศผ่านการวิจัยและพัฒนา โดยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสถาบันวิจัยภายในประเทศ ที่มีนโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้วยการให้ทุนสนับสนุนลงในการวิจัยในอัตราส่วนร้อยละ 28 ของงบประมาณกลาโหม

  • นโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต้องอาศัยเทคโนโลยีและแรงงานที่มีทักษะสูง ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีแผนการสร้างทรัพยากรมนุษย์ทั้งในด้านของการศึกษาและพัฒนาทักษะเพื่อมารองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมด้านนี้ เช่น ออสเตรเลีย ที่มีโครงการ Skilling Australia’s Defense Industry ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ด้วยการสนับสนุนทุนการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้ครบทุกมิติ

  • นโยบายนำภาคอุตสาหกรรมสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain)

การเข้าไปมีกิจกรรมในกระบวนการผลิตของห่วงโซ่อุปทานโลก ถือว่ามีความสำคัญต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องส่งเสริมการเชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ซึ่งในประเทศออสเตรเลียมีโครงการ Global Supply Chain Program ทำหน้าที่ส่งเสริมการเข้าไปเป็นส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก และยังมีหน่วยงาน Defense Export Unit ที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ


ในตอนท้ายของบทความวิชาการนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในเชิงการเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของประเทศด้วย เพราะอุตสาหกรรมด้านนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีล้ำยุคหลายด้านมาบูรณาการ เพื่อประกอบรวมเป็นระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศต้องตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่สามารถนำเข้าระบบอาวุธหรือชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศได้

ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนี้ จึงเปรียบเสมือนหลักประกันด้านความมั่นคงของประเทศ ความพร้อมรบทางด้านเประเทศภายใต้ปรัชญาการพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงของประเทศได้ในที่สุด


ที่มา : เรียบเรียงจาก บทความวิชาการเรื่อง “แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี Guideline for Defence Industrial Development Under the 20-Year National Strategy” ตีพิมพ์ใน วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดย วิษณุ มั่งคั่ง ฝ่ายวิเคราะห์เทคโนโลยีป้องกันประเทศ กลุ่มบริการทางวิชาการและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงกลาโหม


อ่านบทความวิเคราะห์ อุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่จะมามีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ กันต่อ

เปิดตัว ‘เตียงพลิกตัว ป้องกันแผลกดทับ’ นวัตกรรมแห่งความร่วมมือของนักวิจัยไทย กรุยทางอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยไปสู่ Thailand Medical Hub

5 เทคโนโลยีพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

เพื่อ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ รู้ไหมว่าสังคมโลกกำลังทำอะไรเพื่อ ‘อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร’ ?