ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมสภายุโรปได้ลงมติเห็นชอบมาตรการด้านกฎหมายที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอ เพื่อรับมือกับปัญหาปริมาณขยะทะเลที่มาจาก ขยะพลาสติก ประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง 10 ประเภท ที่พบมากตามชายหาดในยุโรป รวมถึงเครื่องมือประมงซึ่งถูกทิ้งร้างและถุงพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้จำพวก Oxo-degradable plastics ร่างข้อบังคับฉบับใหม่นี้ นอกจากจะแสดงถึงความเป็นผู้นำระดับโลกของอียูทางด้านการจัดการกับปัญหาขยะในทะเลแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดในตลาดอียู สามารถนำกลับใช้ได้ใหม่หรือสามารถรีไซเคิลได้ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งจะว่าไปแล้ว นับเป็นปรากฎการณ์ที่เอื้อให้ เทรนด์ธุรกิจรักษ์โลก ที่แรงอยู่แล้ว มีโอกาสพัฒนาไปได้อีก

เพราะในตอนนี้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนต่อการงดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เห็นได้ในหลายประเทศที่ออกกฎเกณฑ์และกำหนดเงื่อนไขระยะเวลาให้กับภาคการผลิต ในการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นพลาสติกชีวมวลทั้งกระบวนการอย่างจริงจัง

กอปรกับเมกะเทรนด์เกี่ยวกับ เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular economy ที่หมายถึง แนวคิดเกี่ยวกับการนำทรัพยากรที่ถูกนำไปใช้แล้วให้กลับมาแปรรูปและนำกลับไปใช้ได้อีกในอนาคต ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แก้ปัญหาการใช้ทรัพยากรเกินขนาดจากการขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นของประชากรโลก และปัญหาการจัดการ ขยะพลาสติกอย่างได้ผล ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ ‘เทรนด์ธุรกิจรักษ์โลก’ โตแรงแบบไม่หยุด


มาอัปเดตเทรนด์โลก และโรดแมปจัดการขยะพลาสติกของไทย เพื่อใช้ เทรนด์ธุรกิจรักษ์โลก สร้างธุรกิจให้ถูกทาง

จากรายงานข่าวล่าสุด ระบุว่าตอนนี้เทรนด์การลดใช้พลาสติกและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้กำลังฮิตมากในระดับโลก โดยเฉพาะในยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในเอเชียอย่างที่ประเทศญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก

ขณะที่ ในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นภูมิภาคที่ผลิตขยะมากที่สุด ยืนยันได้ด้วยงานวิจัยจาก Ocean Conservancy ที่ระบุว่าขยะพลาสติกกว่า 55-60% ของทั้งโลกมาจาก 5 ประเทศในเอเชีย นั่นคือ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม วิกฤตนี้ถึงขนาดทำให้บริษัทชั้นนำระดับโลกที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมโลก ต่างร่วมกันลงขันเพื่อวางแนวทางในการจัดการขยะในภูมิภาคนี้กันเลยทีเดียว

ส่วนในบริบทของการจัดการขยะพลาสติกในไทย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีมติรับทราบ (ร่าง) Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายการบริหารจัดการขยะพลาสติกในภาพรวมของประเทศ โดยคาดว่าจะลดปริมาณขยะพลาสติกได้ประมาณ 0.78 ล้านตันต่อปี และสามารถประหยัดงบประมาณในการจัดการขยะมูลฝอยได้ประมาณ 3.9 พันล้านบาทต่อปี

โดย Roadmap นี้ แบ่งเป็น 2 เป้าหมาย

เป้าหมายที่ 1 ภายในปี 2562 จะให้เลิกใช้พลาสติก 3 ชนิด ประกอบด้วย หุ้มฝาขวดน้ำดื่ม พลาสติกผสมสารอ็อกโซ่ และพลาสติกผสมไมโครบีดส์ และภายในปี 2565 จะให้เลิกใช้พลาสติกอีก 4 ชนิด คือ พลาสติกหูหิ้วที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมบรรจุอาหาร หลอดพลาสติก ที่มีข้อยกเว้นสำหรับใช้กับเด็ก คนชรา ผู้ป่วย และแก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว

เป้าหมายที่ 2 ภายในปี 2570 จะส่งเสริมให้เกิดการศึกษาและกำหนดเป้าหมายในส่วนที่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ ขณะที่ของเสียจะถูกนำไปกำจัดให้ถูกวิธี โดยแผนปฏิบัติการจะแบ่งเป็น 3 มาตรการ

  1. มาตรการลดการเลิกขยะพลาสติก ณ แหล่งกำเนิด โดยจะมีการสนับสนุนการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  2. มาตรการ ลด เลิกใช้พลาสติก ณ ขั้นตอนการบริโภค โดยขับเคลื่อนการลด เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
  3. มาตรการจัดการขยะพลาสติกหลังการบริโภค โดยจะมีการส่งเสริม สนับสนุนการนำขยะพลาสติกเข้าสู่การนำกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์

ส่องประเทศเพื่อนบ้าน มาเลเซีย กับ โรดแมป แอนตี้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว

เมื่อหันไปพิจารณาบริบทด้านการจัดการขยะพลาสติกของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย ก็พบว่ามีการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อแทนที่พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียว โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและกำจัดมลภาวะจากพลาสติกในประเทศมาเลเซีย ที่เรียกว่า Roadmap Towards Zero Single-Use Plastics 2018-2030

และตั้งแต่ปี 2562 นี้เป็นต้นไป ร้านค้าในมาเลเซียจะมีการเก็บค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ถุงพลาสติก และหลอดดูดน้ำโดยทางร้านค้าจะให้ผู้บริโภคเฉพาะเมื่อมีการร้องขอเท่านั้น และหลังจากนั้นในเฟส 2 จะกระจายการใช้ถุงชีวภาพให้ทั่วทั้งประเทศและหารือกับประเทศใกล้เคียงเรื่องเศษขยะพลาสติกในทะเล สุดท้ายในเฟส 3 จะกำจัดพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวให้หมดไปด้วยการเพิ่มการผลิตสินค้าที่ย่อยสลายได้มาทดแทน

มาตรการที่กล่าวมานี้ นับว่าส่งผลต่อผู้ประกอบการชาวมาเลเซียไม่น้อย เพราะถ้าพวกเขาไม่เตรียมตัวอาจส่งผลกระทบได้ ทั้งต้นทุนของผู้ประกอบการในธุรกิจขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีแนวโน้มงานได้เทียบเคียงวัสดุเดิมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น เช่น ต้นทุนการผลิตหลอดพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้เองจะสูงกว่าต้นทุนหลอดพลาสติกแบบดั้งเดิมอยู่ราว 1 เท่า

แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฎการณ์นี้ ทางภาคธุรกิจของประเทศมาเลเซียก็มองว่าการห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือ single-use plastic สามารถนำมาปรับใช้สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้เช่นกัน อาทิ ธุรกิจการรีไซเคิล การผลิตพลาสติกชีวภาพ


โอกาสทางธุรกิจเกิด เมื่อดีมานด์หลอดกระดาษ ขยับเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ด้วยข่าวอัปเดตที่ระบุว่า ที่ประชุมสภายุโรปได้ลงมติเห็นชอบมาตรการด้านกฎหมายที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอ เพื่อรับมือกับปัญหาปริมาณขยะทะเลที่มาจาก ขยะพลาสติก ประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง 10 ประเภท ไม่เพียงทำให้ เทรนด์ธุรกิจรักษ์โลก เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเท่านั้น แต่ยังทำให้ร้านอาหารและร้านกาแฟจำนวนมากต้องปรับเปลี่ยนและปรับตัว เพื่อทำตามเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการหาวัสดุแทนที่การใช้งานหลอดพลาสติก ซึ่งทำให้ดีมานด์หลอดกระดาษเพิ่มขึ้นด้วยอย่างเห็นได้ชัด

โดยรายงานล่าสุดจาก Transparency Market Research ระบุว่าความต้องการหลอดกระดาษจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมีมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2019 และจะเติบโตที่ 13.8% ต่อปี ไปเรื่อยๆในช่วงระหว่างปี 2019-2027 ซึ่งแม้ว่าตลาดหลอดพลาสติกจะยังไม่ได้รับผลกระทบจนยอดซื้อลดลงฮวบฮาบ แต่มาตรการภาครัฐที่แบนการใช้หลอดพลาสติกนั้นจะทำให้เกิดความต้องการหลอดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมหลอดกระดาษอย่างเด่นชัด

ขณะที่หลอดพลาสติกได้ถูกสั่งห้ามใช้ด้วยกฎหมายในหลายเมืองในสหรัฐอเมริกา อาทิ เมืองซานฟรานซิสโกและเมืองซีแอตเทิล โดยในรัฐแคลิฟอร์เนียได้กำหนดให้ร้านอาหารไม่ให้หลอดพลาสติกแก่ลูกค้าโดยอัตโนมัติ แต่จะต้องให้ลูกค้าเป็นผู้ร้องขอ หรือต้องใช้หลอดชนิดอื่นที่ไม่ใช่พลาสติก ซึ่งนี่เป็นมาตรการที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในข้อเท็จจริงที่ค้นพบว่า ที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกานั้มีการทิ้งหลอดพลาสติกกว่า 500 ล้านหลอดต่อวัน

แต่อย่างไรก็ตาม ในบทความที่เผยแพร่โดย สถาบันพลาสติก (http://plastic.oie.go.th) ก็ยังได้ให้ข้อแนะนำในประเด็นนี้ไว้ว่าผู้ประกอบการควรใส่ใจและรอบคอบ เพราะปัจจุบันเทรนด์การให้บรรจุภัณฑ์กระดาษหรือผลิตภัณฑ์กระดาษกับพลาสติกยังเป็นที่กังขาในหลายประเด็น อาทิ

รายงานการศึกษาหลายฉบับพบว่าหลอดกระดาษนั้นไม่ได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเสมอไป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อตลาดได้ในอนาคตเมื่อมีความเข้าใจที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยข้อดีของหลอดกระดาษ คือ การนำไปรีไซเคิลได้ และกระบวนการผลิตหลอดกระดาษจากกระดาษรีไซเคิลนั้นใช้น้ำในการผลิตน้อยกว่าหลอดที่ผลิตจากเยื่อไม้โดยตรง แต่ในส่วนของข้อเสีย ก็ยังพบว่าการผลิตหลอดกระดาษรีไซเคิลต้องใช้คลอรีนในการฟอกสีกระดาษ ซึ่งเมื่อนำไปใช้ อาจทำให้เกิดสารตกค้างในร่างกายผู้บริโภคและทำให้เครื่องดื่มมีรสชาติไม่ดีได้

ในการผลิตหลอดกระดาษ ยังต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่าหลอดพลาสติก รวมถึงยังต้องใช้สารเติมแต่งหลายตัวที่จำเป็นสำหรับการทำให้หลอดกระดาษมีความแข็งแรงมากพอ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจกลายมาเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจหลอดกระดาษได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก็มีผู้ผลิตใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้และเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมแล้ว เช่น การผลิตหลอดจากสาหร่ายทะเล ที่ใช้งานได้ดีกว่าหลอดกระดาษเพราะจะไม่เปื่อยง่ายเท่า นอกจากนี้ หลอดสาหร่ายทะเลยังให้ความรู้สึกเหมือนการใช้หลอดพลาสติก ไม่มีรสชาติเค็มของสาหร่ายทะเลมาเจือปน


ถึงเวลาแจ้งเกิด ‘ตลาดพลาสติกชีวภาพ’ ที่จะขยายตัวแรงทั่วโลก

เมื่อกระแสความต้องการพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ง่ายกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก ยืนยันได้ด้วยรายงานอัปเดตล่าสุดจาก Market Analyst ที่ได้รายงานว่าตลาดของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพจะเติบโตจนมีมูลค่ากว่า 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2023 จากที่ในปี 2018 มีมูลค่าอยู่ที่ 2,960 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้น

โดยพลาสติกชีวภาพในที่นี้ หมายถึง พลาสติกที่ผลิตด้วยวัตถุดิบจากพืช เช่น อ้อย มัน แป้งข้าวโพด และอื่นๆ เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งพลาสติกชีวภาพช่วยลดการใช้ปิโตรเลียมและเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เพราะได้ชื่อว่าผลิตจากเป็นวัสดุอินทรีย์

ทั้งนี้ ปัจจัยที่แท้จริง ซึ่งช่วยเสริมให้ตลาดพลาสติกชีวภาพเติบโต คือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การมีแหล่งวัตถุดิบที่เพียงพอ หาได้ไม่ยาก และนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้พลาสติกชีวภาพ ซึ่งการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลต่อการเติบโตของตลาดนี้อย่างชัดเจน

และข่าวดี คือ ที่ผ่านมามีนักวิจัยไทยไม่น้อย ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับพลาสติกชีวภาพจากวัตถุดิบชีวมวลทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นมูลค่าต่ำ นำไปใช้เป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพได้ และเมื่อเทียบแล้วมีคุณภาพพอๆกับเม็ดพลาสติกชีวภาพที่นำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังมีหน่วยงานเอกชนนำมาต่อยอดและทำการตลาดในต่างประเทศ จนทำให้เกิดตลาดส่งออกในต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม


ในบทความเรื่อง เกาะกระแสการแอนตี้พลาสติกและโอกาสของ SMEs ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ bangkokbanksme.com (6 พฤษภาคม 2019) ได้สรุปข้อเสนอแนะสำหรับ SMEs เพื่อนำไปปรับใช้ขยายธูรกิจ ตาม เทรนด์ธุรกิจรักษ์โลกว่า กระแสแอนตี้พลาสติก และการส่งเสริมพลาสติกชีวภาพ วัสดุผลิตบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือวัสดุอย่างอื่นที่ย่อยสลายได้ง่ายและเป็นมิตรต่อโลก จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากมาตรการทางการค้าของหลายๆประเทศในยุโรปที่มีการกีดกันผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลาสติกแบบไม่ย่อยสลายอย่างชัดเจน เป็นที่มาให้สถานประกอบการต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เป็นไปตามกระแสของสังคมโลก

นี่จึงเป็นโอกาส สำหรับผู้ประกอบการ SMEsที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ เพราะมาตามเทรนด์รักษ์โลกนี้รับรองไม่ผิดทางแน่นอน


ที่มา : เรียบเรียงจาก บทความเรื่อง “เกาะกระแสการแอนตี้พลาสติกและโอกาสของ SMEs” เผยแพร่ในเว็บไซต์ bangkokbanksme.com (6 พฤษภาคม 2019)  (อ้างอิง : สถาบันพลาสติก  http://plastic.oie.go.th)


ไอเดียดีๆเกาะกระแสรักษ์โลก สามารถนำมาปรับใช้สร้างธุรกิจใหม่ๆได้อีกมากมาย

แผนปั้น ‘สมาร์ทซิตี้’ ของประเทศเป็นอย่างไร เราจะได้มีชีวิตดีๆ ที่ลงตัวยิ่งขึ้น

‘AI for Earth’ โครงการโดนใจ เพราะนำเทคโนโลยี AI & Cloud มาช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ

เพื่อ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ รู้ไหมว่าสังคมโลกกำลังทำอะไรเพื่อ ‘อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร’ ?