หากคาดการณ์ตามรายงานข่าวล่าสุด ปี 2562 นี้ ภัยแล้งจะมาเร็วและยาวนานกว่าทุกปี แหล่งน้ำในบางพื้นที่อาจต้องเจอกับวิกฤตระดับน้ำที่ลดลงต่ำกว่าครึ่ง เกษตรกรจึงเป็นอาชีพที่จะได้รับผลกระทบจากรายงานข่าวนี้มากที่สุด เพราะ ‘น้ำ’ เป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตร จะมีมากหรือมีน้อยก็ส่งผลโดยตรงต่อการทำเกษตรกรรมทั้งสิ้น ดังนั้น การ ‘บริหารจัดการน้ำ’ ที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นวิธีการรับมือกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำครั้งนี้ที่ดีที่สุด

โดยวิธีที่เกษตรกรแต่ละคนนำมาปรับใช้เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับการทำเกษตรของตนก็แตกต่างกันไป ซึ่งสำหรับ มานิตย์ แทนเพชร เกษตรกรตัวจริงชาวสุพรรณบุรี ที่ทำอาชีพปลูกข้าวมาตลอด โดยกว่าครึ่งชีวิต เขาพึ่งพาเกษตรเคมี ใช้ปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมนบำรุง กระทั่ง มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ พ่อมานิตย์ ตัดสินใจเสี่ยง เปลี่ยนระบบการทำเกษตรกรรมของตนเองมาเป็นการเพาะปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์แบบเต็มตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ที่พ่อมานิตย์ตั้งใจนำมาแชร์ให้ทุกคนฟัง


อัปเดต สถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2562 เพื่อวางแผน บริหารจัดการน้ำ แบบไม่ตื่นตระหนก

ก่อนจะไปฟังประสบการณ์จริงจากพ่อมานิตย์ ผู้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ ปี 2561 ที่ว่ากันว่าจะยาวนานและทวีความรุนแรงกว่าปีก่อนๆ แน่นอน ด้วยผลกระทบของภาวะโลกร้อนและ Climate Change ที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

“ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยา ประเมินว่าฤดูร้อนมาเร็วและนานกว่าทุกปี ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 3 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และตราด ณ วันที่ 26 มีนาคม 2562”

“ขณะที่น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาตร 44,759 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 63% เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 21,217 ล้าน ลบ.ม. หรือ 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน พบว่า มีปริมาตรน้ำในอ่างน้อยกว่า 3,721 ล้าน ลบ.ม. โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่ง จาก 35 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่า 30% ได้แก่ เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี, เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น, เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี”

นอกจากนั้น นักวิชาการยังคาดการณ์ว่าภัยแล้งปีนี้ จะกินเวลายาวนานกว่าปี 2557-2558 เพราะสภาพอากาศปีนี้ได้รับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ ซึ่งกรมชลประทานยืนยันปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ มีน้ำใช้การได้ 24,095 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีเพียงพอใช้ได้ถึงเดือน พ.ค. และสำรองไว้ต้นฤดูฝนบางส่วนเท่านั้น

จากรายงานข่าวนี้ ทำให้รู้ว่า ถึงเวลาที่เกษตรกรไทยต้องเตรียมการรับมือกับภัยแล้งประจำปีนี้อีกแล้ว โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ระบุหลากหลายวิธีในการสู้กับภัยแล้ว เช่น ให้งดทำนาปรัง-ปลูกพืชใช้น้ำน้อย โดยแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยในช่วงหน้าแล้ง รวมถึงจูงใจให้เปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 9 แสนไร่ แทนการทำนา เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณที่ลดลงมาก


เมื่อเกษตรอินทรีย์ มาเจอกับระบบ ‘บริหารจัดการน้ำ’ ดี ผสานเทคโนโลยีแห่งยุค ความกินดีอยู่ดีคือผลลัพธ์

มาถึงเรื่องราวการทำเกษตรในมุมมองของ พ่อมานิตย์ ที่ยืนยันชัดเจนว่า “สำหรับอาชีพเกษตรกร ‘น้ำ’ เป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก ส่วน ‘ดิน’ สำคัญเป็นลำดับถัดมา”

“ถ้าน้ำมีมากไปพืชพันธุ์ก็เสียหาย แต่หากน้อยไปพืชพันธุ์ก็เหี่ยวเฉา เมื่อไม่มีน้ำก็เท่ากับการเกษตรหยุดนิ่ง ส่วนดินถ้าไม่ดีปลูกอะไรผลผลิตที่ได้ก็จะไม่งาม ซึ่งไร่ของผมมันเป็นพื้นที่ลุ่ม พอหน้าฝนก็เสี่ยงโดนน้ำท่วม พอถึงฤดูร้อนก็เสี่ยงกับภาวะแล้ง ทำให้ที่ผ่านมาเกือบทุกปีเมื่อเกิดภัยแล้ง การทำเกษตรก็หยุดชะงักและสูญเงินไปถึงไร่ละ 3,500 – 4,000 บาท เมื่อคำนวณเข้ากับเนื้อที่ทำเกษตรทั้งหมด 17 ไร่ ก็เท่ากับจำนวนเงินก้อนใหญ่ไม่น้อยเลย ซึ่งตอนนั้น เรายังทำเกษตรด้วยระบบเดิม พึ่งพาสารเคมี ก็ต้องมีค่ายา ค่าปุ๋ย ค่าฮอร์โมนต่างๆ อีก”

พ่อมานิตย์ ถ่ายทอดเรื่องราวการทำเกษตรของตนแต่ก่อน ที่ทำนาปลูกข้าวอย่างเดียวในพื้นที่ 17 ไร่ จนกระทั่งเมื่อปี 2558 ทางการห้ามปลูกข้าวนาปรังเนื่องจากเกิดปัญหาน้ำแล้ง ไม่มีน้ำเพียงพอให้เกษตรกรทำนาจึงต้องดิ้นรนคิดหาหนทางใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มี

จนได้มาพบและพูดคุยกับ ปัญญา ใคร่ครวญ ผู้นำกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ทุ่งทองยั่งยืน และเจ้าหน้าที่จากเลมอนฟาร์ม และเกิดแรงบันดาลใจ อยากเปลี่ยนมาทำเกษตรด้วยระบบอินทรีย์ โดยเริ่มต้นจากการกันพื้นที่ 20 ตารางเมตร จากทั้งหมด 17 ไร่ เพื่อจัดสรรให้เป็นแปลงปลูกผักสลัดระยะทดลองก่อน

ครั้นเมื่อเห็นว่าการทดลองไปได้ดี ‘ผักสลัด’ จึงกลายมาเป็นผลผลิตหลักของพ่อมานิตย์ ที่นำมาจัดส่งออเดอร์ให้กับร้านค้าเลมอนฟาร์ม ไปถึงมือผู้บริโภคในเมืองใหญ่อาทิตย์ละ 40 กิโลกรัม ได้ผลตอบแทนกิโลกรัมละ 96 บาท จากเมื่อก่อนที่ปลูกข้าวเต็มพื้นที่ 17 ไร่ ก็ลดข้าวเหลือแค่ 2 ไร่ แล้วเปลี่ยนเป็นการปลูกผักแปลงผลไม้ 9 ไร่ ที่เหลือก็เป็นการทำเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งทำให้พ่อมานิตย์ได้ผลผลิตที่หลากหลาย ทั้งข้าวอินทรีย์ ผักคะน้า ผักกาดขาวปลี มะม่วง กล้วย บ่อเลี้ยงปลาอินทรีย์ เลี้ยงไก่ไข่ มีโรงปุ๋ย และโรงเลี้ยงแพะด้วย

“เทียบกับตอนทำนาอย่างเดียว ผมมีรายได้เฉลี่ยแค่วันละ 20 บาท ต่อไร่ จากการปลูกข้าวปีละครั้ง แต่เมื่อมาทำเกษตรอินทรีย์ ส่งออเดอร์ให้กับร้านเลมอนฟาร์ม กลับมีรายได้เฉลี่ยวันละ 166 บาท ต่อไร่”

นอกจากผลผลิตที่จับต้องได้แล้ว ผลดีที่สุดที่เกิดกับพ่อมานิตย์ คือ การได้รับสุขภาพที่ดีกลับคืนมา เปลี่ยนจากเกษตรกรที่ทำงานและอาบสารเคมีจนร่างกายย่ำแย่ให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

และเมื่อถามถึงข่าวเรื่องภัยแล้งที่ออกมาล่าสุดในปีนี้ พ่อมานิตย์ตอบว่ารอยยิ้มว่า “ต้องเตรียมพร้อมให้ได้มากที่สุด ด้วยการทำบ่อเก็บน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้สำหรับทำการเกษตรภายในระยะเวลา 2 เดือน ทำคันล้อมเพื่อกั้นน้ำไม่ให้ท่วม และขุดยกร่องก็ช่วยเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้งได้เป็นอย่างดี”

จากประสบการณ์ตรงของเกษตรกรตัวจริง ที่ปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์พร้อมปรับใช้วิธีการ ‘บริหารจัดการน้ำ’ ด้วยภูมิปัญญา มาถึงการแนะนำเทคโนโลยีการเกษตร ที่ปรับเอาเทคโนโลยีแห่งยุคมาปรับใช้เพื่อสร้างตัวช่วยให้การทำเกษตรยุคนี้ง่ายและสะดวกแถมยังช่วยในการประหยัดน้ำได้ด้วย

โดยการนำภูมิปัญญาการทำเกษตรแบบวิถีอินทรีย์ มาปรับใช้ร่วมกับเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะอย่างเหมาะสมนี้เอง ที่จะมาช่วยการันตีว่า ถ้าเกษตรกรคนไหนทำได้ อีกกี่ภัยแล้งก็สู้ไหว และตัวอย่างเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ ที่เราอยากหยิบยกมาแนะนำเพื่อให้เห็นภาพว่าเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเกษตรได้จริง คือ

  • แอปพลิเคชันอัจฉริยะ ควบคุมน้ำ อุณหภูมิ และความชื้น

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์ “สมาร์ทฟาร์มคิท (Smart Farm Kit)” ระบบควบคุมการรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ ที่สามารถบริหารจัดการระบบการใช้น้ำที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า

โดยแอปฯนี้จะมีระบบตั้งเวลาเปิด-ปิดน้ำ ที่สามารถสั่งตั้งเวลาเปิด-ปิด ปั๊มน้ำ ได้ตามความต้องการของชนิดพืช ระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาพอากาศ ที่ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นว่าหากต่ำกว่าที่กำหนด ระบบก็จะสั่งรดน้ำโดยอัตโนมัติ และระบบสั่งการและแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทโฟน ที่ช่วยส่งข้อความแจ้งเตือน พร้อมแสดงผลสภาพอากาศบริเวณพื้นที่แปลงเกษตรผ่านระบบสมาร์ทโฟนของเกษตรกร ได้ด้วย

  • แพลตฟอร์มโครงข่ายการจัดการน้ำอัจฉริยะ หรือ Smart Water Grid

ระบบสารสนเทศข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ ที่นำระบบไอที มาผสานกับระบบเซ็นเซอร์ จนทำให้เกิดอุปกรณ์จ่ายน้ำระบบน้ำประปาอื่น รวมถึงเทคโนโลยีสมาร์ทปั๊ม เพื่อติดตาม ตรวจสอบ คุณภาพปริมาณน้ำในโครงข่ายแบบเรียลไทม์ โดยแสดงผลในแบบแดชบอร์ด ตอนนี้ แพลตฟอร์มอัจฉริยะนี้ถูกนำไปใช้ในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม โดยในภาคเกษตรและการผลิตอาหาร สามารถช่วยสร้างโครงข่ายระบบน้ำอัจฉริยะ ระบบชลประทานขนาดเล็ก และระบบน้ำหยด ช่วยให้เกษตรกรจัดการน้ำใช้เพื่อการทำเกษตรได้อย่างเพียงพอ ลดความเครียดของพืช ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ที่มา : รายงานข่าว เรื่อง “เมื่อ ‘น้ำ’ เปลี่ยนเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์” เรื่องโดย ดนยา สุเวทเวทิน ภาพโดย ณัฐพร ชุ่มลือ Team Content เว็บไซต์ สสส. ( 21 มีนาคม 2562)


มาอัปเดตกันต่อกับ เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มผลผลิต ทำชีวิตเกษตรกรให้ง่ายขึ้น

ส่อง ‘เทรนด์เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ’ ทั่วโลก พร้อมแนวทางปรับใช้ พัฒนาการเกษตรไทยยุคดิจิทัล

ปฏิวัติ ‘สิงคโปร์’ ด้วยเทคโนโลยีการเกษตร เนรมิตนิคมเกษตร-อาหาร เลี้ยงคนทั้งเกาะ ลดการนำเข้าอาหาร

3 มาตรการ 1 เครื่องมือ พิชิตภารกิจเปลี่ยนผ่าน ‘เกษตรกรรมไทย’ สู่ ‘เกษตรยั่งยืน’

Previous articleใครช่างคิด ประดิษฐ์ ‘Hard Disk’ นวัตกรรมฐานราก วงการ ICT โลก
Next article‘หลักสูตรเอไอ’ ทางเลือกการศึกษามาแรง ของคนวัยดิจิทัล ไมโครซอฟท์ ย้ำ ไทย ตลาดลงทุนใหญ่ ต้องการกำลังคนดิจิทัลอีกมหาศาล
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์