นอกจากการติดตามนโยบายการขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่อยู่ในความสนใจของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ดูเหมือนว่า ความกังวลในเรื่องมาตรการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่คาดว่าจะมาลงทุนในอีอีซี ก็เป็นอีกเรื่องที่ทุกฝ่ายซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ รวมถึงคนทั่วไปแสดงความเป็นห่วงว่า ประเทศไทยจะมีการวางแผนบริหารจัดการในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อสร้างอีอีซีให้เป็น ‘เมืองอุตสาหกรรมปลอดมลพิษ’


ตั้งศูนย์วิเคราะห์มลพิษฯ ภูมิภาคตะวันออก หน่วยงานหลักที่สร้างอีอีซีเป็น ‘เมืองอุตสาหกรรมปลอดมลพิษ’

เพื่อคลายความกังวลข้างต้น กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐหลักที่รับผิดชอบในการวางมาตรการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบการของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี ออกมาแถลงข่าวครั้งสำคัญถึงแนวคิดที่จะนำมาใช้วางแผนจัดการกับมลพิษทุกด้านที่อาจเกิดจากภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก โดย นายศุภกิจ บุญศิริ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า

“กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการป้องกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นได้ในเขตอีอีซี ซึ่งหลังจากที่อีอีซีเดินหน้าได้เต็มรูปแบบจะมีโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 10 กลุ่ม มาตั้งและขยายโรงงานอีกมาก ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการรับมือกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว”

“แผนงานหลักที่วางไว้ คือ จะขยายศูนย์ภูมิภาคของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ จ.ชลบุรี ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์ฝึกอบรมการลดมลพิษโรงงานอยู่แล้ว โดยจะยกระดับให้เป็น ‘ศูนย์วิเคราะห์มลพิษและความปลอดภัยภูมิภาคตะวันออก’ และขยายบทบาทออกไปกำกับดูแลด้านมลพิษในอีอีซี โดยมีบทบาทในการประสานงานกับโรงงานในพื้นที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับมลพิษที่ปล่องโรงงาน ซึ่งจะเน้นไปยังกลุ่มโรงงานที่มีมลพิษสูงเป็นหลัก เช่น ปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน”

นอกจากนั้น รองอธิบดี กรอ. ยังได้ให้ข้อเท็จจริงที่ตรวจพบว่า มีท่อระบายน้ำเสียของโรงงานที่ปล่อยน้ำทิ้งมากกว่า 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เช่น โรงงานแปรรูปอาหาร โดยจะนำเซ็นเซอร์ตรวจจับมลพิษไปติดตั้งด้วย ซึ่งจะเป็นระบบตรวจจับมลพิษอัจฉริยะแบบเรียลไทม์ที่จะส่งผลการตรวจจับมาที่ศูนย์วิเคราะห์มลพิษฯ ภูมิภาคตะวันออก จ.ชลบุรี ซึ่งเชื่อมข้อมูลไปที่กรุงเทพฯ ทันที จึงสามารถแก้ไขปัญหามลพิษได้อย่างรวดเร็ว

โดยในปี 2562 นี้ จะหารือวางแผนในรายละเอียดและงบประมาณของการตั้งศูนย์วิเคราะห์มลพิษฯ ภูมิภาคตะวันออก จ.ชลบุรี และคาดว่าปี 2563 จะตั้งศูนย์ฯ นี้ได้แน่นอน

เมื่อถามว่าตอนนี้มีการติดตั้ง ระบบตรวจจับมลพิษอัจฉริยะ ทั่วประเทศและในพื้นที่เป้าหมายอย่าง อีอีซี ไปมากน้อยเท่าใดแล้ว รองอธิบดี กรอ.ตอบคำถามนี้ด้วยการอัปเดตว่า

“ปัจจุบันโรงงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศที่มีปล่องระบายอากาศเสีย 600 โรง มีโรงงานที่ติดเซ็นเซอร์ที่ปลายปล่องแล้ว 60 โรง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อีอีซี โดยผู้ประกอบการต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายติดตั้งเซ็นเซอร์ในโรงงาน ส่วนรัฐจะเป็นผู้ลงทุนวางระบบเชื่อมโยงเพื่อประมวลผลข้อมูล จากนี้ไป กระทรวงอุตสาหกรรมจะรณรงค์ให้โรงงานทั้ง 600 แห่ง ติดตั้งเซ็นเซอร์ให้ครบ โดยจะหารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อออกมาตรการสิทธิประโยชน์ให้โรงงานที่เข้าร่วม”


ขยายความร่วมมือ โฟกัสไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งมี ‘ความเสี่ยงที่จะปล่อยมลพิษสูง’ ก่อน

นอกจากนี้ เพื่อขยายมาตรการควบคุมมลพิษในภาคอุตสาหกรรมไปให้ครอบคลุมในบางภาคอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยด้านการจัดการมลพิษที่ชัดเจน กรอ. จึงร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประเมินความเสี่ยงในทุกอุตสาหกรรมเป้าหมายขึ้น

โดยในช่วงแรก ทั้ง 2 หน่วยงานเห็นตรงกันว่า ต้องโฟกัสไปที่ ‘อุตสาหกรรมชีวภาพ’ ก่อน เพราะตระหนักว่าถ้าภาคอุตสาหกรรมนี้ไม่มีการวางมาตรการด้านความปลอดภัยเรื่องการควบคุมมลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิต อาจก่อให้เกิดกากอุตสาหกรรมหรือขยะอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบในวงกว้างได้

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2562 จะสามารถออกมาตรการป้องกันความเสี่ยงในอุตสาหกรรมชีวภาพ รวมถึงแนวทางการดำเนินการ วิธีการแก้ไข และการออกกฎหมายบังคับที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงอันอาจจะเกิดจากอุตสาหกรรมชีวภาพได้อย่างครบวงจร โดยคุณศุภกิจ ให้ข้อมูลในเรื่องนี้เพิ่มว่า

“ปีนี้ทาง กรอ. จะได้ร่วมกับ สวทช. เตรียมความพร้อม องค์ความรู้ เจ้าหน้าที่ตรวจโรงงาน รวมทั้งนำกฎหมายที่ข้องกับอุตสาหกรรมชีวภาพของต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย และเตรียมรับมือผลกระทบจากอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยล่าสุด ต้องยอมรับว่า มีผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นประสานเข้ามาว่า จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานใยสังเคราะห์ระดับนาโนที่มาจากผลผลิตการตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งทางผู้ประกอบการญี่ปุ่นรายนี้ก็ให้ข้อมูลว่า ในประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพโดยเฉพาะ ขณะที่ในไทยยังไม่มีกฎหมายด้านนี้ ดังนั้น การออกกฎหมายด้านนี้มารองรับจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทางประเทศไทยจะต้องเร่งบัญญัติกฎหมายด้านนี้มาบังคับใช้ให้ได้ในอนาคตอันใกล้นี้”


เปิดมาตรการคุมเข้ม ‘ขยะโรงงาน’ มุ่งไปที่ 3 กลุ่มโรงงาน ในพื้นที่อีอีซี

ด้าน นายบรรจง สุกรีฑา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมอีกท่านหนึ่ง กล่าวถึงมาตรการจัดการกับขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมว่า เป็นอีกหนึ่งมลพิษที่หากไม่วางมาตรการควบคุมอย่างรัดกุม อาจทำให้เกิดอันตรายในระยะยาวได้

“กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการรองรับขยะอุตสาหกรรมในอีอีซี ซึ่งจะเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น โดยมุ่งไปที่โรงงาน 3 ประเภท คือ หนึ่ง โรงงานประเภท 101 ได้แก่ โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม สอง โรงงานประเภท 105 ได้แก่ โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และ สาม โรงงานประเภท 106 ได้แก่ โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้ว หรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม”

และเหตุผลที่ต้องมีการควบคุมปริมาณขยะโรงงานจาก 3 กลุ่มโรงงานนี้ ก็เพราะต่อจากนี้ไป ในพื้นที่นี้จะมีความหนาแน่นของโรงงานทั้ง 3 ประเภทนี้ เพิ่มมากขึ้นแน่นอน

“จากข้อมูลล่าสุด เราพบว่า จ.ฉะเชิงเทรามีการขยายตัวของโรงงานประเภท 101, 105 และ 106 มากที่สุด เทียบกับก่อนหน้าซึ่งยังมีอุตสาหกรรมเหล่านี้ในพื้นที่ไม่มาก แต่หลังจากประกาศเป็นพื้นที่อีอีซี ก็มีโรงงานเข้าไปตั้งฐานการผลิตเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ จึงต้องเพิ่มความเข้มงวดใน 3 จังหวัดอีอีซี เพราะจะมีโรงงานเข้ามาตั้งฐานการผลิตอีกมาก”


ออก 2 กฎเหล็ก จัดการรถขนขยะอุตสาหกรรม

จากนี้และต่อไป กรอ.เน้นย้ำว่า จะมีการคุมเข้มรถขนขยะอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด ด้วยกฎเหล็ก 2 ข้อได้แก่

  1. รถบรรทุกกากอุตสาหกรรมที่อยู่ในระบบกว่า 1,000 คัน จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยติดตั้งระบบจีพีเอสที่รถบรรทุกทุกคัน เพื่อติดตามการขนกากตั้งแต่โรงงานที่มีกากไปจนถึงโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามตลอดเส้นทาง หากจอดนิ่งเกิน 1 ชั่วโมง หรือออกนอกเส้นทางระบบจะแจ้งเตือนทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่จะโทรศัพท์ตรวจสอบและประสานอุตสาหกรรมจังหวัดติดตาม เพื่อป้องกันกากอุตสาหกรรมรั่วไหลไปสู่พื้นที่สาธารณะ
  2. เจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลวิเคราะห์โรงงานที่มีความเสี่ยง เช่น โรงงานที่มีข้อร้องเรียนซ้ำซากเกิน 2 ครั้งต่อปี จะเข้าไปดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมให้อยู่ในมาตรฐานที่กำหนด รวมทั้งจะให้โรงงานส่งรายงานการครอบครองกากและเศษวัสดุอุตสาหกรรมอย่างละเอียดทุกปี โดยจะตรวจสอบว่าตรงกับที่ขออนุญาตทุกเดือนหรือไม่ หากรายงานไม่ตรงกันหรือไม่ส่งรายงานก็จะมีบทลงโทษชัดเจน

และเพื่อเสริมให้ 2 กฎเหล็กนี้ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณบรรจงเน้นย้ำว่า ทาง กรอ.ปรับเอาเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างเอไอ เข้ามาใช้ในการตรวจสอบครั้งนี้ด้วย

“หากโรงงานทั้ง 3 ประเภท ทำได้ตามมาตรฐานและพัฒนาได้ตามเกณฑ์ ก็จะถูกป้อนรายชื่อเข้าสู่ระบบเอไอ เพื่อให้ความสะดวกในการประกอบกิจการ ออกใบอนุญาตผ่านทางระบบอัตโนมัติได้ทันที ขณะเดียวกัน หากตรวจพบโรงงานที่ไม่อยู่ในมาตรฐานหรือไม่พัฒนาตัวเอง จะต้องขอใบอนุญาตขนส่งกากอุตสาหกรรมในแต่ละครั้งผ่านระบบออนไลน์ตามกรอบระยะเวลาปกติ เพื่อกระตุ้นให้โรงงานเหล่านี้มีมาตรฐานการดำเนินงานที่สูงขึ้น”

ปัจจุบัน มีผู้ผ่านมาตรฐานเข้าสู่ระบบนี้ 30-40 ราย ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะพยายามให้โรงงานทั้ง 3 ประเภท ในอีอีซี 719 ราย เข้าสู่มาตรฐานระดับสูง


เมื่อฟังมาตรการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและแผนจัดการมลพิษที่อาจเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซีแล้ว ก็เบาใจได้ระดับหนึ่งว่า หากทุกมาตรการ ทุกการวางแผน และการใช้เทคโนโลยีที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ นำไปปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้มงวดอย่างที่รายงานข่าว พวกเราในฐานะประชาชนชาวไทยก็คงคลายกังวลได้ว่า ที่สุดแล้ว อีอีซี จะพัฒนาเป็น ‘เมืองอุตสาหกรรมปลอดมลพิษ’ ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกได้ไม่ยาก


ที่มา : เรียบเรียงจากรายงานข่าวเรื่อง “อุตฯเข้มแผนคุมมลพิษอีอีซี” เผยแพร่ในเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 15 พฤษภาคม 2562


ร่วมเรียนรู้ สร้างอนาคตไปด้วยกัน กับภารกิจขับเคลื่อน อีอีซี ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

‘รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน’ ขับเคลื่อนดีมานด์อสังหาริมทรัพย์ ส่ง 3 พื้นที่ ‘ศรีราชา แปดริ้ว ระยอง’ บูม

EEC HDC กับภารกิจปั้นบุคลากร 500,000 ตำแหน่ง ‘ดิจิทัล หุ่นยนต์ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์’ มาแรง!!!

ฟัง ‘อาทร ช่วยณรงค์’ กำนัน ต.บางพระ จ.ฉะเชิงเทรา บอกเล่าภารกิจใช้พลังประชาคมท้องถิ่น สร้างชุมชนตอบรับ ‘สมาร์ทซิตี้ ฉะเชิงเทรา’