ในยุคนี้ใครก็พูดถึงการดิสรัปต์ชั่น ครีเอทีฟ และสตาร์ทอัพ ตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้แนวคิด วิถีชิวิตต้องเปลี่ยนตาม รวมถึงระบบการศึกษารูปแบบเดิมที่ต้องพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่


นำมาสู่นโยบายการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว.’ ที่ถือเป็นกระทรวงใหม่ป้ายแดงของไทย ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2561

สาระสำคัญของการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาฯคือ การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่กับการพัฒนาคนที่มีคุณภาพ เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ เตรียมความพร้อมเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ด้วยเป้าหมายสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจไทย ให้เป็นเศรษฐกิจที่สร้างนวัตกรรมและต่อยอดเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ ลดการนำเข้า สามารถพึ่งพาตนเองได้ จึงต้องยกระดับให้สถาบันอุดมศึกษามีมาตรฐานที่สามารถแข่งขันได้ และสามารถยกระดับรายได้ของประเทศให้เพิ่มขึ้น หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

ซึ่งจะเป็นไปตามนโยบายหรือไม่ ยังต้องจับตามอง!!


ชู 4 เหตุผลควบรวม วท.-สกอ.เป็นกระทรวงใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจในการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาฯ คือเป็นการควบรวมระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กับ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) โดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.วท. เคยแถลงข่าวเรื่องนี้ว่า หลังมีกระแสยุบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้เกิดความสับสน จึงขอชี้แจงว่า ไม่ใช่การยุบกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ แต่เป็นการควบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา และหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยของประเทศทั้งหมด อาทิ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งการควบรวมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และปฏิรูปประเทศไทยสู่ 4.0 โดยมีเหตุผลในการควบรวม 4 ข้อ คือ

  • 1. เพื่อเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งกระทรวงที่ตั้งขึ้นมาใหม่จะต้องตอบโจทย์อาชีพคนไทยในอนาคตได้
  • 2. เตรียมผู้ประกอบการสู่ศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี
  • 3. เตรียมเกษตรกรสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์
  • 4. ประเทศไทยกำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ จึงต้องพัฒนาทั้งกำลังคนและเทคโนโลยี

ขณะเดียวกันที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ ต้องการแยก สกอ.ออกจากกระทรวงอยู่แล้ว เพราะต้องการปรับสถานะของมหาวิทยาลัยให้มีบทบาทชัดเจนขึ้น ส่วนกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ บทบาทในการขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ หน่วยงานวิจัยของประเทศก็กระจัดกระจายและซ้ำซ้อน ดังนั้น รัฐบาลต้องการจัดองคาพยพใหม่ เพื่อตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0


สกอ.กับอิสระครั้งใหม่ในการบริหารจัดการ

หากยังจำกันได้ในปี 2546 ได้เกิดการปฏิรูประบบการศึกษาครั้งใหญ่ ด้วยการยุบ ทบวงมหาวิทยาลัย ไปรวมอยู่ภายใต้โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ในชื่อ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา หรือ สกอ. ท่ามกลางเสียงคัดค้านของนักวิชาการและประชาคมมหาวิทยาลัย โดยมองว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาและการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีปรัชญาและแนวคิดแตกต่างกัน หากนำไปรวมกันจะเป็นปัญหาต่อการพัฒนาระบบการเรียนการสอน แต่เสียงคัดค้านดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับ กระนั้นก็ตาม มีความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อขอแยก สกอ.ออกจากกระทรวงศึกษามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงานและการบริหารงบประมาณ ประกอบกับแนวทางการเรียนการสอน งานวิจัย และนวัตกรรมของไทยเริ่มถดถอย จากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก จนถูกประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซียและเวียดนามแซงหน้าไทยไปไกล กระทั่งมาถึงรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้หยิบเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา และมอบหมายให้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เดินหน้ายกร่าง พ...ระเบียบบริหารราชการกระทรวงอุดมศึกษา ซึ่งนอกจากจะแยก สกอ.ออกจากกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังควบรวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และหน่วยงานวิจัยต่างๆ จัดตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เพื่อให้การศึกษาในระดับอุดมศึกษาเดินคู่ไปกับงานวิจัยและพัฒนา เกิดเป็นนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศในยุค 4.0


โชว์ 4 กลุ่มงานขับเคลื่อนองค์กร

การวางกรอบแนวคิดเบื้องต้นของโครงสร้างกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ภายใต้ 4 กลุ่มงาน ประกอบไปด้วย

  • กลุ่มแรก กลุ่มงานนโยบายและวางแผน งบประมาณ ทุนวิจัย ทั้งทุนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ 
  • กลุ่มที่สอง กลุ่มสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย จะใช้รูปแบบคล้ายกับของสาธารณรัฐประชาชนจีน (Chinese Academy of Sciences) ในเรื่องงานวิจัย ดาวเทียม ดาราศาสตร์ นิวเคลียร์ ซินโครตรอน จะมีหน่วยงานอย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า ร่วมพัฒนาด้วย
  • กลุ่มที่สาม กลุ่มมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัย ทั้งวิจัยพื้นฐาน วิจัยสู่อนาคต และวิจัยประยุกต์ ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
  • กลุ่มที่สี่ คือ กลุ่มมหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่ คือมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาตามภูมิสังคมในแต่ละพื้นที่

ด้าน นพ.อุดม คชินทร อดีต รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาฯ จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศที่จะตอบโจทย์อนาคตของประเทศได้ และยังเป็นการปฏิรูประบบราชการอย่างแท้จริง


ปั้นบัณฑิตพันธุ์ใหม่ป้อนอุตสาหกรรมยุค 4.0

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวภายหลังการหารือเรื่องการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อพัฒนากำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ว่า จะใช้เวลาเท่าที่มีทำในสิ่งที่อยากทำ คือ สร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ ตนเคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภา จึงรู้ปัญหาของอุดมศึกษา ทั้งปัญหางานวิจัยและปัญหาต่างๆ ซึ่งต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้งานเดินหน้าและขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนาเด็กรุ่นใหม่นั้นไม่ง่ายเหมือนรุ่นเก่า เพราะทุกคนเรียนรู้ได้จากเทคโนโลยี ครูจึงต้องปรับตัว ใบปริญญาไม่ใช่สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ แต่ต้องการคนที่ทำงานได้ 

นโยบายเด่น ความมุ่งมั่นเกินร้อย แต่จะพลิกระบบการศึกษาไทยได้มากแค่ไหน เวลาคือเครื่องพิสูจน์!!!