สาลิกาคาบข่าว Vol.135/62

125

สมคิดชูอว.’

ปั้นบัณฑิตพันธุ์ใหม่

ป้อนอุตสาหกรรม

ในอีอีซีและธุรกิจยุค 4.0

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวภายหลังการหารือเรื่องการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อพัฒนากำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี โดยมี นพ.อุดม คชินทร สมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัด อว., ผู้บริหาร อว.และมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าร่วม ว่า ไม่คาดคิดว่าจะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ อว. แต่จะใช้เวลาเท่าที่มีทำในสิ่งที่อยากทำ คือสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อกำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ ตนเคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภา จึงรู้ปัญหาอุดมศึกษา ทั้งปัญหางานวิจัยและปัญหาต่างๆ ซึ่งต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้งานเดินหน้าและขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ไม่ง่ายเหมือนรุ่นเก่า เพราะเรียนรู้ได้จากเทคโนโลยี ครูจึงต้องปรับตัว ใบปริญญาไม่ใช่สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ แต่ต้องการคนที่ทำงานได้

ไฟเขียว 3 ธุรกิจบริการ

เปิดช่องต่างด้าวดำเนินการได้

โดยไม่ต้องขออนุญาต

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวง โดยกำหนดให้ธุรกิจบริการ 3 รายการไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือบอร์ดต่างด้าว ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทในเครือในกลุ่มในประเทศ 2.ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงาน พร้อมสาธารณูปโภคให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม 3.ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่มเฉพาะด้านบริหารจัดการ ด้านการตลาด ด้านทรัพยากรบุคคล และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ   โดยคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พิจารณาว่าเป็นธุรกิจที่ไม่กระทบต่อผู้ประกอบการไทยในเรื่องความพร้อมในการแข่งขัน เพราะเป็นการจำกัดการให้บริการเฉพาะแก่บริษัทในเครือในกลุ่ม และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินการ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจของหน่วยธุรกิจในระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกและเกิดความคล่องตัวในการประสานงานระหว่างกัน ทำให้การบริหารงานและการจัดการของบริษัทในเครือในกลุ่มมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

หนุนทูตพาณิชย์ทั่วโลก

คิดกลยุทธ์ดันส่งออก

ฝ่าวิกฤติการค้า

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกรณีเข้าหารือกับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ถึงสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ต่างฝ่ายตอบโต้กันด้วยการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าว่า  รองนายกฯสั่งการให้ประสานทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งสำรวจตลาด รวบรวมแนวโน้มการนำเข้าและส่งออกของแต่ละประเทศ ทำข้อมูลผลกระทบว่ามีอะไรบ้าง ผลเสียและผลดีเป็นอย่างไร รวมถึงให้แต่ละประเทศจัดทำแผนระยะสั้นและระยะยาวในการผลักดันการส่งออกรายประเทศไม่ให้ต่ำกว่าปีที่ผ่านๆมา โดยรองนายกฯจะเป็นประธานการประชุมและมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกปลายเดือนนี้ เพื่อผลักดันการส่งออกครึ่งหลังปี 2562 สำหรับแผนรับมือและผลักดันการส่งออกระยะสั้นคือ 1.เน้นการเจาะตลาดเชิงลึกทั้งในตลาดเก่าและตลาดเมืองรอง ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีก่อน โดยจะให้ทูตพาณิชย์มารายงานว่ามีความคืบหน้าอย่างไร 2.ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี 3. ผลักดันกลุ่มอาหารและเกษตร เพื่อทดแทนการส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับผลกระทบจากเทรดวอร์ 4. เฝ้าระวังสินค้าต่างประเทศทะลักและลักลอบนำเข้าตามชายแดน หลังจากไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐและจีนได้

ดีอีเร่งปั๊มคนดิจิทัล

ป้อนพื้นที่อีอีซี

ปีละ 4 หมื่นราย

บุคลากรด้านดิจิทัล

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ต้องการบุคลากรด้านดิจิทัล 180,000 คน โดยเฉลี่ยจะต้องผลิตคนให้ได้เฉลี่ยปีละประมาณ 40,000 คน แต่ปัจจุบันมีนักศึกษาทั้งในสถาบันการศึกษารัฐและเอกชนจบการศึกษาด้านนี้ประมาณ 20,000 คน และเหลืออยู่ในระบบเพียงปีละ 2 ใน 3 ซึ่งไม่มีเพียงพอกับความต้องการ จึงต้องมีการฝึกอบรมระยะสั้นและระยะกลาง โดยในการประชุม กพอ. ได้รับทราบแนวทางการผลักดันให้ได้บุคลากรตามเป้าหมายกำลังคนด้านดิจิทัลว่าจะดำเนินการใน 3 แนวทาง คือ 1.กลุ่มนักศึกษาในสาขาวิชาด้านดิจิทัล สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายในการฝึกงานเพื่อให้มีประสบการณ์ตรงกับภาคอุตสาหกรรม 2. กลุ่มนักศึกษาในสาขาอื่นที่ต้องการ Re-skill สนับสนุนค่าใช้จ่ายค่าอบรมหลักสูตรระยะสั้น และ/หรือค่าสอบประกาศนียบัตรรับรองความรู้ในระดับพื้นฐานและระดับกลางในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล และ 3.กลุ่มบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมและด้านอื่นๆ ที่ต้องการย้ายสายงาน สนับสนุนค่าใช้จ่ายค่าอบรมหลักสูตรระยะสั้น และ/หรือค่าสอบประกาศนียบัตรรับรอง ความรู้ในระดับพื้นฐานและระดับกลางในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล

ซีพีชี้ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน

เสี่ยงสูง แต่พร้อมลงทุน

ดันไทยฮับภูมิภาค

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ บรรยายในงานสัมมนาเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ที่สถาบันพัฒนาผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินดอนเมืองสุวรรณภูมิอู่ตะเภา ถือเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และผลตอบแทนไม่ถือว่าสูงมากนัก แต่เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเมือง กระจายความเจริญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมไปสู่คนไทยทั้งประเทศให้ได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ เกิดการสร้างงาน สร้างคน คือเหตุผลสำคัญที่เครือซีพีสนใจลงทุน โดยพร้อมใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่และดึงผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาช่วยกันทำให้สำเร็จ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียน และส่งเสริมประเทศเพื่อนบ้านในแถบ CLMV ให้เติบโตไปพร้อมกันแบบยั่งยืน

ธุรกิจไมซ์ขึ้นแท่น

เบอร์ 4 เอเชีย

โกยรายได้ 2.2 แสนล้าน

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เปิดเผยในงานแถลงข่าวผลประกอบการ ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัล เวิลด์ ว่า ข้อมูลจากสมาคมการประชุมนานาชาติระดับโลกปี 2561 ระบุว่า อุตสาหกรรมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุม (อุตสาหกรรมไมซ์ ) ของไทย ถูกจัดอยู่อันดับ 4 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่น จีนและเกาหลี ด้านการประชุมนานาชาติ ด้วยจำนวน 193 งาน แต่เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน จากปี 2560 ไทยอยู่ที่อันดับ 5 ของอาเซียน ด้วยจำนวน 171 งาน สำหรับปีนี้ทีเส็บตั้งเป้าต้อนรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ทั้งสิ้น 35,982,000 คน สร้างรายได้ให้ประเทศโดยรวม 221,500 ล้านบาท แบ่งเป็นนักเดินทางไมซ์ต่างประเทศ 1,320,000 คน ทำรายได้ 100,500 ล้านบาท นักเดินทางไมซ์ในประเทศ 34,662,000 คน สร้างรายได้ 121,000 ล้านบาท

เมียนมาปฏิเสธคำขอยูเอ็น

ส่งเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์

เข้าไปในรัฐยะไข่

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นางอูร์ซูลา มุลเลอร์ รองเลขาธิการด้านกิจการมนุษยธรรมของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยเมื่อค่ำวันที่ 14 พฤษภาคม หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนเมียนมาเป็นเวลา 6 วันว่า ทางการเมียนมาได้ปฏิเสธคำขอของตนที่ร้องขอให้รัฐบาลเมียนมาเปิดทางให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ได้เข้าไปในรัฐยะไข่ พื้นที่ขัดแย้งที่มีการต่อสู้กันระหว่างกองกำลังรัฐบาลกับกลุ่มกบฎ จนเป็นผลให้ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮีนจาในพื้นที่ดังกล่าวต้องพลัดถิ่นเกือบ 30,000 คน นับจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ซึ่งหลายคนมีอาการย่ำแย่ หากไม่ได้ความช่วยเหลืออาจจะเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ทางการเมียนมาได้ปฏิเสธคำขอดังกล่าว