สาลิกาคาบข่าว Vol.136/62

162

เร่งขับเคลื่อน

ไซเบอร์พอร์ตไทยแลนด์

ปักธงอีอีซี ศูนย์รวม

สตาร์ทอัพเมืองไทย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประชุมขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรม ผู้ประกอบการและวิสาหกิจเริ่มต้น (Inno Space National Startup Platform ) หรือ ไซเบอร์พอร์ตไทยแลนด์ ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อตั้งเป็นองค์กรระดับชาติขึ้นมาทำหน้าที่ในการสร้างธุรกิจรุ่นใหม่ เป็นศูนย์กลางการสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพให้กับประเทศใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยไซเบอร์พอร์ตไทยแลนด์จะเป็นศูนย์รวมผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ไบโอเทค ผ่านแรงจูงใจด้านภาษี และมาตรการต่างๆที่ได้เตรียมเอาไว้รองรับ เพื่อสร้างธุรกิจรุ่นใหม่ให้กับประเทศ ล่าสุดฮ่องกงพร้อมเข้ามาช่วยเหลือก่อตั้งไซเบอร์พอร์ตไทยแลนด์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี  เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบก่อสร้างประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งในช่วงต้นเดือนมิถุนายนจะเริ่มจับมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ คัดเลือกผู้ประกอบการสตาร์ทอัพเข้ามาอยู่ประมาณ 30-40 ราย จากนั้นจะเชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้กับสตาร์ทอัพเมืองไทย

ศาลปกครองไต่สวน

คดีพิพาทประมูลโครงการ

สนามบินอู่ตะเภา

และเมืองการบินตะวันออก

เมื่อเวลา 13.30 . วันที่ 16 พฤษภาคม ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ นัดไต่สวนคดีที่กลุ่มกิจการค้าร่วม บริษัทธนโฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่มซีพี) รวม 5 ราย ยื่นฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ผู้ถูกฟ้อง เรื่องหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่มีมติไม่รับซองข้อเสนอของผู้ฟ้องคดีบางรายการ เช่น ข้อเสนอตัวจริงกล่องที่ 6 ซึ่งเป็นข้อเสนอทางเทคนิคและแผนธุรกิจ และข้อเสนอตัวจริงกล่องที่ 9 ซึ่งเป็นข้อเสนอด้านราคา โดยตามหนังสือที่ กพอ.ทร.182/2562 ลว.10 เม..2562 ระบุว่าบริษัทผู้ฟ้อง ได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวเกินกำหนดเวลา ผู้ฟ้องจึงนำคดีมาฟ้องเพราะได้รับความเดือดร้อนเสียหาย โดยศาลเริ่มทำการไต่สวนทั้งฝ่ายเอกชนผู้ฟ้อง และผู้แทนคณะกรรมการคัดเลือกโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งมี พล..อโสภณ วัฒนมงคล รอง ผบ.ทร. เป็นผู้แทนเข้าร่วมไต่สวน ซึ่งคณะทำงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ร่วมสังเกตการณ์ด้วย ซึ่งศาลใช้เวลาไต่สวนพยานบุคคลและพยานเอกสารนานร่วม 4 ชั่วโมงจนเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 18.00 .

คนร.สังคายนา 158 บริษัท

ในเครือรัฐวิสาหกิจ

ตั้งบริษัทลูก รฟท.

แก้ปัญหาหนี้สิน

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจจำนวน 158 แห่ง สำหรับบริษัทในเครือที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับภารกิจของรัฐวิสาหกิจ คนร. ได้ให้รัฐวิสาหกิจเร่งยุบเลิก/ถอนการลงทุนบริษัทในเครือโดยเร็ว รวมทั้งให้รัฐวิสาหกิจแก้ไขปัญหาบริษัทในเครือที่มีผลขาดทุนโดยให้รายงานผลการดำเนินการให้คนร.ทราบภายใน 1 เดือน พร้อมทั้งเห็นชอบในหลักการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อให้บริหารจัดการทรัพย์สินของรฟท. มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริษัทลูกจะทำหน้าที่จัดการที่ดินในเชิงพาณิชย์ให้แก่ รฟท. ซึ่งจะเพิ่มรายได้และแก้ไขปัญหาหนี้สินของรฟท.

อีอีซีขีดเส้นร่วมทุน

ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา

คุยเงื่อนไขแอร์บัส

จบภายในหนึ่งเดือน

นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ MRO ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งการบินไทยจะลงทุนร่วมกับบริษัท แอร์บัส ว่า เมื่อวันที่ 14 ..ที่ผ่านมา ได้ประชุมและบรรลุข้อตกลงที่เห็นชอบข้อตกลงเบื้องต้น แต่เนื่องจากการบินไทยและแอร์บัสต่างยังมีข้อกังวลในหลายประเด็น คณะกรรมการอีอีซี จึงมีความเห็นให้ทั้งสองฝ่ายหารือในเงื่อนไขที่เป็นข้อกังวลและสรุปให้ได้ภายใน 1 เดือน โดยให้ยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการคัดเลือกในวันที่ 7 มิ.. 2562 จากนั้นจะต้องร่วมกันพิจารณาให้เสร็จภายในสิ้นปี 2562 โดยข้อกังวลของการบินไทยจะเป็นประเด็นการค้า เงื่อนไขที่จะต้องบริหารต้นทุนในการดำเนินโครงการให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะที่แอร์บัสเป็นต่างชาติจะกังวลในทุกประเด็นเป็นเรื่องปกติ จึงต้องมีการศึกษาข้อมูลโดยละเอียด ส่วนข้อกฎหมายชัดเจนว่าจะต้องไม่มีการปฏิบัติที่ขัดต่อกฎหมายไทย ดังนั้น อะไรที่เป็นเงื่อนไขทางข้อกฎหมายจะไม่มีการเจรจา

การบินไทย

ผุดอีคอมเมิร์ซ’ ปั๊มรายได้

คาดปีแรกโกย 500 ล้าน

นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แถลงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 62 ว่ามีกำไรสุทธิ 456 ล้านบาท มีรายได้รวม 47,791 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 6.9% สาเหตุมาจากการแข็งค่าของเงินบาท การแข่งขันที่รุนแรง ปริมาณการขนส่งผู้โดยสารลดลง เนื่องจากมีเครื่องบินที่ใช้บริการได้จริง 90 ลำ จากทั้งหมด 103 ลำ ต่ำกว่าปีก่อนที่ใช้งานได้ 94 ลำ ส่วนเครื่องบินที่เหลืออยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงตามตารางปกติ สำหรับจำนวนผู้โดยสารอยู่ที่ 6.29 ล้านคน เพิ่มขึ้น0.6% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (เคบินแฟกเตอร์) 80.3% อย่างไรก็ตาม การจะทำให้การบินไทยอยู่รอดได้อย่างมั่นคงคือเพิ่มรายได้ด้วยการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) โดยจะจัดทำเป็นคลังสินค้าบนโลกออนไลน์ จำหน่ายสินค้าทุกประเภท เช่น เครื่องโกนหนวด กระเป๋า เตารีด เตาบาร์บีคิว นาฬิกา เสื้อผ้า และสินค้า Thai Shop ผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นการบินไทย ซึ่งจะเริ่มเดือน ก..นี้ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับการบินไทยประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี

6 ปัจจัยกดเศรษฐกิจ

หอการค้าปรับลด

จีดีพีเหลือ 3.5

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์ฯได้ปรับประมาณการการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทั้งปี 2562 จาก 3.8% เหลือ 3.5% ผลจากปัจจัยลบ 6 ประเด็น ได้แก่ 1. สงครามการค้าสหรัฐจีนมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่เคยคาดเอาไว้ 2. เศรษฐกิจจีนประสบปัญหาชะลอตัวกว่าที่เคยคาดเอาไว้ 3.ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวน 4.ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ 5.หนี้เสีย (NPL)ของสถาบันการเงินและการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และ 6.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์เงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นและสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกของไทยลดลง เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องดูแลและบริหารเงินบาทไม่ให้แข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่ง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทย ซึ่งอัตราที่เหมาะสมและทรงตัวควรอยู่ระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ทรัมป์

ประกาศภาวะฉุกเฉิน

ห้ามใช้อุปกรณ์หัวเหว่ย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ..ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านเทคโนโลยีห้ามการจัดซื้อหรือใช้งานอุปกรณ์ใดๆ จากบริษัทใดที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติซึ่งยอมรับไม่ได้ หรือ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยของบุคคลของสหรัฐอเมริกาซึ่งคำสั่งของผู้นำสหรัฐไม่ได้ระบุชื่อของบริษัทหรือพาดพิงถึงประเทศหนึ่งประเทศใดอย่างเจาะจง และทำเนียบขาวยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวของทรัมป์ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นที่ตระหนักกันดีว่า คำสั่งดังกล่าวหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีจากจีน โดยเฉพาะบริษัทหัวเว่ย มีผลโดยตรงห้ามไม่ให้เอกชนของสหรัฐอเมริกาจัดซื้อหรือใช้อุปกรณ์สำหรับเครือข่ายสื่อสารของหัวเว่ย ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดตลาดสหรัฐลงโดยสิ้นเชิง หลังจากทรัมป์มีคำสั่งห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อหรือใช้งานอุปกรณ์ของหัวเว่ยมาแล้วก่อนหน้านี้