ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เราได้หยิบยกประเด็นเรื่อง เทคโนโลยีแห่งยุคอย่าง บล็อกเชน Blockchain มาบอกเล่ากัน เพราะใครหลายคนมองว่าโซลูชัน บล็อกเชน ยังมีบทบาทแค่ตามแนวคิดเริ่มแรกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัล (Digital Currency) หรือ Bitcoin เท่านั้น ทั้งที่ในตอนนี้เทคโนโลยี บล็อกเชน ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลเพียงอย่างเดียวแล้ว เพราะวงการอุตสาหกรรมต่างๆ ได้นำศักยภาพของเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจของตนอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น จนทำให้อัตราเติบโตของ เทคโนโลยีบล็อกเชน ปฏิวัติเอเชียแปซิฟิก ขับเคลื่อนยุคดิจิทัลได้แบบสบายๆ

ข้อสันนิษฐานข้างต้นนี้ ยืนยันได้ด้วย การคาดการณ์ล่าสุดของ IDC หรือ Internet Data Center ที่ระบุว่า การใช้งานโซลูชันบล็อกเชนทั่วโลก ระหว่างปี 2560-2565 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 73.2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ ยอดการลงทุนจะเพิ่มขึ้นจาก 1.5 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2561 เป็น 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2565

และในบริบทของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) จะมีอัตราการเติบโตของการใช้งานโซลูชันบล็อกเชนใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระดับโลก อยู่ที่ 72.6 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศญี่ปุ่น จะขึ้นแท่นผู้นำประเทศที่มีการใช้งานบล็อกเชนมากที่สุดในโลกด้วยอัตราการเติบโตถึง 108.7 เปอร์เซ็นต์ ทีเดียว

ข้อมูลทางสถิติเหล่านี้เอง ที่นำมาซึ่งสาระต่อไปของบทความนี้ ที่จะบอกว่าปรากฎการณ์ความนิยมการใช้งานโซลูชันบล็อกเชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนี้ จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเราๆ ท่านๆ ในฐานะผู้ใช้บริการเทคโนโลยีนี้ ควรเตรียมตัวและเตรียมรับมือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งานเทคโนโลยีแห่งยุคนี้อย่างไร


เทคโนโลยีบล็อกเชน ปฏิวัติเอเชียแปซิฟิก ให้เป็นศูนย์รวมนวัตกรรมระดับโลก

“สถาบันการเงินยังครองตำแหน่ง ธุรกิจหลักที่จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมีอุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นดาวรุ่งที่จะใช้งานโซลูชันบล็อกเชนในการพัฒนาธุรกิจ รองลงมา”

แมททิว ควน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและโซลูชันความปลอดภัย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง ฟอร์ติเน็ต เกริ่นถึงแนวโน้มการพึ่งพา ‘เทคโนโลยีบล็อกเชน’ ในตอนนี้และอนาคตอันใกล้ จากนั้นได้ชี้ว่าเทรนด์ของการใช้บล็อกเชนของสถาบันการเงิน จะเปลี่ยนไป เพราะจะไม่ได้ใช้ไปเพื่อทำธุรกรรมของสกุลเงินดิจิทัลเท่านั้น แต่จะใช้เพื่อรองรับกระบวนการสกุลเงินหลักมากกว่า และเรายังจะได้เห็นการใช้งานเทคโนโลยีนี้ในธุรกิจการบริการเฉพาะกิจที่ต้องการความเชี่ยวชาญ และในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ต่อไป เอเชียแปซิฟิก จะเป็นศูนย์รวมนวัตกรรมแอปพลิเคชันสำหรับบล็อกเชน โดยมีโครงการนำร่องดำเนินการอยู่ทั้งในภาครัฐ ธุรกิจสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ห่วงโซ่อุปทานนธุรกิจรักษาความปลอดภัย ไปถึงการใช้งานเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย และด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้อย่างหลากหลาย แพร่หลาย นี่เอง ที่จำเป็นต้องมีการกระบวนการด้านความปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย”


กระบวนการด้านความปลอดภัย จำเป็นต้องเดินคู่ไปกับการใช้งานโซลูชันบล็อกเชน

ยิ่งมีการยืนยันว่า ในอนาคต บล็อกเชน ปฏิวัติเอเชียแปซิฟิก แน่นอน เพราะกระแสความนิยมในการนำมาปรับใช้กับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแพร่หลาย เทคโนโลยีนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกแทรกแซงทางไซเบอร์มากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ทุกภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ที่นำบล็อกเชนไปใช้ จำเป็นต้องระมัดระวังช่องโหว่ของการใช้บล็อกเชน รวมถึงการกระจายข้อมูลบัญชี ที่ใช้อยู่เป็นจำนวนมากในด้านต่างๆ ให้รัดกุมด้วย

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่ควรระวังเพิ่มเติมในอีกหลายเรื่อง อย่าง การเข้ายึดครอความเป็นเอกฉันท์ การโจมตีโดยปฏิเสธการให้บริการ ชองโหว่ในไซด์เชน และสมาร์ทคอนแทรค โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องช่องโหว่ในบล็อกเชนส่วนตัวขององค์กรบางแห่ง ที่ติดตั้งบล็อกเชนส่วนตัวไว้ใช้เองในแบบระบบปิด ด้วยโครงสร้างเครือข่ายที่มีอยู่บนบริการคลาวด์ที่ใช้อยู่ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะโดนผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาคุกคาม เพื่อขโมยข้อมูลและสิ่งที่มีมูลค่าในบล็อกเชนส่วนตัวนั้น

โดยขั้นตอนในกระบวนการรักษาความปลอดภัย จะต้องระบบุถึงข้อมูลและสิ่งที่มีมูลค่าในระบบ ผู้ที่เกี่ยวข้องในบล็อกเชนคือใคร แรงจูใจของผู้โจมตีคืออะไร จุดใดเป็นจุดอ่อนหรือช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อการโจมตี แล้วจึงกำหนดความต้องการต่อข้อมูลกรองภัยคุกคาม รวมถึระบบุกระบวนการและเทคโนโลยีที่ใช้ในการป้องกันภัยคุกคามที่รู้จักและไม่รู้จัก และต้องสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลกรองภัยคุกคาม จากนั้นจึงใช้ข้อมูลที่ค้นพบในการแจ้งและปรับนโยบายเพื่อบล็อกและกำหนดาตรการในการป้องกันต่างๆ

“เพราะแม้ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ต้องใช้บนพื้นฐานของความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่รัดกุม เนื่องจากในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทำให้ชีวิตง่ายขึ้น กระทั่งเป็นที่นิยมของผู้คนนี่เอง ที่จะเป็นช่องโหว่ให้เกิดภัยทางไซเบอร์ขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าใช้โดยไม่ระมัดระวัง” แมททิว ควน ผู้บริหารฟอร์ติเน็ต กล่าวให้ข้อคิดในที่สุด


สร้างหลักสูตรศึกษา เทคโนโลยีบล็อกเชน ให้รู้แจ้ง เพื่อผลิตกำลังคนคุณภาพขับเคลื่อนยุคปฏิวัติดิจิทัล

เพื่อสร้างสังคมการเรียนรู้และผลิตกำลังคนคุณภาพที่รู้จริงด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน นอกจากจะเตรียมการณ์ด้านการรับมือกับภัยไซเบอร์แล้ว ยังต้องสร้างบุคลากรที่รู้เรื่องการออกแบบโปรแกรมบล็อกเชนที่ใช้งานได้ดีและปลอดภัยด้วย ซึ่งในประเทศไทย ล่าสุด สถาบัน DPU X โดย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้เปิดหลักสูตร ‘Geeks on the Block (Chain)’ โดยดึงนักเทคโนโลยีบล็อกเชนแถวหน้าของเมืองไทยที่มีผลงานระดับชาติ เข้ามาร่วมทีมสอน มีระยะเวลาเรียนทั้งหมด 7 ครั้ง

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการสถาบัน DPU X โดย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และนายกสมาคม Thailand Tech Startup Association (สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่) ผู้พัฒนาหลักสูตร  เปิดเผยว่า

“ในปัจจุบัน แนวคิดของบล็อกเชนแตกต่างออกไป จากเดิมที่ฐานข้อมูลทั้งหมดจะวิ่งเข้ามาที่ส่วนกลางเพื่อทำการตัดสินใจซึ่งเราเรียกว่า Centralized แต่บล็อกเชนฐานข้อมูลในการตัดสินใจจะเป็นแบบกระจาย Decentralized ดังนั้น การออกแบบบล็อกเชนจึงแตกต่างจากวิธีออกแบบโปรแกรมทั่วไป และการที่นักออกแบบโปรแกรมจะเข้ามาเรียนรู้ด้วยตนเองนั้นอาจจะต้องใช้เวลานาน”

ผู้อำนวยการสถาบัน DPU X จึงออกแบบหลักสูตรนี้ให้เป็นทางลัดของการเรียนรู้เรื่องการออกแบบโปรแกรมบล็อกเชน ซึ่งเมื่อผู้เรียนได้หลักคิดแล้ว ภาษาที่ใช้เขียนก็เป็นภาษาปกติที่คุ้นเคย ทำให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น และหลักสูตรนี้ ยังต้องการให้ผู้เรียนได้เข้าใจหลักคิดอย่างถ่องแท้ ว่าประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชนเหมาะกับธุรกิจแบบไหน โปรแกรมมิงแบบไหน หรือการใช้งานแบบไหน โดยจะสอนตั้งแต่ฐานคิดเลยว่าหลักคิดเบื้องต้นเป็นอย่างไร  กรณีศึกษาเป็นอย่างไร และจะออกแบบหลักคิดอย่างไร

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ยังมีการติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญผู้ดำเนินงานอีกหลายกรณีศึกษาระดับชาติ เพื่อเข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้วย เช่น โครงการอินทนนท์ (Project Inthanon) ซึ่งเป็นโครงการของธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับพันธมิตร เพื่อทดสอบการนำเทคโนโลยีการประมวลผลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology: DLT) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินไทย ภายใต้สกุลเงินดิจิทัลกลางซึ่งจะใช้ในการกระทบยอดการโอนเงินระหว่างธนาคารที่ชื่อว่า ‘อินทนนท์’

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม

หรืออีกหนึ่งกรณีศึกษาของข้อมูลสุขภาพ บล็อกเอ็มดี (BlockM.D.) หรือเคสของ “กระต๊อบ” ในการพัฒนาระบบ ซื้อ-ขาย ตั๋วบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่จะมาบอกเล่าว่า การออกแบบเป็นอย่างไร โครงสร้างการออกแบบเป็นอย่างไร เบื้องหลังเทคโนโลยีเป็นอย่างไร บล็อกเชนเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร “เราจะไม่บอกว่าต้องใช้บล็อกเชน แต่เราต้องหาคำตอบว่าทำไมต้องบล็อกเชน ถ้าไม่ใช่บล็อกเชนมันทำได้ไหม” ดร.พณชิต เน้นย้ำถึงแนวคิดของการเรียนการสอนในหลักสูตรนี้

“เราเชื่อมั่นว่าการเรียนรู้กรณีศึกษาที่มากพอ จะช่วยทำให้เราวิเคราะห์ ออกแบบ และสร้างสรรค์ ตลอดจนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในอนาคตได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีความเข้าใจในเหตุผลของเทคโนโลยีที่ถูกต้อง ผู้เข้าอบรมจึงสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะมีรายละเอียดปลีกย่อยให้ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้เชิงลึกด้วย”

“ผู้ที่เรียนจบหลักสูตรนี้ออกไปแล้ว เราคาดหวังว่าเขาจะสามารถรับงานบล็อกเชนได้เลย ซึ่งเราเชื่อว่าประเทศไทยยังขาดบุคคลากรที่เชี่ยวชาญด้านนี้อีกมาก และด้วยหลักสูตรนี้เราจะสามารถพัฒนาคนที่จะเดินบนเส้นทางสายเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ราวๆ ปีละ 60-70 คน”

โดยในมุมของการเรียนรู้ เทคโนโลยีบล็อกเชน นั้น ดร.พณชิต ให้ความคิดเห็นที่น่าสนใจ ดังนี้

“บล็อกเชน จะเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการพัฒนาแอปพลิเคชันในอนาคต การที่นักพัฒนาและนักเขียนโปรแกรมปฏิเสธโอกาสในการเรียนรู้บล็อกเชน เท่ากับเป็นการปิดกั้นการเข้าถึงเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งการก้าวเดินบนเส้นทางทางเทคโนโลยีในอนาคตอาจจะเป็นเรื่องยากไปในที่สุด”


ที่มา :

  • เรียบเรียงจาก รายงานข่าว เรื่อง “บล็อกเชน สะพัดเอเชียแปซิฟิก ขับเคลื่อนยุคปฏิวัติดิจิทัล” ตีพพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 2562
  • ข่าวประชาสัมพันธ์ เรื่อง “ไขรหัสบล็อกเชน ผ่านหลักสูตร ‘Geeks on the Block (Chain)’” จาก สถาบัน DPU X โดย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

รู้เรื่องบล็อกเชนเพิ่มเติม ในมุมที่คุณอาจยังไม่รู้

ใช้ บล็อกเชน นวัตกรรมเปลี่ยนโลก เปลี่ยนโฉมธุรกิจอย่างไรให้ว้าว

เมื่อ บล็อกเชน เปลี่ยนคะแนนสะสมเป็น เงินดิจิทัล เราจะมีชีวิตดีๆ ที่ลงตัวใช่ไหม?

”บล็อกเชน”เทคโนโลยียุค4.0