มีสารคดีสุดเจ็บเกี่ยวกับ Donald Trump โดยผู้กำกับสุดแสบ Michael Moore อย่างน้อย 2 เรื่องด้วยกัน


หนึ่งคือ Michael Moore in Trumpland
สองคือ Fahrenheit 11/9
Fahrenheit 11/9 เป็นภาพยนตร์สารคดีที่จับ Donald Trump มาแก้ผ้า คล้ายกับเมื่อ Michael Moore เคยทำกับ George W. Bush มาแล้วในหนังเรื่อง Fahrenheit 9/11

ขณะที่บางคนมองว่า Fahrenheit 11/9 เป็นภาคต่อของ Fahrenheit 9/11 แต่ผมกลับมองว่า Fahrenheit 11/9 นั้นเป็นภาคต่อของ Michael Moore in Trumpland มากกว่าครับ

เพราะ Michael Moore เคยทำภาพยนตร์สารคดีเปิดเปลือย Donald Trump มาแล้วครั้งหนึ่งคือหนังเรื่อง Michael Moore in Trumpland ดังได้กล่าวไปนั่นเอง

การใช้ชื่อ Fahrenheit 11/9 ก็เนื่องมาจากวันที่ 9 เดือน 11 นั้น เป็นวันที่ Donald Trump จากพรรค Republican ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2016 ครับ

และสำหรับ Fahrenheit 11/9 แล้ว Michael Moore หวังลึกๆ ว่า สารคดีที่เขาและทีมงานตั้งใจทำกันขึ้นมาอย่างลับๆ นี้ จะสามารถทะลวง “เกราะแก้วพิสดาร” ที่คอยปกปักรักษา Donald Trump จากคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาได้สักครั้ง

เพราะ Fahrenheit 11/9 เป็นหนังที่ถ่ายทำอย่างรวดเร็วเอามากๆ แถมยังปิดเป็นความลับทุกขั้นตอนอีกด้วย แต่ถึงแม้จะดำเนินการอย่างรวบรัด ทว่า ไม่ใช่ทำแบบสุกเอาเผากินแน่นอนครับ


“…บุชชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี ค.ศ. 2004 แต่ภาวะของสงครามที่ประชาชนไม่ยอมรับหนักหน่วงมากขึ้น ท่ามกลางรายงานข่าวถึงพฤติกรรมทารุณของกองทัพสหรัฐฯ การทรมานในคุกทหารที่อิรักและอ่านกวนตานาโม คิวบา เมื่อถึงปลายปี ค.ศ. 2011 บทบาททางการทหารของสหรัฐฯ ในอิรักก็ยุติลง จำนวนทหารผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 4,484 คน และที่บาดเจ็บอีกกว่า 33,000 คน อิรักยังคงไร้เสถียรภาพอย่างยิ่ง มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากจากการสู้รบและความรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างนิกายในทัศนะของหลายคน การบุกโจมตีอิรักเป็นตัวอย่างการใช้อำนาจในทางที่ผิดจนน่าตกใจ…” 

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)

“…ขณะที่ประชาชนไม่ยอมรับประธานาธิบดีบุชอย่างมาก นักการเมืองพรรคเดโมแครตที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักอย่าง “บารัก โอบามา” กลับได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น จนคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดี เขาเกิดในโฮโนลูลู ปี ค.ศ. 1961 มารดาคือ แอนน์ ดันแฮม นักมานุษยวิทยาผิวขาวชาวอเมริกัน กับบิดาคือ บารัก โอบามา ซีเนียร์ นักเศรษฐศาสตร์ผิวดำชาวเคนยา โอบามา เติบโตในฮาวายและอินโดนีเซีย หลังสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยและทำงานมวลชนตามชุมชนในชิคาโก เขาได้รับปริญญาจากสำนักกฎหมายฮาร์วาร์ด (Harvard Law School) ทำงานในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ…” 

“…ในปี ค.ศ. 2008 เขาประสบความสำเร็จในการเอาชนะเหนือ ฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภารัฐนิวยอร์ก และได้รับเสนอชื่อเป็นผู้สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของพรรคเดโมแครต (ต่อมาเขาแต่งตั้งเธอให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) ด้วยความเป็นนักพูดที่มีวาทศิลป์ โอบามา กระตุ้นให้คนสนับสนุนเขาอย่างสุดจิตสุดใจ หนุนด้วยการใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียล มีเดียอย่างยอดเยี่ยม จนนำเขาไปสู่ชัยชนะในเดือนพฤศจิกายน นี่คือหลักหมายทางประวัติศาสตร์อันสำคัญยิ่งในชีวิตของชาวอเมริกัน ดังที่ โอบามา กล่าวตอนหนึ่งในสุนทรพจน์รับตำแหน่งประธานาธิบดีว่า “เมื่อนึกย้อนกลับไปในยุคสมัยของคนรุ่นก่อน ภัตตาคารหลายแห่งในวอชิงตัน ยังคงปฏิเสธจะให้บริการพ่อของผมอยู่เลย” …”

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน คำพูดที่ว่า “ใครก็มิอาจทำอะไรอเมริกาได้” โดยเฉพาะในยุคหลังสงครามเย็นนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดพลาด เหตุการณ์ 9/11 คือข้อสรุปที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงของคำพูดข้างต้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่อัฟกานิสถาน แม้จะมีสภาพที่แตกต่างจากเวียดนาม ทว่า ไม่ว่ามหาอำนาจใดในยุคสมัยไหนก็ตามที่เข้าไปหาประโยชน์ สร้างเงื่อนไข เพื่อให้เกิดการสู้รบในอัฟกานิสถาน ล้วนต้องประสบความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพโซเวียตหรือสหรัฐอเมริกาก็ตาม ดังนั้น ในยุคสมัยของโอบามา เราจึงพบการเรียนรู้อดีตของเขาด้วยการปรับนโยบายทางการทหารในอัฟกานิสถาน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์โดยรวมของอัฟกานิสถานในยุคโอบามา ยังเต็มไปด้วยความโกลาหล ทั้งๆ ที่หลังเหตุการณ์ 9/11 ใหม่ๆ สหรัฐฯ ได้กระชับมาตรการด้านความมั่นคง จนประชาชนหลายฝ่ายวิตกกังวลว่าจะกลายเป็นการคุกคามเสรีภาพของพลเมือง ในช่วงท้ายสมัยของโอบามา แม้ว่าจะมีการสังหาร บิน ลาเดน ผู้นำอัลกออิดะฮ์ โดยกองกำลังพิเศษของสหรัฐอเมริกาที่ปากีสถานในปี ค.ศ. 2011 ทว่า ความกังวลใจเรื่องภัยจากผู้ก่อการร้ายยังคงมีอยู่สูงมาก

“…ในปี ค.ศ. 2011 คนอเมริกันเฝ้าดูด้วยความรู้สึกที่ผสมกัน ระหว่างความชื่นชมกับความไม่สบายใจ เมื่อผู้ประท้วงตลอดทวีปแอฟริกาเหนือและในตะวันออกกลาง รวมทั้งพรรคอิสลามที่ถูกกดทับไว้ ต่างลุกขึ้นโค่นล้ม หรือพยายามโค่นล้มรัฐบาลที่กดขี่ รวมถึงบางประเทศอย่างอียิปต์ที่เกี่ยวพันทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ความพยายามในการก่อตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์ต้องหยุดชะงักลง ด้วยท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลอิสราเอล และการยำของปาเลสไตน์ที่ไม่มั่นคง เหล่านี้มีแต่บั่นทอนสถานะของอเมริกาในโลกอาหรับลง…” 


GLORYLAND เดินทางมาถึงตอนที่ 20 แล้ว หากใครยังไม่เคยอ่าน ตามลิงก์ไปเลยครับ

สำรวจ Gloryland ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 19) : 9/11 จุดเปลี่ยนสำคัญของอเมริกา

สำรวจ Gloryland ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 18) จาก “จิมมี่ คาร์เตอร์” ถึง “โรนัลด์ เรแกน”

หากยังไม่เคยอ่านตอนแรก แนะนำให้ตามลิงก์ไปเลยครับ

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนแรก) : God Bless America