ทุกๆ ปีสื่อมวลชนและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ การคุ้มครองสุขภาพ และนิเวศวิทยา จะเผยแพร่การจัดอันดับ ‘ประเทศที่สะอาดที่สุดในโลก’ จาก ‘ดัชนีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม’ แต่เกณฑ์ในการพิจารณาระดับความสะอาดของสิ่งแวดล้อมนั้นอาจมีปัจจัยที่แตกต่างกัน


สิ่งที่สำคัญคือ สภาพแวดล้อมของน้ำ, ทราย, อากาศ, สถานะของแม่น้ำและทะเลสาบ, พื้นที่ในเมือง, ถนน, สถานที่ นอกจากนี้ยังให้ความสนใจผลกระทบของภาคการผลิตที่มีต่อธรรมชาติ การใช้ยาฆ่าแมลง ระดับของไอเสีย ฝุ่น การจราจรติดขัด ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

ดัชนีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม เป็นวิธีหนึ่งในการกำหนดนโยบายของรัฐต่างๆ และสร้างกิจกรรมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม


การจัดอันดับประเทศด้วยดัชนีนี้มีการเผยแพร่ทุก 2 ปี โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเยล (Yale Center for Environmental Law and Policy) และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งตัวชี้วัดทั้งหมดแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม

  • สุขภาพของมนุษย์เชิงนิเวศ (อัตราการตาย, สุขภาพที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์สิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศและน้ำ)
  • ความยืดหยุ่นของระบบนิเวศในประเทศ (การพัฒนาการเกษตร การใช้สารกำจัดศัตรูพืช ปริมาณไนโตรเจน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การใช้น้ำ อัตราการทำลายป่า การใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำ)

การประยุกต์ใช้ดัชนีเป็นความพยายามที่จะกำหนดค่าความบริสุทธิ์ทางนิเวศวิทยาของประเทศต่างๆ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดทำดัชนีคือ การชี้ให้เห็นจุดอ่อนของประเทศ การกำหนดมาตรฐานในระดับโลกเพื่อใช้สำหรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละรัฐ

ประเทศที่สะอาดที่สุดในโลก แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นมีเกียรติและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนและสังคม สังคมให้ความร่วมมือ และมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

สิ่งสำคัญของประเทศนั้นๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในโลก คือ จำนวนพื้นที่สีเขียว หรือป่าไม้, สวนสาธารณะ ฯลฯ บ่อยครั้งที่ผู้คนเจ็บป่วยและเกิดโรคจนพบได้บ่อย รัฐจึงควรมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ มีระบบปรับค่าเสียหายจากผู้ก่อมลพิษแก่ธรรมชาติและอากาศ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชากร ความสะดวกสบาย และคุณภาพชีวิต ซึ่งขึ้นอยู่กับความสะอาดของเมืองและประเทศนั่นเอง

น่ายินดีหากได้เดินบนถนนที่สะอาดและหายใจได้อย่างอิสระ ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นโรคติดเชื้อหรือรับจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ละรัฐคงต้องการจะไปให้ถึงจุดนั้น อาจตั้งให้อยู่เหนือความสำคัญอื่นๆ ทั้งปวง หากทำได้ก็จะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่แท้จริง

ความน่าสนใจของการจัดอันดับในปีนี้

รัฐที่ไปถึงจุดที่หายใจได้อย่างไร้กังวล เป็นรัฐหลังการพัฒนาอุตสาหกรรมเสียส่วนใหญ่

อย่าง อันดับ 9 ญี่ปุ่น อายุขัยเฉลี่ยของคนในประเทศคือ 82 ปี ประสบความสำเร็จด้านความสะอาดเพราะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการชำระล้างน้ำและอากาศ ลดการใช้สารเคมี อย่างไรก็ตาม ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเกาะ และปริมาณน้ำในทะเลที่มากขึ้น ส่งผลให้ชายฝั่งริมน่านน้ำมหาสมุทรมีพื้นที่ลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ ผลของอุบัติเหตุที่ฟุกุชิมะในปี 2011 ยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและอากาศในประเทศญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน

อันดับ 7 เยอรมนี มีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยและมีความซับซ้อนที่สุดในโลก ชาวเยอรมันปฏิเสธการใช้รถส่วนตัว พยายามใช้จักรยานมากขึ้น เป็นประเทศที่มีอากาศและน้ำสะอาด แม้จะยังมีบริษัทและอุตสาหกรรมยานยนต์กระจุกตัวเป็นจำนวนมาก

อันดับ 6 สาธารณรัฐเช็ก มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูง สาธารณรัฐเช็กสามารถพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจประเทศ ขณะที่การรักษาความสะอาดบนท้องถนนนั้นเป็นวิถีชีวิต เป็นความเคยชินของคนในท้องถิ่นอยู่แล้ว และที่สำคัญ ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดพยายามรักษาความสะอาดและไม่ก่อมลภาวะจากกระบวนการผลิต

อันดับ 5 คอสตาริก้า สภาพแวดล้อมที่สะอาดเนื่องจากการอนุรักษ์ป่าไม้จำนวนมาก การทำให้แหล่งน้ำ ทราย และชายฝั่งสะอาด บริสุทธิ์ ในขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศก็ได้รับการพัฒนาอย่างแข็งขัน ทั้งยังมุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และที่น่าสนใจมากคือ กำลังสร้างแบรนด์ให้ประเทศตนเอง

อันดับ 4 สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านของเรา นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในด้านการรักษาความสะอาดบนท้องถนน สระน้ำ และอากาศ ทั้งยังกำหนดค่าปรับจำนวนมากสำหรับขยะที่ถูกทิ้งและการก่อมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม นี่เองที่ทำให้สิงคโปร์อยู่อันดับต้นๆ ของประเทศที่สะอาดที่สุดในโลก

อันดับ 2 ลักเซมเบิร์ก มีอากาศที่สะอาด มีภูเขา และป่าไม้มากมาย ด้วยทัศนคติของประชากรที่มีต่อประเทศของตัวเองในทางบวก จึงเอาใจใส่ความงดงามของประเทศและมีส่วนเกี่ยวข้องทางตรงต่อการรักษาความสะอาด ทั้งการทำความสะอาดแหล่งน้ำ ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปั่นจักรยานแทนการขับรถ ไปจนถึงการดูแลความสงบเรียบร้อย

อันดับ 1 สวิตเซอร์แลนด์ เจ้าเก่าที่เป็นผู้นำด้านความสะอาดบริสุทธิ์มาหลายปี ไม่มีประเทศใดในโลกสามารถทำได้เทียบเท่า ชาวสวิสจึงมีความภาคภูมิใจในสถานะนี้จึงพยายามรักษาอันดับไว้อย่างต่อเนื่อง และยังใส่ใจด้านความปลอดภัยด้วย

หากมองในระดับโลก ยืนยันได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปเยือนปีละหลายล้านคนว่า สวิตเซอร์แลนด์มีบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ มีสภาพแวดล้อมที่สะอาด ชีวิตที่สงบสุข มีสุขภาวะที่ดี รวมถึงความเป็นกันเองของคนในท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศโดดเด่นในเรื่องความสะอาดมากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิต และด้วยปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ชาวสวิสจึงมีอายุยืนกว่าชาวยุโรปในประเทศอื่นๆ

เห็นตรงนี้แล้วรัฐบางแห่งไม่ต้องเสียเวลาไปประดิษฐ์คำเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ แค่ทำให้บ้านเมืองสะอาด ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น อุตสาหกรรมทั้งหมดรักษาความสะอาดตลอดกระบวนการผลิตและมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

อาจเริ่มดำเนินการตั้งแต่ ‘เมืองเล็ก’ และผลักดันจนสามารถติดอันดับดังกล่าวได้ ซึ่งรัฐหลังอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นเป้าหมายที่สำคัญและบ่งบอกวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศนั้นได้


ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

 

เรื่อง : ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย