แม้ว่ากระแสความนิยมกีฬา E-sport จะช่วยปรับภาพลักษณ์ เปลี่ยนความเชื่อของสังคมที่มีต่อ ‘เด็กติดเกม’ ไปได้ไม่น้อย แต่ก็ยังต้องยอมรับว่าอาการติดเกม จัดเป็นโรคที่ต้องได้รับการบำบัด มิเช่นนั้น อาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาชีวิตได้ ด้วยเล็งเห็นว่า กันไว้ดีกว่าแก้ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงร่วมมือกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ ‘Healthy Gamer’ จัดเสวนาขึ้น เพื่อให้ความรู้ในการสร้างสังคม Healthy Gamer ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สร้างสังคมอุดมปัญญาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา ‘เด็กติดเกม’ อย่างได้ผล


รู้เหตุผลเบื้องหลัง ทำไม WHO ออกประกาศ ‘อาการติดเกม’ เป็นโรคที่ต้องการการบำบัดอย่างถูกต้อง

ปี 2561 ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้บรรจุอาการติดเกมลงในคู่มืออ้างอิงโรคฉบับใหม่ “International Classification of Diseases” (ICD) ในหมวดหมู่ความผิดปกติทางจิต โดยเหตุผลที่ WHO ประกาศเช่นนี้ก็เพื่อแยกคนที่ “ติดเกม” ออกจากคนที่ “ชอบเล่นเกม” เพื่อจะได้ดูแลรักษาอย่างเหมาะสม และไม่ให้อาการ “ติด” นี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนคนนั้น รวมถึงคนที่อยู่รอบตัว

และ WHO ได้ให้เกณฑ์การวินิจฉัยเกี่ยวกับอาการติดเกมไว้ 3 ข้อ ได้แก่

  1. ไม่สามารถควบคุมการเล่นเกมของตนเองได้
  2. ให้ความสำคัญกับการเล่นเกมเหนือสิ่งอื่นใดโดยละเลยสิ่งที่จำเป็นในชีวิตหรือกิจวัตรประจำวัน
  3. ยังคงเล่นเกมอย่างต่อเนื่องแม้จะมีเหตุหรือผลกระทบทางลบเกิดขึ้นจากการเล่นเกมนั้น

ดังนั้น จึงอธิบายได้โดยง่ายว่ากลุ่มคนที่มีปัญหาติดเกมจนกลายเป็นโรค คือ กลุ่มคนที่เล่นเกมจนไม่สามารถแยกตนเองออกจากการเล่นเกมได้จนเกิดผลเสียกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียด้านความสัมพันธ์ ครอบครัว หน้าที่การงาน การเรียน หรือความรับผิดชอบอื่นๆ ซึ่งรูปแบบ (pattern) การติดเกมจนเกิดผลเสียมักจะเกิดติดต่อกันอย่างน้อย 12 เดือน

ที่ผ่านมา แม้เกณฑ์การวินิจฉัยเช่นนี้จะยังดูเป็นเกณฑ์ที่กว้างอยู่ แต่นี่เป็นจุดเริ่มต้นอีกจุดหนึ่งของวงการแพทย์ในการศึกษาปัญหาติดเกม เพื่อจะได้ช่วยดูแลรักษาคนที่ประสบปัญหาจากการเล่นเกมได้อย่างเหมาะสม ถูกทาง และเป็นฐานสำหรับการวิจัย เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหานี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น


เรียนรู้เรื่องจริงจากเวทีเสวนา นำไปสู่การแก้ปัญหาเด็กติดเกมอย่างได้ผล

มาถึงเวทีเสวนา “Healthy Gamer วัยแสบสาแหรกจะไม่ขาด: สังเกต เรียนรู้ เราควบคุมได้” ซึ่งมี Speaker จากหลากหลายสาขาอาชีพมาแชร์ประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเด็กติดเกม ในสังคมไทยอย่างได้ผล

เริ่มจาก นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หัวหน้าสาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายต้นกำเนิดอาการติดเกมที่กำลังคุกคามเด็กและเยาวชนไทยว่า

“จากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีอาการติดเกม จะเริ่มเล่นเกมด้วยเหตุผลต้องการคลายเครียด อยากเล่นสนุก แต่เมื่อเล่นไปบ่อยๆ เข้า ก็จะติด และถ้าเป็นเด็กติดเกม เขาจะสร้างโลกของตนเองในเกมที่เล่น แล้วตัดตัวเขาเองออกจากสังคมแบบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น หมกมุ่นแต่เรื่องเกม สูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเองในที่สุด”

จากนั้น คุณหมอชาญวิทย์ชี้ทางออกของการดึงเด็กติดเกมกลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงว่า ต้องอาศัยความร่วมมือของพ่อแม่และผู้ปกครองเป็นหลัก โดยต้องสังเกต เรียนรู้ และตักเตือน หากพบเห็นว่าเด็กใช้เวลากับการเล่นเกมมากไป ซึ่งพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนแปลงไปก็สังเกตได้ไม่ยาก อย่างถ้าเขาเคยออกไปเล่นกับเพื่อน เล่นกีฬาที่ชอบ ต่อมาไม่ค่อยออกไปไหน ผลการเรียนเริ่มตก มีปากเสียงกับพ่อแม่ ผู้ปกครองเมื่อโดนตักเตือนให้เลิกเล่นเกม นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกแล้วว่าพวกเขามีอาการติดเกม

อย่างไรก็ตาม นพ.ชาญวิทย์ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “ชั่วโมงในการเล่นเกมไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินได้ว่าเด็กคนนั้นติดเกมหรือไม่”

เพราะหากเกณฑ์บอกว่า “การเล่นเกมติดต่อกันเกิน 4 ชั่วโมง เท่ากับมีอาการติดเกม” ก็ต้องใช้เกณฑ์นี้พิจารณาร่วมกับพฤติกรรมบ่งชี้อื่นด้วย อย่างวันหยุดเล่นเกมติดกัน 4 ชั่วโมงก็จริง แต่ในวันธรรมดาเล่นแค่ 1 ชั่วโมง และการเรียนไม่ตก จัดสรรเวลาไปทำกิจกรรมอื่นได้ก็ไม่เข้าเกณฑ์ว่าเป็นเด็กติดเกม

ส่วนพ่อแม่ ผู้ปกครอง ไม่ถึงกับต้องเล่นเกมที่ลูกชอบเป็น แต่ต้องรู้ลักษณะของเกมที่ลูกเล่นว่าเป็นอย่างไร นี่เป็นการบ้านของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม โดยคุณหมอยังแนะเทคนิคให้พ่อแม่ด้วยว่า เวลาลูกเล่นเกมควรทำทีไปถามว่า เล่นอย่างไร ร่วมเล่นไปกับลูกด้วย เพื่อนำทางเข้าไปในโลกของเขา แล้วถ้าเขาเริ่มใช้เวลากับการเล่นเกมมากเกินไป ก็จะรู้วิธีในการดึงลูกออกมาทำกิจกรรมอื่นได้

ในส่วนของคุณหมอฝากไว้ว่า การแก้ปัญหาเด็กติดเกม ไม่ใช่เรื่องที่จะโทษเด็กอย่างเดียว แต่ให้คิดว่านี่เป็นความรับผิดชอบของทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงถ้าเด็กมีอาการติดเกม ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์ด้วยที่จะเสนอการรักษาที่ถูกต้อง

เพราะจากประสบการณ์ที่รักษาเด็กติดเกมมาพบว่า การรักษาอาการให้หายขาดนั้นเหนื่อยหนักระดับหนึ่งทีเดียว ยิ่งในรายที่ติดเกมมาก โอกาสจะรักษาให้สำเร็จมีไม่ถึงครึ่ง แต่ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้ความร่วมมือในการปรับตัวเอง เปลี่ยนทัศนคติไปด้วย การรักษาก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในเวทีนี้ยังมี คุณณิธิภัทร เอื้อวัฒนาสกุล ผู้จัดละครเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 มาร่วมแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้จัดละครที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการตีแผ่ปัญหาของวัยรุ่น โดยได้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างถึงสถานศึกษาว่า

“การปรับตัวแก้ปัญหาเด็กติดเกมนี้ ผมว่าสถานศึกษาก็มีส่วนร่วมด้วย เพราะทุกวันนี้ บางสถานศึกษาก็สร้างบรรยากาศการเรียนการสอนในโรงเรียนให้ตึงเครียด มีกฎเกณฑ์มากจนเกินไป จนทำให้เด็กต้องไปแสวงหาความบันเทิง ความสนุกนอกโรงเรียน ดังนั้น โรงเรียนก็ควรจัดให้มีกิจกรรม ตั้งชมรมที่ปรับเปลี่ยนตามความสนใจของเด็กได้ และจัดให้มีครูผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาเด็กในการทำกิจกรรมนั้นด้วย ที่สุดแล้ว ผมว่าปัญหาเด็กติดเกม ก็ไม่แตกต่างจากปัญหาอื่นๆ ที่เกิดกับวัยรุ่น ซึ่งป้องกันได้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปรับตัว ปรับความเข้าใจต่อเด็ก และไม่ไปโทษเด็กฝ่ายเดียว”


ในตอนสุดท้ายก่อนปิดเวทีเสวนา มีการแนะนำสังคมออนไลน์และสื่อออนไลน์สร้างสรรค์ Healthy Gamer ที่เปิดกว้างให้เด็กเข้าไปทำแบบสอบถามเพื่อชี้วัดว่า มีสัญญาณบ่งบอกว่ามีอาการของเด็กติดเกมหรือไม่ รวมทั้งมีบทความดีๆ ให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่เพื่อนำไปปฏิบัติ และยังมีวิธีช่วยบุตรหลานให้รอดพ้นจากอาการติดเกมด้วย


ที่มา :


สร้างภูมิคุ้มกันสังคม หาทางออกให้หลากปัญหา ด้วยเทคนิคดีๆ กันต่อ

วาระ ‘สังคมอายุยืน’ ต้องมา! เพื่อพลิกวิกฤต ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ให้เป็นโอกาส สร้างสังคมอยู่ดีมีสุข แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

เข้าสู่ ‘ยุค 5G’ ด้วยสติและความพอดี คาถาป้องกัน โรคสมองเสื่อม & อาการ ‘สมองเป็นสนิม’ คุกคามคนรุ่นใหม่

วิกฤตแล้ว! คนไทย 19 ล้านคน ‘นอนไม่หลับ’ วงการแพทย์ระดมสมองใน ‘วันนอนหลับโลก’ แนะทางออกที่ถูกต้อง