ขึ้นชื่อว่า เกลือ แม้จะอุดมไปด้วยโซเดียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ แต่ในอีกด้าน โซเดียมในเกลือนี้เอง ที่เป็นเหมือนดาบสองคม ทำลายสุขภาพได้เหมือนกันหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป โดยผู้ที่บริโภคเกลือในปริมาณมากเกินไป โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอาจถามหาได้ ไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง ไปจนถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ ด้วยเหตุนี้ เกลือสมุนไพรโซเดียมต่ำ จึงถูกคิดค้นขึ้น เพื่อมาตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องควบคุมปริมาณเกลือที่บริโภคเข้าไปในแต่ละวันด้วย
ต้นกำเนิด ‘เกลือสมุนไพรโซเดียมต่ำ’ เกิดมาเพื่อคนรักสุขภาพตัวจริง
‘เกลือสมุนไพรโซเดียมต่ำ’ นี้ เป็นผลิตผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าในโครงการวิจัย “การเพิ่มขนาดการผลิตผลิตภัณฑ์เกลือปรุงแต่งสมุนไพรลดโซเดียมเพื่อสุขภาพ” ที่มุ่งหวังจะถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากโครงการวิจัยนี้ให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และถ่ายทอดสู่กระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรมต่อไป

ชุษณา เมฆโหรา นักวิจัยฝ่ายโภชนาการและสุขภาพ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการฯ ได้กล่าวถึงที่มาของโครงการวิจัยและผลงาน เกลือสมุนไพรโซเดียมต่ำ นี้ว่า
“ทุกวันนี้ ชาวไทยทุกเพศทุกวัย มีพฤติกรรม “ติดเค็ม” และบริโภคอาหารที่มีรสเค็มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาหารบางชนิดแม้ไม่มีรสชาติเค็มมาก แต่พบว่ามีปริมาณโซเดียมสูงมาก เช่น อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ อย่างไส้กรอก แฮม เบค่อน และเมื่อรับประทานเป็นประจำปริมาณโซเดียมในร่างกายจะพุ่งขึ้นสูงโดยไม่รู้ตัว เป็นสาเหตุให้คนสมัยเป็นโรคไม่ติต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDsที่เกิดจากพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพกันมากขึ้น”

ด้วยเหตุนี้ทางทีมวิจัย จึงเล็งเห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีการผลิตอาหารมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้รสเค็มใกล้เคียงเกลือปรุงอาหารทั่วไป แต่มีปริมาณโซเดียมลดลง 25 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเติมสมุนไพรไทยที่ให้รสเค็มจากธรรมชาติ และทำให้เกลือชนิดนี้ให้รสเค็มเร็วขึ้น ด้วยการนำเทคนิค “การปรับอนุภาคของเกลือเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิว” มาใช้ ซึ่งก็ได้ผลอย่างน่าพอใจ โดย ชุษณา ยืนยันว่า
“สูตรผสมเกลือ สมุนไพร และลดปริมาณโซเดียมลง 25 เปอร์เซ็นต์ จะให้รสชาติความเค็มไม่แตกต่างจากเกลือปรุงอาหารทั่วไป แต่เมื่อบริโภคแล้ว จะตอบโจทย์เรื่องการดูแลสุขภาพได้มากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนยุคนี้ ที่ให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ซึ่งถ้าเกลลือเพื่อสุขภาพชิ้นนี้ได้รับการนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ก็จะสามารถนำไปเผยแพร่ให้กับคนในวงกว้าง ให้พวกเขาได้มีโอกาสใช้เกลือดีๆ นี้ด้วย”
ส่งต่องานวิจัยดีๆ ให้ภาคการผลิตอาหารของไทย เพื่อให้ชาวไทยเอาไปบริโภค ดูแลสุขภาพไปพร้อมกัน

จากความตั้งใจดีของทีมนักวิจัย บัดนี้ได้รับการต่อยอดสู่ภารผลิตในเชิงพาณิชย์แล้ว โดย ณิชารีย์ พานิชเจริญดี ประธานกรรมการ บริษัท ทานสาระ จำกัด ผู้มีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจขอตนไปในไลน์อาหารสุขภาพซึ่งงเธอได้บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความตั้งใจดีนี้ว่า
“ด้วยในปัจจุบัน ธุรกิจการผลิตอาหารหลายเจ้า ก็เบนเข็มการทำธุรกิจมาตามเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์ควมต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น กอปรกับ ในตอนนี้ จากที่ดิฉันได้ศึกษาเทรนด์ของงานวิจัยจากทั้งสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยต่างๆก็หันมาศึกษาวิจัยและคิดค้น อาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งหน่วยงานของภาครัฐก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี หากภาคธุรกิจต้องการนำงานวิจัยเหล่านี้ไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ทั้งหมดนี้จงเป็นองค์ประกอบที่เอื้อต่อการผลิตอาหารเพื่ออนาคตใหม่ๆของภาคผู้ผลิตอาหารไทย ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุดมากขึ้น”
โดยล่าสุด เม็ดเงินลงทุน 1.5 แสนบาท จะใช้ไปกับการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี เกลือปรุงแต่งสมุนไพรลดโซเดียม และหลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลงอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในผลงานวิจัย “สูตรผสมเกลือสมุนไพร” รวมถึงได้ปรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบให้พร้อมรับมาตรฐานเหล่านี้แล้ว บริษัท ทานสาระ ก็จะเริ่มดำเนินการต่อ ในเรื่องของการขออนุญาตต่างๆ ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐาน อย. ฮาลาล ต่อไป ซึ่งทางบริษัทฯ ได้วางไทม์ไลน์ว่าในเดือนกรกรฎาคม ปี 2562 นี้ เกลือสมุนไพรโซเดียมต่ำ กระปุกแรก จะได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
“ในช่วงเริ่มต้น เราจะผลิตจากโรงงานต้นแบบของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยกำลังการผลิต 50-100 กิโลกรัม ซึ่งเราคาดว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของตลาดในช่วงแรก จากนั้นในปี 2563 ทางบริษัทฯ จึงจะลงทุนในส่วนของโรงงานผลิตของเราเอง” ซีอีโอ บริษัท ทานสาระกล่าว
สร้างเทรนด์การบริโภค เกลือ แบบใหม่ ใช้สมุนไพรปรุงรสแทนผงชูรส
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร บริษัท ทานสาระ ระบุว่า เกลือสมุนไพรลดโซเดียมนี้ จะมีราคาสูงกว่าเกลือปรุงแต่งอาหารที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป แต่เธอมั่นใจว่า จะมีผู้บริโภคขานรับและซื้อหาเกลือเพื่อสุขภาพนี้มาใช้แน่นอน เพราะกระแสความนิยมอาหารเพื่อสุขภาพมาแรง และผู้บริโภครุ่นใหม่ก็ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อได้อาหารคุณภาพมาบริโภค
โดยในช่วงแรก ทางบริษัทฯจะทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมกัน ซึ่งจะนำร่องด้วยการส่งไปยังร้นค้าในโรงพยาบาลที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้รักสุขภาพ ผู้ใสใจดูแลสุขภาพ และผู้ป่วยตลอดจนผู้ดูแลผู้ป่วยก่อน จากนั้นจึงจะเข้าสู่การขายในตลาดทั่วไป หรือโมเดิร์นเทรดและร้านค้าปลีกต่างๆทั่วประเทศต่อไป

“มองว่าความท้าทายที่สุดของการทำตลาดผลิตภัณฑ์นี้ คือ การก้าวข้ามกรอบที่คนมองว่าเกลือ เป็น เครื่องปรุงรส กลุ่มเดียวกับผงชูรส ทั้งที่จริงแล้ว สมุนไพรไทยก็มีที่ให้กลิ่น ให้รสชาติที่ดีกับอาหาร ปรุงรสอาหารได้กลมกล่อมเช่นกัน ดังนั้น การเปลี่ยนการรับรู้หรือ Mindset ของผู้บริโภคให้มองข้ามภาพจำว่าต้องใช้ผงงชูรสเพื่อเพิ่มรสชาติกลมกล่อมให้อาหารเท่านั้น มาเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติ อย่าง เกลือปรุงแต่งสมุนไพร คิดค้นโดยนักวิจัยไทย แต่ถึงอย่างไรก็เชื่อว่า การผลิตเกลือสมุนไพรโซเดียมต่ำนี้ ออกมาจำหน่ายได้ จะเป็นก้าวแรกที่บุกเบิกตลาด เครื่องปรุงรส และเกลือ ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพผู้บริโภคได้ในที่สุด”
นอกจากนั้น ในการลงนามความร่วมมือ ทั้งนักธุรกิจจากภาคเอกชนและตัวนักวิจัยเองมองว่า ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษากับภาคธุรกิจหรือภาคเอกชน เป็นทิศทางการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆในเชิงพาณิชย์ที่ประเทศไทยเราควรเดินไป เพราะเส้นทางนี้จะช่วยนำนวัตกรรมดีๆ ส่งไปถึงมือผู้บริโภค ไม่ใช่งานวิจัยที่ทำแล้ววางอยู่บนหิ้งอีกต่อไป
ที่มา : เรียบเรียงจาก รายงานข่าว เรื่อง เกลือสมุนไพรโซเดียมต่ำ ตอบแทรนด์ อาหารอนาคต ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2562
เรื่องราวของ นวัตกรรม ทางเลือกเพื่อสุขภาพ ฝีมือนักวิจัยไทย ยังมีให้ได้อ่านกันอีก
รู้จักทีมนักศึกษา มธ. ผู้ชนะรางวัล ‘นวัตกรรมดูแลผิว’ ก่อนไปเยือน ‘Station F’ ฮับสตาร์ทอัพระดับโลก










