“นวังคสัตถุศาสน์” คือ แนวทางในการจัดการเรียนการสอนยุคพุทธกาล “นวังคสัตถุศาสน์” หมายถึง คำสอน 9 ประการที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ได้แก่

  1. “สุตตะ” หมายถึง คำสอนประเภทร้อยแก้ว โดยมากใช้กับ พระสูตร พระวินัยปิฎก นิทเทส ซึ่งต้นด้วย “เอวัมเม สุตตัง”
  2. “เคยยะ” หมายถึง คำสอนประเภทร้อยแก้วผสมผสานกับคำสอนประเภทร้อยกรอง หรืออาจพูดว่าเป็นร้อยแก้วที่มีท่วงทำนอง ได้แก่ พระสูตรที่มีคาถาทั้งหลายนั่นเอง
  3. “เวยยากรณะ” หมายถึง คำสอนที่เน้นการจำแนกแจกแจงรายละเอียด โดยใช้หลักเกณฑ์ทางภาษา หรือ “ไวยากรณ์” อย่างเคร่งครัด “เวยยากรณะ” ใช้ร้อยแก้วในการสอน ได้แก่ พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด และพระสูตรที่ไม่มีคาถา
  4. “คาถา” หมายถึง คำสอนประเภทร้อยกรอง เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา
  5. “อุทานะ” หมายถึง คำสอนที่เป็นการเปล่งอุทาน ได้แก่ พระคาถาพุทธอุทาน 82 สูตร
  6. “อิติวุตตกะ” หมายถึง คำสอนที่มีการอ้างอิง ขึ้นต้นด้วย “วุตตัง เหตัง” เช่น พระสูตรที่เรียกว่าอิติวุตตกะ 110 สูตร
  7. “ชาตกะ” หมายถึง คำสอนที่เป็นเรื่องราวในอดีตของพระพุทธเจ้า หรือ “ชาดก” 550 เรื่อง
  8. “อัพภูตธรรมะ” หมายถึง คำสอนที่เป็นเหตุอัศจรรย์ เรื่องอัศจรรย์ คือพระสูตรที่กล่าวถึงข้ออัศจรรย์ต่างๆ โดยมีคำว่า “อัพภูตัง ภิกขเว”
  9. “เวทัลละ” หมายถึง คำสอนที่เป็นการโต้ตอบสนทนา หรือพระสูตรแบบถาม-ตอบเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจ หากไม่เข้าใจสามารถซักถามได้อีก เช่น จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร เป็นต้น

เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เราสามารถแบ่ง “นวังคสัตถุศาสน์” ออกได้ 3 กลุ่ม

  1. กลุ่มการบรรยาย ประกอบด้วย
  • “สุตตะ” หมายถึง การสอนโดยใช้การบรรยายเป็นหลัก
  • “คาถา” หมายถึง การสอนโดยการสรุปความ เช่น การนำเสนอแบบบทคัดย่อ
  • “ชาตกะ” หมายถึง การสอนโดยการยกเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่เคยเกิดขึ้นแล้ว
  1. กลุ่มการใช้สื่อการสอน ประกอบด้วย
  • “เคยยะ” หมายถึง การสอนโดยใช้สื่อ เช่น การใช้บทเพลง
  • “อุทานะ” หมายถึง การสอนโดยมีแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ของผู้สอน
  • “อิติวุตตกะ” หมายถึง การสอนโดยการอ้างอิงหลักฐาน ข้อมูล ตัวอย่างประกอบ
  • “อัพภูตธรรมะ” หมายถึง การสอนโดยการแสวงหาคำตอบประเด็นสำคัญของเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
  1. กลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบด้วย
  • “เวยยากรณะ” หมายถึง การสอนโดยใช้วิธีจำแนก แจงแจก ให้เห็นองค์ประกอบ เช่น พระอภิธรรม
  • “เวทัลละ” หมายถึง การสอนโดยวิธีถาม-ตอบ

“นวังคสัตถุศาสน์” แนวการสอนยุคพุทธกาล

การสอนพระพุทธศาสนาตามแนวนวังคสัตถุศาสน์ (รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิญ รักสัตย์ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย) หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ทางพระพุทธศาสนาทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติโดยใช้นวังคสัตถุศาสน์เป็นกรอบในการนำเสนอให้เกิดองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา ทั้งด้านองค์รวมโครงสร้าง สารัตถธรรม นิรุกติศาสตร์ และความพร้อมของบุคคล

โดยเราสามารถมองกระบวนการสอนพระพุทธศาสนาตามแนวนวังคสัตถุศาสน์ได้ 3 มุมมอง ดังนี้

  1. มุมมองด้าน “หลักสูตร” หมายถึง การจัดการเรียนสอนเพื่อกำหนดภาพรวมของวัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมาย และองค์ประกอบ เพื่อให้สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ในกระบวนการสอนผ่านเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. มุมมองด้าน “เนื้อหา” หมายถึง การบูรณาการ มุมมองด้าน “หลักสูตร” เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการการเรียนการสอน โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นเนื้อหาหลัก โดยยึดประโยชน์ที่จะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน มุมมองด้าน “เนื้อหา” อย่างถูกต้องตรงตามหลักการของพระพุทธศาสนา
  3. มุมมองด้าน “กระบวนการสอน” หมายถึง การผสมผสานมุมมองด้าน “หลักสูตร” และ มุมมองด้าน “เนื้อหา” เพื่อกำหนดรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ “ผู้สอน” สามารถทำการสอนพระพุทธศาสนาให้กับ “ผู้เรียน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล และยังประโยชน์ให้แก่ “ผู้เรียน” อย่างครบถ้วน

การนำ  “นวังคสัตถุศาสน์” มาใช้ใน “ศตวรรษที่ 21”

“เบนจามิน บลูม” (1956) กล่าวว่าความรู้มี 4 ประเภท ได้แก่ ข้อเท็จจริง (Factual) มโนทัศน์ (Concept) กระบวนการ (Procedural) และความรู้ที่เกิดจากตนเอง (Metacognition) และพฤติกรรมการเรียนรู้ 2 ประเภท คือความเข้าใจ (Comprehension) และการประเมิน (Evaluation)

“แอนเดอร์สัน” และ “แครทโฮล” (2001) เสนอว่า ขั้นความเข้าใจ ขั้นการนำไปใช้ และขั้นการสังเคราะห์ต้องสั่งสมองค์ความรู้มาเป็นลำดับ เพื่อพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดใหม่ 4 ประการ ประกอบด้วย

1) คำถามด้านการเรียนรู้: อะไรคือสิ่งสำคัญที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ภายในเวลาเรียนที่จำกัดที่จัดในชั้นเรียนและภาคเรียน

2) คำถามด้านการสอน: เราจะวางแผนและจัดการเรียนการสอนอย่างไรที่จะทำให้ผู้เรียนจำนวนมาก ๆ มีผลลัพธ์ของการเรียนรู้ในระดับสูง

3) คำถามด้านการประเมิน: เราจะเลือกหรือออกแบบเครื่องมือการประเมินและใช้วิธีการประเมินอย่างไรที่จะทำให้ได้ข้อมูลอย่างถูกต้องว่าผู้เรียนกำลังเรียนรู้ได้ดีเพียงใด

4) คำถามด้านความสอดคล้อง: เราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าจุดประสงค์การเรียนการสอนและการประเมินผลมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน


การสอน “พระพุทธศาสนา” สำหรับ “Generation Y”

การสอนพระพุทธศาสนาในปัจจุบันเพื่อให้ Generation Y เข้าถึงคำสอนของพระพุทธศาสนามากที่สุด เนื้อหาควรมีการแปลคำจากภาษาบาลีให้เป็นภาษาไทยและเป็นภาษาที่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจง่ายๆ เนื้อหาควรลดความซับซ้อนในการอธิบาย ให้สั้น กระชับ และสามารถเข้าใจได้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องแปลความหมายใดๆ อีก รูปแบบควรใช้สื่อสังคมออนไลน์และสื่อสมัยใหม่เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ให้มากที่สุด

ดังนั้น การสอนพระพุทธศาสนาตามแนวนวังคสัตถุศาสน์ ตามกระบวนการของทฤษฎีการเรียนรู้ของ “เบนจามิน บลูม” ซึ่งสอดคล้องกับ “การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21” ทำให้การสอนพระพุทธศาสนายุคใหม่มีความครบถ้วนทั้งด้าน “หลักสูตร” “เนื้อหา” และ “กระบวนการสอน” อีกทั้งทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคือ “ผู้สอน” และ “ผู้เรียน” สามารถปฏิบัติตามได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพทุกประการ

ในด้านคุณสมบัติของ “ผู้เรียน” และ “ผู้สอน” พระพุทธศาสนาตามแนว “นวังคสัตถุศาสน์” นั้น แม้ว่า “ผู้สอน” อาจไม่ใช่คน Generation Y แต่ก็ควรทำความเข้าใจบริบทของ Generation Y เพื่อการจัดกระบวนเรียนการสอนให้เข้าถึง Generation Y มากที่สุด

ในส่วนของ “ผู้เรียน” ไม่ต้องกังวลกับบริบทการรับรู้มากนัก เนื่องจาก Generation Y มีลักษณะพิเศษสามารถรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหาก “ผู้สอน” สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์และสื่อสมัยใหม่ก็สามารถปรับฐานคิดระหว่าง “ผู้สอน” และ “ผู้เรียน” เข้าหากันได้เป็นอย่างดี


บทสรุป

รูปแบบการสอน “พระพุทธศาสนา” ตามแนว “นวังคสัตถุศาสน์” ควรเน้นไปที่การสร้างสื่อบนพื้นฐานของโครงสร้าง (หลักสูตร) สารัตถธรรม (เนื้อหา) และ นิรุกติศาสตร์ (กระบวนการสอน)

ดังนั้น ในการเชื่อมโยงองค์ประกอบทั้ง 3 มิติเข้ากับสาระสำคัญของ “นวังคสัตถุศาสน์”  ทั้ง 9 ประการ คือ “สุตตะ” “เคยยะ” “เวยยากรณะ” “คาถา” “อุทานะ” “อิติวุตตกะ” “ชาตกะ” “อัพภูตธรรมะ” และ “เวทัลละ” มีความสอดคล้องกับกระบวนการของทฤษฎีการเรียนรู้ “เบนจามิน บลูม” ทุกประการ อีกทั้งยังสอดคล้องกับ “การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21”

ดังนั้น “ผู้สอน” ควรอิงตามกระบวนการของทฤษฎีการเรียนรู้ “เบนจามิน บลูม” และควรเน้นการสร้างสื่อตามแนวคิด “การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21” ไปพร้อมกัน