“นวังคสัตถุศาสน์” คือ แนวทางในการจัดการเรียนการสอนยุคพุทธกาล “นวังคสัตถุศาสน์” หมายถึง คำสอน 9 ประการที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ได้แก่
- “สุตตะ” หมายถึง คำสอนประเภทร้อยแก้ว โดยมากใช้กับ พระสูตร พระวินัยปิฎก นิทเทส ซึ่งต้นด้วย “เอวัมเม สุตตัง”
- “เคยยะ” หมายถึง คำสอนประเภทร้อยแก้วผสมผสานกับคำสอนประเภทร้อยกรอง หรืออาจพูดว่าเป็นร้อยแก้วที่มีท่วงทำนอง ได้แก่ พระสูตรที่มีคาถาทั้งหลายนั่นเอง
- “เวยยากรณะ” หมายถึง คำสอนที่เน้นการจำแนกแจกแจงรายละเอียด โดยใช้หลักเกณฑ์ทางภาษา หรือ “ไวยากรณ์” อย่างเคร่งครัด “เวยยากรณะ” ใช้ร้อยแก้วในการสอน ได้แก่ พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด และพระสูตรที่ไม่มีคาถา
- “คาถา” หมายถึง คำสอนประเภทร้อยกรอง เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา
- “อุทานะ” หมายถึง คำสอนที่เป็นการเปล่งอุทาน ได้แก่ พระคาถาพุทธอุทาน 82 สูตร
- “อิติวุตตกะ” หมายถึง คำสอนที่มีการอ้างอิง ขึ้นต้นด้วย “วุตตัง เหตัง” เช่น พระสูตรที่เรียกว่าอิติวุตตกะ 110 สูตร
- “ชาตกะ” หมายถึง คำสอนที่เป็นเรื่องราวในอดีตของพระพุทธเจ้า หรือ “ชาดก” 550 เรื่อง
- “อัพภูตธรรมะ” หมายถึง คำสอนที่เป็นเหตุอัศจรรย์ เรื่องอัศจรรย์ คือพระสูตรที่กล่าวถึงข้ออัศจรรย์ต่างๆ โดยมีคำว่า “อัพภูตัง ภิกขเว”
- “เวทัลละ” หมายถึง คำสอนที่เป็นการโต้ตอบสนทนา หรือพระสูตรแบบถาม-ตอบเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจ หากไม่เข้าใจสามารถซักถามได้อีก เช่น จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร เป็นต้น

เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เราสามารถแบ่ง “นวังคสัตถุศาสน์” ออกได้ 3 กลุ่ม
- กลุ่มการบรรยาย ประกอบด้วย
- “สุตตะ” หมายถึง การสอนโดยใช้การบรรยายเป็นหลัก
- “คาถา” หมายถึง การสอนโดยการสรุปความ เช่น การนำเสนอแบบบทคัดย่อ
- “ชาตกะ” หมายถึง การสอนโดยการยกเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่เคยเกิดขึ้นแล้ว
- กลุ่มการใช้สื่อการสอน ประกอบด้วย
- “เคยยะ” หมายถึง การสอนโดยใช้สื่อ เช่น การใช้บทเพลง
- “อุทานะ” หมายถึง การสอนโดยมีแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ของผู้สอน
- “อิติวุตตกะ” หมายถึง การสอนโดยการอ้างอิงหลักฐาน ข้อมูล ตัวอย่างประกอบ
- “อัพภูตธรรมะ” หมายถึง การสอนโดยการแสวงหาคำตอบประเด็นสำคัญของเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
- กลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบด้วย
- “เวยยากรณะ” หมายถึง การสอนโดยใช้วิธีจำแนก แจงแจก ให้เห็นองค์ประกอบ เช่น พระอภิธรรม
- “เวทัลละ” หมายถึง การสอนโดยวิธีถาม-ตอบ
“นวังคสัตถุศาสน์” แนวการสอนยุคพุทธกาล
การสอนพระพุทธศาสนาตามแนวนวังคสัตถุศาสน์ (รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิญ รักสัตย์ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย) หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ทางพระพุทธศาสนาทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติโดยใช้นวังคสัตถุศาสน์เป็นกรอบในการนำเสนอให้เกิดองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา ทั้งด้านองค์รวมโครงสร้าง สารัตถธรรม นิรุกติศาสตร์ และความพร้อมของบุคคล
โดยเราสามารถมองกระบวนการสอนพระพุทธศาสนาตามแนวนวังคสัตถุศาสน์ได้ 3 มุมมอง ดังนี้
- มุมมองด้าน “หลักสูตร” หมายถึง การจัดการเรียนสอนเพื่อกำหนดภาพรวมของวัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมาย และองค์ประกอบ เพื่อให้สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ในกระบวนการสอนผ่านเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- มุมมองด้าน “เนื้อหา” หมายถึง การบูรณาการ มุมมองด้าน “หลักสูตร” เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการการเรียนการสอน โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นเนื้อหาหลัก โดยยึดประโยชน์ที่จะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน มุมมองด้าน “เนื้อหา” อย่างถูกต้องตรงตามหลักการของพระพุทธศาสนา
- มุมมองด้าน “กระบวนการสอน” หมายถึง การผสมผสานมุมมองด้าน “หลักสูตร” และ มุมมองด้าน “เนื้อหา” เพื่อกำหนดรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ “ผู้สอน” สามารถทำการสอนพระพุทธศาสนาให้กับ “ผู้เรียน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล และยังประโยชน์ให้แก่ “ผู้เรียน” อย่างครบถ้วน
การนำ “นวังคสัตถุศาสน์” มาใช้ใน “ศตวรรษที่ 21”
“เบนจามิน บลูม” (1956) กล่าวว่าความรู้มี 4 ประเภท ได้แก่ ข้อเท็จจริง (Factual) มโนทัศน์ (Concept) กระบวนการ (Procedural) และความรู้ที่เกิดจากตนเอง (Metacognition) และพฤติกรรมการเรียนรู้ 2 ประเภท คือความเข้าใจ (Comprehension) และการประเมิน (Evaluation)
“แอนเดอร์สัน” และ “แครทโฮล” (2001) เสนอว่า ขั้นความเข้าใจ ขั้นการนำไปใช้ และขั้นการสังเคราะห์ต้องสั่งสมองค์ความรู้มาเป็นลำดับ เพื่อพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดใหม่ 4 ประการ ประกอบด้วย
1) คำถามด้านการเรียนรู้: อะไรคือสิ่งสำคัญที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ภายในเวลาเรียนที่จำกัดที่จัดในชั้นเรียนและภาคเรียน
2) คำถามด้านการสอน: เราจะวางแผนและจัดการเรียนการสอนอย่างไรที่จะทำให้ผู้เรียนจำนวนมาก ๆ มีผลลัพธ์ของการเรียนรู้ในระดับสูง
3) คำถามด้านการประเมิน: เราจะเลือกหรือออกแบบเครื่องมือการประเมินและใช้วิธีการประเมินอย่างไรที่จะทำให้ได้ข้อมูลอย่างถูกต้องว่าผู้เรียนกำลังเรียนรู้ได้ดีเพียงใด
4) คำถามด้านความสอดคล้อง: เราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าจุดประสงค์การเรียนการสอนและการประเมินผลมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน
การสอน “พระพุทธศาสนา” สำหรับ “Generation Y”
การสอนพระพุทธศาสนาในปัจจุบันเพื่อให้ Generation Y เข้าถึงคำสอนของพระพุทธศาสนามากที่สุด เนื้อหาควรมีการแปลคำจากภาษาบาลีให้เป็นภาษาไทยและเป็นภาษาที่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจง่ายๆ เนื้อหาควรลดความซับซ้อนในการอธิบาย ให้สั้น กระชับ และสามารถเข้าใจได้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องแปลความหมายใดๆ อีก รูปแบบควรใช้สื่อสังคมออนไลน์และสื่อสมัยใหม่เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ให้มากที่สุด
ดังนั้น การสอนพระพุทธศาสนาตามแนวนวังคสัตถุศาสน์ ตามกระบวนการของทฤษฎีการเรียนรู้ของ “เบนจามิน บลูม” ซึ่งสอดคล้องกับ “การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21” ทำให้การสอนพระพุทธศาสนายุคใหม่มีความครบถ้วนทั้งด้าน “หลักสูตร” “เนื้อหา” และ “กระบวนการสอน” อีกทั้งทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคือ “ผู้สอน” และ “ผู้เรียน” สามารถปฏิบัติตามได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพทุกประการ
ในด้านคุณสมบัติของ “ผู้เรียน” และ “ผู้สอน” พระพุทธศาสนาตามแนว “นวังคสัตถุศาสน์” นั้น แม้ว่า “ผู้สอน” อาจไม่ใช่คน Generation Y แต่ก็ควรทำความเข้าใจบริบทของ Generation Y เพื่อการจัดกระบวนเรียนการสอนให้เข้าถึง Generation Y มากที่สุด
ในส่วนของ “ผู้เรียน” ไม่ต้องกังวลกับบริบทการรับรู้มากนัก เนื่องจาก Generation Y มีลักษณะพิเศษสามารถรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหาก “ผู้สอน” สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์และสื่อสมัยใหม่ก็สามารถปรับฐานคิดระหว่าง “ผู้สอน” และ “ผู้เรียน” เข้าหากันได้เป็นอย่างดี
บทสรุป
รูปแบบการสอน “พระพุทธศาสนา” ตามแนว “นวังคสัตถุศาสน์” ควรเน้นไปที่การสร้างสื่อบนพื้นฐานของโครงสร้าง (หลักสูตร) สารัตถธรรม (เนื้อหา) และ นิรุกติศาสตร์ (กระบวนการสอน)
ดังนั้น ในการเชื่อมโยงองค์ประกอบทั้ง 3 มิติเข้ากับสาระสำคัญของ “นวังคสัตถุศาสน์” ทั้ง 9 ประการ คือ “สุตตะ” “เคยยะ” “เวยยากรณะ” “คาถา” “อุทานะ” “อิติวุตตกะ” “ชาตกะ” “อัพภูตธรรมะ” และ “เวทัลละ” มีความสอดคล้องกับกระบวนการของทฤษฎีการเรียนรู้ “เบนจามิน บลูม” ทุกประการ อีกทั้งยังสอดคล้องกับ “การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21”
ดังนั้น “ผู้สอน” ควรอิงตามกระบวนการของทฤษฎีการเรียนรู้ “เบนจามิน บลูม” และควรเน้นการสร้างสื่อตามแนวคิด “การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21” ไปพร้อมกัน
















