“…นักประวัติศาสตร์แตกต่างจากนักเขียนนิยายตรงที่ไม่มีสิทธิจบเรื่องอย่างมีความสุข การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ความรุนแรงตามเขตเมือง และการลอบสังหารหลายครั้งระหว่างปี ค.ศ. 1965 ถึงปี ค.ศ. 1970 เปิดทางสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สับสนวุ่นวาย เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ศตวรรษที่สามของการมีเอกราช ทศวรรษต่อจากนั้น ปรากฏเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่การลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี การยื่นถอดถอนประธานาธิบดี การโจมตีจากกลุ่มก่อการร้ายที่สร้างความตกตะลึงและน่าสะพรึงกลัว การทำสงครามกับต่างประเทศท่ามกลางการถกเถียงของคนในชาติ วัฏจักรทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ลงเอยด้วยความเกลียดชังและถอถอย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สับสน ความหวาดกลัวภัยก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง ความกระวนกระวายใจต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศที่สั่งสมมานาน และความใส่ใจอย่างจริงจังต่อสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงจากน้ำมือมนุษย์…” 

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


ย้อนหลังกลับไป ในปลายศตวรรษที่ 20 ดูเหมือนว่าชาวยุโรปเดินทางเข้ามาลงหลักปักฐานในสหรัฐฯ น้อยลงมาก น้อยลงกว่าเมื่อศตวรรษก่อนๆ กระทั่งถึงเหตุการณ์วันประกาศอิสรภาพ 4 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1776 ก็ยังมีชาวยุโรปอพยพเข้ามาอเมริกาอย่างหนาตา

ขณะเดียวกัน อัตราการโยกย้ายถิ่นฐานที่มาจากปริมาณชาวเอเชียและละตินอเมริกากลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยังไม่นับจำนวนผู้อพยพจากอินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ เห็นได้จาก บุตรหลานของลูกครึ่งเอเชีย-อเมริกันจำนวนมาก ก้าวขึ้นมามีบทบาทโดดเด่น ไม่ว่าจะในแวดวงการศึกษา ธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬา

สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้ นักประชากรศาสตร์คาดการณ์ว่า ประมาณปี ค.ศ. 2040 จำนวนคนขาวที่ไม่ใช่ชาวละติน จะมีสัดส่วนไม่ถึงครึ่งของประชากรทั้งหมด จากเดิม ที่คอเคซอยด์เป็นคนส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ มาตลอด

ทว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 เรื่อยมา ประชากรเชื้อสายฮิสแปนิก ทั้งที่เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายก็ตาม กลับกลายเป็นผู้อพยพชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุด แซงหน้าประชากรแอฟริกัน-อเมริกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในด้านเศรษฐกิจ ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ เราจะพบอัตราการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการเกิดขึ้นของธุรกิจการเกษตรขนาดยักษ์ที่กลืนกินวิถีการทำฟาร์มในครัวเรือนของคนอเมริกันในชนบท ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ไม่เสื่อมถอยน้อยหน้าภาคเกษตรกรรมเช่นเดียวกัน หลังอเมริกาและโลกเข้าสู่ยุคคลื่นลูกที่สามเป็นต้นมา

ในห้วงเวลาที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมกำลังทรุดตัว ภาคการค้า การเงินการธนาคาร และภาคบริการ โดยเฉพาะบรรดามนุษย์ทองคำช่วงปลายศตวรรษที่ 20 คือนักลงทุนเล่นหุ้นเก็งกำไร และเหล่ามนุษย์ทองคำแห่งศตวรรษที่ 21 ในธุรกิจ ICT แถบ Silicon Valley กลับเฟื่องฟูแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งการเติบโตของบริษัทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ปัญหาการเหยียดผิวในสหัรฐฯ ยังคงหลอกหลอนและดูเหมือนจะฝังอยู่ใน DNA ชาวคอเคซอยด์ ทั้งๆ ที่บรรพบุรุษหลายล้านครอบครัวของพวกเขาก็เป็นผู้อพยพเข้ามายังอเมริกาเช่นกัน คนอเมริกันจำนวนหนึ่งรับไม่ได้ที่บรรดาลูกครึ่งเอเชีย-อเมริกันได้ดิบได้ดีในปลายศตวรรษที่ 20 ต่อต้นศตวรรษที่ 21 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ยังไม่นับการประสบความสำเร็จของคนแอฟริกัน-อเมริกัน ที่ลูกหลานทาสผิวดำเหล่านั้น จำนวนมากเป็นแพทย์ และหลายคนเป็นถึงผู้พิพากษาในศาลสูง ยังไม่นับการเข้าสู่แวดวงการเมือง จนกระทั่งได้เป็นประธานาธิบดี

ชนชาวฮิสแปนิกก็เช่นเดียวกัน เพราะบรรดาผู้ที่ใช้ภาษาสเปนที่ส่วนใหญ่คือคนเม็กซิกัน รวมถึงคิวบา เปอร์โตริโก หมู่เกาะแคริบเบียน และจากภูมิภาคอื่นๆ ต่างพากันเลื่อนสถานะจากชนชั้นล่างขึ้นสู่การเป็นชนชั้นกลางได้สำเร็จ

อย่างไรก็ดี ปัญหาการเหยียดผิวยังคงหลอกหลอนสหรัฐอเมริกา เห็นได้จากจำนวนคนหนุ่มสาวผิวสีทั้งมองโกลอยด์และนิกรอยด์ ต่างถูกกีดกันด้วยเพดานแก้วสารพัดวิธี แม้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นชนชั้นกลางในสหรัฐฯ ได้สำเร็จ และบางส่วนปีนขึ้นไปเป็นชนชั้นสูง เติบโตก้าวหน้าในสาขาวิชาชีพต่างๆ หลากหลายแขนง ทว่า หลายคนยังขาดโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และยังมีชนชั้นล่างผิวสีถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกไม่น้อย

โลกในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคทองของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT (Information and Communication Technology) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นวัตกรรม” หรือ Innovation สิ่งใหม่ทั้งสองได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการติดต่อสื่อสารและการดำรงชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ระบบตลาดออนไลน์ที่ปรับโฉมหน้าอย่างรวดเร็วชนิดที่คาดไม่ถึง ธุรกิจบันเทิงก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ยุคทองของ Social Media มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเสพข่าวสาร ส่งผลกระทบทำให้สำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ ธุรกิจหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และค่ายเพลง รวมถึงบริษัทภาพยนตร์อยู่ในอาการทรงๆ ทรุดๆ ตลอดระยะเวลา 10 ปีให้หลังมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำถามถึงสถานภาพของสื่อมวลชนนับจากนี้ เมื่อทุกคนสามารถสร้าง Content ได้เอง

“…คนอเมริกันบางคนคาดการณ์ถึงวัฏจักรความถดถอยในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่เศรษฐกิจของจีน และตลาดเกิดใหม่อยู่ในช่วงขาขึ้น หากมองภาพรวมของประวัติศาสตร์โลกแล้ว แนวโน้มดังกล่าวดูไม่น่าแปลกใจมากนัก ประชาชาติและจักรวรรดิท้งหลายต่างมีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลา ทว่า ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้แสดงศัพยภาพในการแข่งขันทางการเมือง และการตอบโต้ความท้าทายต่างๆ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดยเป็นผู้นำในการปฏิวัติคอมพิวเตอร์และการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยรวม แม้จะมีปัญหาต่างๆ มากมายดังที่กล่าวมา สหรัฐอเมริกาในปัจจุบันก็ยังเป็นเป้าหมายในชีวิตของคนอีกนับล้านทั่วโลก…” 

ในครั้งหน้า จะเป็นตอนจบของชุดบทความ สำรวจ Gloryland ในวันที่อำนาจสั่นคลอน เราจะมาร่วมเขียนบทสรุปด้วยกันเป็นการส่งท้ายครับ