เชื่อว่าทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว การกินฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ เป็นพฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ ที่ควร ลด ละ เลิก ให้ได้ เพราะไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวแน่นอน แต่ล่าสุด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ออกมาอัปเดตถึงอีกหนึ่งโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับชายไทยที่มีชีวิตเร่งรีบ ต้องอาศัยฝากท้องกับร้านฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำว่า อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้าย “มะเร็งต่อมลูกหมาก” มากขึ้นได้


แพทย์ไทย ออกโรงเตือนชายไทย ลด ละ เลิก กินฟาสต์ฟู้ด ลดความเสี่ยง มะเร็งต่อมลูกหมาก ได้

รายงานข่าวล่าสุด เผย ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ ประธานฝ่ายวิชาการสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยใพระบรมราชูปถัมภ์ เผยข้อมูลสถิติล่าสุดว่า พบผู้ชายไทยป่วยเป็น มะเร็งต่อมลูกหมาก เพิ่มขึ้น ปัจจัยหนึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีนม เนย ชีสต์เพิ่มมากขึ้น

“ชายไทยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป มีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น โดยมีอุบัติการณ์อยู่ที่ 2.5-3 ราย ต่อแสนประชากร จากเดิมโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นโรคร้ายที่คุกคามชายไทยอยู่ในอันดับ 7-8 ล่าสุด โรคนี้ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4 ที่ตรวจพบในชายไทย โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ชายไทยเป็นโรคนี้กันเยอะขึ้น เกิดจากการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งจัดเป็นอาหารประเภทที่มีนม เนย ชีสต์เพิ่มมากขึ้น”

นอกจากนั้น ในผู้ป่วยรายที่มีพ่อหรือพี่ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก จะมีโอกาสเป็นสูงกว่าคนทั่วไป 3 เท่า ซึ่งหากตรวจพบในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายขาดได้ และการคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยมะเร็งตั้งแต่เริ่มแรกมีผลทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลงร้อยละ 21 และสามารถลดมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลามขณะวินิจฉัยได้


อัปเดต นวัตกรรมทางการแพทย์ ตรวจคัดกรอง มะเร็งต่อมลูกหมาก ลดจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะโรคนี้อย่างได้ผล

เมื่อถามถึงวิธีการป้องกัน มะเร็งต่อมลูกหมาก อย่างได้ผล ศ.นพ.บรรณกิจ ให้ข้อมูลว่า

“ในปัจจุบัน ทางการแพทย์มีแนวทางการป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้อย่างได้ผล คือ การตรวจคัดกรอง ซึ่งตอนนี้มีการตรวจด้วย Prostate Health Index: phi หรือ พีเอชไอ ซึ่งเป็นชุดน้ำยาตรวจคัดกรอง นับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย ที่ต่อมาวงการแพทย์ไทยใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งวิธีการใช้ แพทย์จะเจาะเลือดผู้ป่วย 5 ซีซี แล้วใช้ชุดน้ำยาและเครื่องตรวจอัตโนมัติเพื่อหาค่า 3 ตัว คือ PSA, Free PSA และ [-2]pro PSA มาเป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำต่อการตรวจโรคนี้ และมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการตรวจแบบเดิม 3.5 เท่า”

อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมนี้เหมาะที่จะนำมาใช้ตรวจในผู้ป่วยที่มีค่า PSA อยู่ในช่วง 4-10 นาโนกรัมต่อมิลลิกรัม (ng/mL) ซึ่งถือเป็นโซนสีเทา หากใช้การตรวจด้วย phi แล้ว ถ้าได้ผลว่าค่า phi น้อยกว่า 40 จะไม่ต้องตัดชิ้นเนื้อของผู้ป่วยกลุ่มนี้ไปตรวจเพิ่ม ช่วยลดอัตราเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการตัดชิ้นเนื้ออย่างได้ผล

ส่วนผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามีค่า PSA สูงมากกว่า 10 ng/mL จะต้องตัดชิ้นเนื้อตรวจอยู่แล้ว และปัจจุบันได้มีการใช้นวัตกรรมนี้ในโรงพยาบาลเอกชนและโรงเรียนแพทย์บางแห่งเท่านั้น แต่คาดว่าในอนาคตจะสามารถขยายผลนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในโรงเรียนแพทย์ได้ทุกแห่ง โดยสนนราคาค่าใช้จ่ายในการตรวจด้วยนวัตกรรมนี้อยู่ที่หลักหมื่นบาท ซึ่งต่อไปในอนาคตหากได้รับการพัฒนาจนสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ นวัตกรรมนี้ก็จะมีราคาถูกลง ขณะเดียวกัน ก็จะบรรจุลงในสิทธิประโยชน์ตามกองทุนหลักประกันสุขภาพได้

“การตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก วิธีเดิมจะใช้วิธีตรวจ PSA เพื่อดูสารเคมีที่พบในเลือด ซึ่งบ่งบอกถึงความผิดปกติของต่อมลูกหมากร่วมกับวิธีการตรวจโดยสวมถุงมือคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก (Digital Rectal examination :DRE) หากพบความผิดปกติเบื้องต้น คือ มีค่า PSA อยู่ระหว่าง 4.0 นาโนกรัมต่อมิลลิกรัม (ng/mL) ถึง 10 ng/mL จะต้องทำการตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากมาตรวจเพิ่มเติม ที่มีความเสี่ยงว่าอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกมาก หรือเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและทำให้ผู้ป่วยเสียค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น”

ศ.นพ.บรรณกิจ อัปเดตอีกว่า การรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มี 2 แนวทาง ได้แก่

  1. ระยะที่ 1-2 มะเร็งยังไม่แพร่กระจายสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการผ่าตัดต่อมลูกหมากออกทั้งหมด การฝังแร่รังสี
  2. ระยะที่ 3-4 เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น กระดูก ตับ ไต ปอดและต่อมน้ำเหลือง อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางรายถึงขั้นเป็นอัมพาต ทำการรักษาได้เพียงลดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมียาบางชนิดช่วยฉีดประคับประคอง

ทั้งนี้ วิธีการป้องกันตัวเองและคนข้างกายให้ห่างไกลจาก มะเร็งต่อมลูกหมาก ที่ได้ผลอีกวิธีหนึ่ง คือ การสังเกตความผิดปกติของต่อมลูกหมาก เช่น ปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อย ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่หมด กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้ ปวดเวลาปัสสาวะหรือมีเลือดปนออกมา รวมทั้ง ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดหลัง ปวดกระดูก น้ำหนักลด หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัย นอกจากนั้น ศ.นพ.บรรณกิจ ยังย้ำเตือน ชายไทย ให้ปรับพฤติกรรม ค่อยๆ ลด ละ เลิก การกินฟาสต์ฟู้ด เพื่อปิดทางความเสี่ยงต่อโรคร้ายนี้อีกทางด้วย

“อยากให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ลดอาหารมัน ควบคุมคลอเรสเตอรอล หันมากินอาหารไทยที่อุดมด้วยพืช ผัก ผลไม้ที่มีไลโคปีน เช่น แตงโม มะเขือเทศสุก ผักตระกูลกะหล่ำ ผลิตภัณฑ์จากเต้าหู้และถั่วเหลือง ซึ่งจะสามารถช่วยยับยั้งความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้” ศ.นพ.บรรณกิจกล่าวในที่สุด


ที่มา : รายงานข่าว เรื่อง “ชายไทยป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น เหตุกินฟาสต์ฟู้ด” โดย Porraphat Jutrakul| วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส. (ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ)


อ่านบทความให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพดีๆ ได้ต่อที่นี่

2030 ภารกิจพิชิต ‘มาลาเรีย’ เชื้อร้ายที่ต้องหายไปจากโลกภายใน 11 ปี!

บอกลา ‘โรคอาหารเป็นพิษจากการกินอาหารทะเล’ ด้วยชุดตรวจเชื้อแบคทีเรีย แม่นยำ ราคาไม่แพง ฝีมืออาจารย์ ม.บูรพา

ทำความรู้จักคอมมูนิตี้ในซานฟรานซิสโก รักษา ‘ซึมเศร้า’ โดยผสานศาสตร์ ‘ฝังเข็ม ชี่กง และเทคโนโลยี TMS’