ตัวเลขอัตราการเติบโตของ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย ครึ่งปีหลัง 2562 ที่ได้รับการเปิดเผยในงานสัมมนาเนปคอน ฟอรั่ม 2019 ในหัวข้อ “เชื่อมโยงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์สู่ระบบการผลิตในอนาคต” ทำให้หลายฝ่ายมองเห็นถึงอนาคตสดใสของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยต่อจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพราะยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องในอัตรา 5-10 เปอร์เซ็นต์

และประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะขาดแคลนแรงงานคนที่มีทักษะด้านอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะบรรเทาลง เพราะสามารถพัฒนาและปรับใช้เทคโนโลยีทดแทนการทำงานได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเทคโนโลยี นวัตกรรม มาเติมเต็มมากเพียงใด แต่องค์กร 4.0 ก็ยังต้องเร่งปรับโครงสร้าง พัฒนาทักษะแรงงานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อรับกับเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาในยุคดิจิทัลนี้อยู่ดี


รู้ทัน ปัจจัยส่ง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย โตแซงหน้าคู่แข่ง

การบรรยายพิเศษของ สัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ (ECEA) ในงานสัมมนาเนปคอน ฟอรั่ม 2019 ได้ชี้ให้เห็นเพิ่มเติมถึงประเด็น เรื่อง ก้าวต่อไปของ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย โอกาสและความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมภาคแรงงาน ว่า

“แม้ครึ่งปีแรกของปี 2562 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะชะลอตัวไปบ้าง ด้วยปัจจัยแทรกแซงเรื่องสงครามการค้าและโอเวอร์ซัพพลาย แต่แนวโน้มครึ่งปีหลังคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ถึง 5-10 เปอร์เซ็นต์แน่นอน เพราะต้องยอมรับว่ายุคนี้เป็นยุคทองของอุตสาหกรรมประเภทนี้ ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับแทบทุกไลน์การผลิตสินค้า กอปรกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ตอนนี้กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม สัมพันธ์ ยังวิเคราะห์ให้เห็นถึงความท้าทายในการทำอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ด้วยว่า ผู้ประกอบการธุรกิจนี้ต้องตระหนักว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อยู่บนสายพานการแข่งขัน ที่มีการเคลื่อนที่และปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ต้องบริหารให้อยู่ได้ท่ามกลางสถานการณ์ปกติ ที่ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ถูกลงทุกวัน บวกกับตัวเลขการเติบโตของการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มสูงขึ้น และผู้ผลิตในอุตสาหกรรมนี้ในระดับนานาชาติก็ปรับแผนโยกย้ายฐานการผลิตตลอดเวลา

ยกตัวอย่าง ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ ทั้งแบรนด์ซีเกทและดับบลิวดี ที่ตอนนี้ต่างเบนเข็มย้ายฐานการผลิตมาอยู๋ที่ไทย โดยเฉพาะดับบลิวดี ตอนนี้ได้ปิดโรงงงานในทุกประเทศ มารวมศูนย์อยู่ที่ไทยแห่งเดียว ซึ่งสถานการณ์นี้ สัมพันธ์ ฟันธงว่า เป้นผลดีกับภาคผู้ประกอบการค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไทยแน่นอน เพราะเท่ากับว่าประเทศไทยจะมีสินค้าพอเพียงต่อความต้องการของลูกค้า เมื่อเกิดความต้องการขึ้น ผู้ประกอบการไทยก็จะสามารถหาสินค้าส่งให้ลูกค้าได้ไม่ยาก นี่นับเป็นปัจจัยที่ส่งให้ไทยได้เปรียบเหนือคู่แข่งในภูมิภาคนี้


แพลตฟอร์มอัตโนมัติ จะเทคโอเวอร์แรงงานคนทั้งหมดในโรงงาน ความกังวลที่มีทางออก

หากย้อนเวลาไปนึกถึงภาพการผลิตในอุตสาหกรรมสัก 2-3 ทศวรรษ ก่อน คงไม่มีใครคิดว่า ผ่านมาไม่กี่สิบปี แพลตฟอร์มระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเครื่องจักร จะมาแทนที่แรงงานมนุษย์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเหมือนทุกวันนี้ แต่ในเมื่อปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว สัมพันธ์ ได้วิเคราะห์ในแง่มุมข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบันว่า

“ต้องยอมรับว่า ตอนนี้โรงงานอุตสาหกรรมผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนสู่กระบวนการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติแล้วถึงร้อยละ 70  แต่สำหรับประเด็ฯที่หลายฝ่ายกังวลว่า เอไอ หรือ ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงและทำให้อุตสาหกรรมการผลิตเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปหรือไม่นั้น ผมมองว่า ภายใน 3 ปี ต่อจากนี้ อุตสาหกรรมการผลิตของไทยจะยังไม่ได้เห็นภาพนั้นพร้อมกันหมด เอไอ ยังเป็นเรื่องอยู่ในกระดาษมากกว่าการเปลี่ยนแบบเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องใช้เวลา และเริ่มจากการทำงานที่เป็นลักษณะ non value added ก่อน”

โดยในประเด็นนี้ วิวัฒน์ พันธ์สระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด แชร์ความคิดเห็นในมุมมองงที่น่าสนใจว่า

“สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผมดูแลอยู่นั้น แม้ว้ายอดการผลิตรถยนต์ในประเทศจะสูงขึ้น แต่เป็นการผลิตเพื่อส่งออกมากกว่าจำหน่ายในประเทศ ส่วนการปรับรูปแบบการผลิตมาอาศัยโรบอทมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนค่าแรงคนงานในโรงงานการผลิตนั้น กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา เพราะก่อนจะก้าวสู่แพลตฟอร์มการผลิตโดยอาศัยระบบอัตโนมัตินั้น องค์กรเองก็ต้องบริหารจัดการขจัดปัจจัยก่อความสูญเสียหรือความเสียหายในกระบวนการผลิตให้ได้เสียก่อน เมื่อปรับปรุงตรงนี้ให้ดีขึ้นแล้ว ก็ยังต้องคิด คำนวณถึงจุดคุ้มทุนในการเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติต่อด้วย”

ด้าน วิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อิเล็คทริค แฟคทอรี ออโตเมชัน (ประเทศไทย) จำกัด ได้บอกเล่าประสบการณ์จริงของการประยุกต์ระบบ E-Factory มาใช้ว่า

“มิตซูบิชิ สร้างระบบอัตโนมัติ E-Factory ใช้ในโรงงานที่ญี่ปุ่น แล้วยังนำระบบนี้ออกทำตลาดในสายการผลิตของโรงงานต่างๆของมิตซูบิชิทั่วโลกด้วย ซึ่งแนวทางการวางระบบโรงงานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบของเรานั้น จะสร้างโดยเน้นให้ทำงานที่มนุษย์ทำไม่ได้ อย่างการผลิตของที่เล็กมาก หรือมีความเสี่ยงมาก”

แต่อย่างไรก็ตาม วิเชียร ก็ได้ให้ข้อมูลตามตรงว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปัจจุบัน ยังคงเป็นการรับจ้างผลิต จึงเสี่ยงต่อการยุบฐานการผลิต ดังนั้น หากต้องการให้อุตสาหกรรมการผลิตนี้ยังอยู่ในประเทศต่อไป ภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะต้องปรับตัว ยอมรับเอาระบบอัตโนมัติเข้ามา และทางภาครัฐยังต้องให้อภิสิทธิ์หรือเงื่อนไขที่สร้างแรงจูงใจดึงดูดนักลงทุนให้มาขยายฐานการผลิตในไทยด้วย


ระบบอัตโนมัติ ไม่อาจทดแทน คน องค์กรดิจิทัลไทย จึงต้องไม่หยุดพัฒนาคน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อย้ำว่า ภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย คงหลีกเลี่ยงที่จะไม่เปิดรับระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ หรือเอไอ เข้ามาในกระบวนการผลิตไม่ได้ ทว่า ในสถานการณ์บังคับนี้ ก็ต้องอย่าลืมว่า ระบบอัตโนมัติ หรือเทคโนโลยีใดๆก็ตาม เป็นเพียงเครื่องจักรที่ช่วยจัดการการทำงานให้เป็นระบบ รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนเท่านั้น แต่มนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้ควบคุม วางแผน และสั่งการณ์ระบบอัตโนมัติและใช้เทคโนโลยีนี้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด

ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพของคนทำงาน รวมถึงการมุ่งผลิตกำลังคนที่มีทักษะตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม จึงยังคงเป็น First Priority หรือความจำเป็นลำดับต้นๆ บนเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

เพื่อให้เห็นภาพแนวทางการพัฒนาคนในองค์กรดิจิทัล ขอหยิบยกเอาผลสำรวจ Banking and Capital Markets Trends 2019 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลสำรวจซีอีโอโลกประจำปี ครั้งที่ 22 (Annual Global CEO Survey trends series) ของ PwC ที่ได้ทำการสำรวจผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกจำนวน 3,200 ราย โดยในจำนวนนี้ เป็นผู้บริหารกลุ่มสถาบันการเงินและตลาดทุนจำนวนทั้งสิ้น 235 ราย

โดยรายงานผลสำรวจฉบับนี้ ระบุถึงสาระสำคัญของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดว่า ต้องตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และต้องอาศัยการใช้ “คน” ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีในการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล โดยต้องอาศัยกระบวนการสำคัญ 5 ประการ ประกอบด้วย

  • องค์กรจะเปลี่ยนต้องเริ่มที่ผู้นำ

องค์กรไหนที่ผู้นำมีวิสัยทัศน์ให้ความสำคัญทั้งกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี และลงทุนกับการพัฒนาทักษะของตัวเองในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยรู้ว่าควรต้องลงทุนกับเทคโนโลยีประเภทใดจึงจะเหมาะสมกับกลยุทธ์ พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆขององค์กร ถือว่าองค์กรนั้นมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วที่จะพัฒนาเป็นองค์กรดิจิทัลได้ในเร็ววัน

  • ศักยภาพของ “คน” ในองค์กรดี ก็ครองใจลูกค้าได้

การปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้เปลี่ยนโฉมใหม่ให้องค์กร สร้างภาพลักษณ์องค์กรดิจิทัลได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรนั้นจะครองใจลูกค้าได้เสมอไป เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะรู้สึกดีและประทับใจกับสินค้า ต้องได้รับการบริการที่ดีจากพนักงานที่เป็นมนุษย์ด้วย ซึ่งพนักงานในวันนี้ต้องปรับตัว ใฝ่เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่องค์กรนำมาประยุกต์ใช้มากขึ้นด้วย ทั้งสองแรงประสานนี้จึงจะพัฒนาไปสู่ความสำเร็จขององค์กรดิจิทัลนั้นได้  

  • อย่าปล่อยให้เทคโนโลยีมาเปลี่ยนคุณภาพของงานให้ด้อยลง

เมื่อระบบอัตโนมัติ และเอไอ เข้ามามีบทบาท ปรับโครงสร้างการทำงานในองค์กรมากขึ้น ย่อมส่งผลให้กลยุทธ์ในการสรรหาบุคลากรต้องมีการปรับเปลี่ยนไปในอนาคต ทั้งที่ความเป็นจริง เทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์บางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด นี่ทำให้องค์กรยังคงต้องมีความชัดเจนในการจัดวางระบบงานที่ระบุถึงขอบเขตความรับผิดชอบและความสามารถ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าด้วย

นอกจากนี้ องค์กรต้องตระหนักด้วยว่าเทคโนโลยีอาจช่วยให้มนุษย์ทำงานได้เร็วขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีอย่างเดียว ยังไงก็ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ยังต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับพนักงานที่เป็นมนุษย์อยู่

  • สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ว่าเทคโนโลยี คือโอกาส ไม่ใช่ ความเสี่ยง

องค์กรมีหน้าที่สื่อสารกับพนักงานที่มีให้เข้าใจ ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นำมาซึ่งความวิตกกังวลของรูปแบบการทำงานที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป หลายคนกลัวว่างานที่ทำอยู่จะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติไปในที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหน้าที่ขององค์กรที่ต้องสื่อสารกับพนักงานของตนเองให้ชัดเจนว่า จะมีแผนในการดำเนินธุรกิจอย่างไรในโลกยุคดิจิทัล หรือจะนำเทคโนโลยีประเภทไหนเข้ามาช่วยพัฒนาองค์กร และจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรหรือไม่ มากหรือน้อยเพียงใด โดยเน้นย้ำสร้างความเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ คือ “โอกาส” มากกว่า “ความเสี่ยง” ช่วยให้การทำงานขององค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะช่วยให้องค์กรเดินหน้าสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น

  • องค์กรต้องไม่หยุดสรรหาพนักงานที่มีทักษะที่ใช่ ทั้งจากภายในและภายนอก

ผลจากการสำรวจนี้ ยังระบุว่า มากกว่า 60% ของซีอีโอในกลุ่มสถาบันการเงินและตลาดทุนเห็นว่าการสรรหาพนักงานที่มีทักษะที่เป็นที่ต้องการและมีความเหมาะสมกับตัวธุรกิจเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เช่น การจะหาพนักงานสักคนที่มีทักษะเพียบพร้อมทั้งทางด้านดิจิทัล ทักษะทางอารมณ์ และการมีส่วนร่วมนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และบ่อยครั้งอาจต้องไปหาจากกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยทางออกของสถานการณ์นี้ ขอแนะนำว่าอาจจะต้องใช้วิธี “ดึงคนนอก” เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่องค์กรขาด อย่างไรก็ตาม การพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร ก็มีความจำเป็นไม่น้อยไปกว่ากัน จึงควรให้ความสำคัญกับการฝึกอบรม (Coaching) หรือพัฒนาคนในองค์กรควบคู่กันไปด้วย


ที่มา :

  • เรียบเรียงจาก รายงานข่าว เรื่อง “อิเล็กทรอนิกส์ไทยครึ่งปีหลังโต 5% จี้แรงงานปรับทักษะเอไอ” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562
  • บทความ เรื่อง “เปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลเริ่มต้นที่ “คน” โดย บุญเลิศ กมลชนกกุล หัวหน้าสายงาน Clients and Markets และหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี ด้านธุรกิจบริการทางการเงิน บริษัท PwC ประเทศไทย เผยแพร่ใน Financial Services Blog PwC ประเทศไทย

ในยุคเทคโนโลยีครองเมืองเช่นนี้ องค์กรไทยจะปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาอย่างไร เรามีคำตอบเพิ่มเติม

‘ย้ำจุดขายชัด สร้างศักยภาพธุรกิจ’ คาถานำธุรกิจอาเซียนรอดได้ ท่ามกลางความผันผวนของ ‘สงครามการค้าโลก’

ถึงคราวเข้าใจ ‘ระบบคลาวด์’ ว่าไม่สามารถตอบทุกโจทย์ขององค์กรได้

5 เทคโนโลยีพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย