ผลงานการเขียนของ “จอร์จ ออร์เวลล์” มีมากมายหลายเรื่อง ทั้งคอลัมน์ สารคดี บทความ หรือ Non Fiction และวรรณกรรม นวนิยาย หรือ Novels ที่คนไทยรู้จักดีที่สุดคือนวนิยาย 1984 ที่ผมเคยเขียนบทความในเว็บไซต์ “สาลิกา” แห่งนี้ เป็นชุดข้อเขียนที่มีชื่อว่า 1984: ครบรอบ 70 ปี Big Brother is watching you!


สัตว์การเมือง (ตอนแรก)

นอกจาก 1984 ที่เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1949 ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยหลายสำนวนแล้ว ผลงานของ “จอร์จ ออร์เวลล์” เล่มอื่นๆ ที่มีการแปลเป็นภาษาไทยก็เช่น “พม่ารำลึก” ที่แปลจาก Burmese Days งานในปี ค.ศ. 1934 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Animal Farm” ที่เขาเขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1945

ต้องยอมรับว่า Animal Farm กับ 1984 หรือชื่อเต็มว่า Nineteen Eighty-Four เป็นงานเขียนของ “จอร์จ ออร์เวลล์” ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุด โดย 1984 ได้รับการแปลมากถึงว่า 65 ภาษาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ส่วน Animal Farm ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน เพราะได้รับการแปลเกือบ 70 ภาษา หลากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก

นอกจาก Nineteen Eighty-Four, Animal Farm และ Burmese Days แล้ว งานอื่นๆ ก็เช่น

  • Down and Out in Paris and London (1933)
  • A Clergyman’s Daughter (1935)
  • Keep the Aspidistra Flying (1936)
  • The Road to Wigan Pier (1937)
  • Homage to Catalonia (1938)
  • Coming Up for Air (1939)

ในบ้านเรา Animal Farm ได้รับการแปลในหลายสำนวนด้วยกัน แต่ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุด เห็นจะเป็นผลงานการแปลของ “วิเชียร อติชาตการ” ซึ่งแปลไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ต้องยอมรับว่า หลังจากได้อ่าน Animal Farm ฉบับพากย์ไทยในหลายสำนวนแล้ว ฝีมือการแปลของ “วิเชียร อติชาตการ” แจ่มที่สุด

“วิเชียร อติชาตการ” ตั้งชื่อปก Animal Farm ไว้ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2518 ว่า “การเมืองของสัตว์” ซึ่งต้องถือว่า เป็นการตั้งชื่อหนังสือที่ตรงกับประเด็นของเรื่องมากที่สุด ขณะที่ต้นฉบับใช้ชื่อ Animal Farm ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ฟาร์มสัตว์เลี้ยง” ก็ดูจะไม่สอดคล้องกับพล็อตเรื่องของวรรณกรรมสักเท่าไหร่ “การเมืองของสัตว์” จึงเป็นชื่อที่ดีมาก

“การเมืองของสัตว์” เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน “แมนเนอร์ฟาร์ม” เมื่อเหล่าสัตว์เลี้ยงในฟาร์มปศุสัตว์ ลุกขึ้นมาปฏิวัติต่อเจ้าของฟาร์ม สัตว์ต่างๆ ร่วมมือกันวางแผน แบ่งหน้าที่ ทั้งก่อนการปฏิวัติ วันยึดอำนาจ และหลังรัฐประหาร ที่จะต้องบริหารจัดการฟาร์มต่อไปด้วยตัวของสัตว์เอง จัดเป็นวรรณกรรมแนวเสียดสีที่แหลมคมมาก

หลังการปฏิวัติ “แมนเนอร์ฟาร์ม” ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Animal Farm ซึ่ง “จอร์จ ออร์เวลล์” เปรียบเทียบ Animal Farm ว่าคือ “ประเทศรัสเซีย” โดยผู้นำการปฏิวัติคือ “วลาดีมีร์ เลนิน” เปลี่ยน “รัสเซีย” เป็น “สหภาพโซเวียต” หรือ Union of Soviet Socialist Republic โดย “สหภาพโซเวียต” ถือเป็น “ประเทศสังคมนิยมแห่งแรกของโลก”

ตัวละครต่างๆ ในวรรณกรรมเรื่อง Animal Farm นำโดยหมูป่า “นโปเลียน” ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของคณะปฏิวัติ แต่ต่อมาในภายหลัง ได้ “ปฏิวัติซ้อน” ด้วยวิธีการ “รัฐประหารซ่อนรูป” หรือ “ปฏิวัติเงียบ” โดย “จอร์จ ออร์เวลล์” เปรียบเทียบ “นโปเลียน” ว่าเป็น “โจเซฟ สตาลิน” นักการเมืองทรราช แบบอย่างของนักการเมืองจำนวนมาก

แน่นอนว่า เมื่อ “แมนเนอร์ฟาร์ม” หรือ “รัสเซีย” ถูกปฏิวัติเปลี่ยนเป็น Animal Farm หรือ “สหภาพโซเวียต” ดังนั้น “นายโจนส์” เจ้าของ “แมนเนอร์ฟาร์ม” ย่อมต้องเป็น “พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2” อย่างไม่ต้องสงสัย และหมูเฒ่าเมเจอร์ในท้องเรื่องก็คือ “คาร์ล มาร์กซ์” นักปรัชญาเลื่องชื่อ ผู้นำทางความคิดของคณะปฏิวัตินั่นเอง

animal farm_
Source : https://fantoche.ch/en/2017/programme/animal-farm-wochenschau

นอกจาก “นโปเลียน” ยังมีหมูอีกสองตัวซึ่งมีบทบาทสำคัญในท้องเรื่อง Animal Farm นั่นคือ “สโนว์บอล” ซึ่ง “จอร์จ ออร์เวลล์” สมมุติให้เป็น “ลีออง ทรอตสกี้” และ “สควีลเลอร์” ที่ “ออร์เวลล์” เปรียบเทียบว่าเป็น “สื่อมวลชน” ผู้ทำหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อของ “พรรคคอมมิวนิสต์” โดย “สโนว์บอล” ดูจะมีบทเด่นมากกว่า

นอกจากหมูทั้งสามตัวดังกล่าว Animal Farm ยังปรากฏตัวละครสำคัญคือม้าอีกสามตัว ได้แก่ “บ็อกเซอร์” ม้าลากรถผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ปฏิวัติ อุทิศตนให้กับการปฏิวัติอย่างสุดจิตสุดใจ “โคลเวอร์” สหายรักของ “บ็อกเซอร์” เป็นตัวแทนของผู้ปฏิบัติงานที่จงรักภักดีต่อพรรคเช่นเดียวกับ “บ็อกเซอร์” และ “มอลลี่” ตัวแทนชนชั้นกลาง

และยังมีสุนัข “เจสซี่” และ “บลูเบล” พ่อแม่ของลูกหมาน้อย 9 ตัวที่ “นโปเลียน” แอบนำไปฝึกเป็น “ทหารพิทักษ์” ในการ “ปฏิวัติเงียบ” และเพื่อค้ำจุนอำนาจของ “นโปเลียน” โดยเฉพาะการรับหน้าที่ “มือสังหาร” ประจำกองกำลังส่วนตัวของ “นโปเลียน” เพื่อใช้กำราบผู้กระด้างกระเดื่อง ซึ่ง “สุนัขทั้ง 9” ไร้ซึ่งชีวิตจิตวิญญาณ

นอกจากนี้  Animal Farm ยังมีตัวละครอื่นๆ อีก อาทิ “มิวเรล” เจ้าแพะบ้าที่คอยท่องคำปฏิญาณหรือกฎเหล็กเจ็ดประการแห่งการปฏิวัติอย่างนกแก้วนกขุนทอง อีกา “โมเสส” ผู้ชอบเล่านิทานปรัมปราซึ่ง “ออร์เวลล์” เปรียบเทียบเสมือนว่า การที่พรรคคอมมิวนิสต์ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือนั้น ก็เพื่อใช้ในการปลอบประโลมพวกที่ถูกกดขี่

ตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่งซึ่งน่ากล่าวถึงก็คือ เจ้าหมู “มินิมัส” หรือ “กวีหมู” ผู้ชอบขีดเขียนบทกลอนและร่ายบทกวี โดยเฉพาะ “บทกวีเชิดชูผู้นำ” อย่าง “นโปเลียน” อีกทั้ง “มินิมัส” ยังเป็นผู้ประพันธ์เพลงปลุกใจให้กับขบวนปฏิวัติ เพื่อทดแทนเพลง Beasts of England ที่ “ออร์เวลล์” แปลงมาจาก Internationale ของพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส

และที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ “เบนจามิน” ลาเฒ่า ผู้ผ่านชีวิตอย่างโชกโชน แม้ “เบนจามิน” จะอยู่ร่วมเหตุการณ์ปฏิวัติ “แมนเนอร์ฟาร์ม” ทว่า เขามิได้เออออห่อหมกไปกับแรงบันดาลใจของการปฏิวัติ เพราะเชื่อในประสบการณ์ และความคิดของตนเองว่า ไม่ว่าใครจะมาปกครอง ชีวิตของ “เบนจามิน” และ “ประชาชน” ก็ยากลำบากเหมือนเดิม


อ่านต่อตอนที่ 2 กันเลย

สัตว์การเมือง (ตอนที่ 2) : แล้วชีวิตก็จะดำเนินไปเหมือนอย่างที่เคย คือแสนลำเค็ญ “เบนจามิน” ได้กล่าวไว้