รู้หรือไม่ว่า ข้าวไทย หากแบ่งตามนิเวศน์การปลูกที่หลากหลาย สามารถแบ่งได้ถึง 7 ประเภท ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ “ข้าวไร่ (Upland rice)” คือ ข้าวที่มีการปลูกบนที่ไร่ ที่ดอน หรือที่สูง โดยอาศัยน้ำฝนตามฤดูกาล แต่ปัจจุบัน ข้าวไร่หลายสายพันธุ์ที่เคยเป็นอาหารสำรองแก่ครัวเรือนกำลังหายไปจากประเทศ เนื่องจากสามารถปลูกได้เพียงปีละครั้งและให้ผลผลิตน้อยกว่าข้าวนา ด้วยข้อจำกัดนี้ กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งใจทำ ‘งานวิจัยข้าวไร่ไทย’ ขึ้นมา โดยมุ่งศึกษาและพัฒนาข้าวไร่จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ
นั่นหมายถึง การศึกษาวิจัยตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เสาะหาข้าวสายพันธุ์เด่นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการสนับสนุนและเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์ จากนั้นจึงถ่ายทอดนวัตกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวไร่ลงสู่ชุมชน โดยนักวิจัยคาดหวังผลลัพธ์ตรงปลายทางที่มากกว่าการรักษาสายพันธุ์ข้าวพื้นถิ่นด้วยวิธีการที่เหมาะสมเท่านั้น แต่อยากสื่อสารผลงานวิจัยออกไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ลูกหลานชาวอิสานให้เห็นลู่ทางในการคืนถิ่น กลับมาทำมาหากินในบ้านเกิดด้วย

เปลี่ยนปัญหาเป็นโจทย์ งานวิจัยข้าวไร่ไทย นำผลมาพัฒนาพันธุ์ข้าวไร่ได้ครบทุกมิติ

ดร.สมพงศ์ จันทร์แก้ว อาจารย์สาขาพืชไร่ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้อธิบายถึงผลงานวิจัยโครงการ “การคัดเลือกข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองที่ทนทานต่อการขาดธาตุฟอสฟอรัสเพื่อใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไร่” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่นำสู่การพัฒนาข้าวไร่จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำว่า
“ในช่วงเริ่มโครงการวิจัยนี้ เรามาวิเคราะห์กันถึงหนึ่งในกลไกสำคัญของการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ก่อน ซึ่งก็คือการเสาะหาพันธุ์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นดินทรายหรือดินร่วนปนทราย ที่มาของปัญหาการกักเก็บธาตุอาหารไว้ในดินได้ไม่ดี เนื่องจากกว่าร้อยละ 90 ของปุ๋ยที่ใส่ลงไปอาจเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้หรือถูกตรึงไว้ในดิน ทำให้พืชประสบปัญหาขาดฟอสฟอรัส”
โดย แร่ธาตุฟอสฟอรัส นี่เอง ที่ ดร.สมพงศ์ ชี้ว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของสารพันธุกรรม ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต หากพืชขาดธาตุนี้จะทำให้การเจริญเติบโตไม่ปกติ เติบโตช้า แคระแกร็น การติดดอกออกผลย่อมไม่สมบูรณ์
จากเหตุผลที่กล่าวมา ดร.สมพงศ์ และทีมวิจัยจึงได้ทำการทดสอบความทนทานต่อสภาพการขาดธาตุฟอสฟอรัสของข้าวไร่พื้นเมืองรวมถึงประเมินความสัมพันธ์กับเครื่องหมายโมเลกุลที่เชื่อมโยงกับยีน (Gene) ที่ทนทานต่อการขาดฟอสฟอรัสกว่า 150 สายพันธุ์

โดยสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหลายร้อยสายพันธุ์ที่กล่าวมานี้ เป็นผลงานการรวบรวมของ ผศ.ดร.จิรวัฒน์ สนิทชน หัวหน้าโครงการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากเชื้อพันธุกรรมข้าวพื้นเมืองจากภาควิชาเดียวกัน ที่ได้เคยเก็บรวบรวมไว้เมื่อสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ได้สายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่มีความทนทานต่อการขาดฟอสฟอรัสจำนวน 12 สายพันธุ์ ซึ่งมีคุณลักษณะเด่นแตกต่างกันไป ทั้งผลผลิต ปริมาณอะไมโลส และการเป็นข้าวสีที่มีรงควัตถุในเมล็ด
ดร.สมพงศ์ ยังได้อธิบายถึงเหตุผลเพิ่มเติมว่าทำไมตัวเขาและทีมวิจัย ต้องเสาะหาคุณลักษณะเด่นควบคู่ไปกับความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมของข้าวไร่ ว่า
“เนื่องจากข้าวไร่ โดยทั่วไปให้ผลผลิตต่ำเพียง 300 – 400 กิโลกรัม ต่อไร่เท่านั้น แตกต่างจากข้าวนาในภาคอิสานที่มีผลผลิตประมาณ 500 – 600 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งยังคงน้อยกว่าภาคกลางที่มีความอุดมสมบูรณ์และอาศัยน้ำชลประทาน ข้าวไร่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นส่งเสริมให้เกษตรกรในภูมิภาคปลูก จึงเป็นข้าวสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่สามารถทดแทนจุดอ่อนด้านสภาพแวดล้อมและผลผลิต”
ทั้งนี้ คุณสมบัติพิเศษสำคัญประการแรกที่ ดร.สมพงศ์ นำมาทดแทน คือ คุณสมบัติของการเป็น “ข้าวสี” เช่น ข้าวพันธุ์เหนียวดำม้ง (ข้าวเหนียวเมล็ดสีดำจากจังหวัดเพชรบูรณ์) และข้าวพันธุ์เมล็ดฝ้าย (ข้าวเจ้าเมล็ดสีดำจากภาคใต้) ซึ่งมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถนำมาผสมกับข้าวมะลิโกเมนสีแดง และข้าวขาวที่มีความนุ่มกว่า จนกระทั่งได้ ผลิตภัณฑ์ข้าว 3 สี ดีต่อสุขภาพ รสชาติอร่อย และมีราคาสูง ในที่สุด
ขยายผลสู่การถ่ายทอดนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าข้าวไร่ด้วยการแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย
นอกจากนั้น โครงการ งานวิจัยข้าวไร่ไทย ยังได้นำเสนอวิธีการแปรรูปข้าวไร่สายพันธุ์ต่างๆ ที่ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มหลากหลายประเภท โดยอาศัยการทำวิจัยร่วมกันแบบบูรณาการจากนักวิจัยของมหาวิทยาลัย ในโครงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมข้าวพื้นเมือง โครงการวิจัยข้าวมหาวิทยาลัยขอนแก่น และจากการร่วมมือกับนักวิจัยและองค์กรจากภายนอก เพื่อแปรรูปเป็นเวชสำอาง อาหารและขนมเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของทัมนักวิจัยโครงการนี้ ดร.สมพงศ์ ได้ยกตัวอย่างชุมชนที่ได้รับการส่งเสริมให้มีการปลูกและแปรรูปข้าวไร่จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ คือ ชุมชนบ้านหนองแซง ตำบลหนองแซง อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น โดยได้สนับสนุนให้ปลูกข้าว 2 สายพันธุ์หลัก คือ ข้าวพันธุ์เหนียวดำม้งและข้าวพันธุ์เมล็ดฝ้าย ในช่วงเว้นว่างจากการปลูกอ้อย (ช่วงรื้อตอ) ซึ่งจะมีพื้นที่หมุนเวียนให้ปลูกได้ในทุกปี
ผลปรากฎว่า ทุกวันนี้ในชุมชนนี้ มีทุนหมุนเวียนในชุมชนสูงถึงหลักล้านบาท สร้างรายได้เสริมจากการปลูกอ้อย และลูกหลานชาวอิสานเริ่มมองเห็นโอกาส เดินทางกลับมาทำงานในบ้านเกิดแล้ว
“การเพาะปลูกข้าวไร่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้ที่มีพื้นที่เป็นจำนวนมากเท่านั้น ผู้ที่มีที่ดินเพียง 2 ไร่ ก็สามารถทำในส่วนของการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่จำเป็นต้องอาศัยการดูแลสูงได้ เพราะให้ผลตอบแทนในเรื่องราคาสูงกว่าข้าวไร่ทั่วไปถึง 3 เท่า ที่สำคัญมีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เข้ามารับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับการนำไปสกัดสารสำคัญหรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม คุ้มค่าแก่การลงทุน” ดร.สมพงศ์ ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการพลิกฟื้นภูมิปัญญการปลูกข้าวไร่ ซึ่งสามารถยึดเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้อย่างพอมีพอกินทีเดียว

จากนั้น ดร.สมพงศ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
“ภารกิจการรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของประเทศไว้ให้ได้ นับเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพราะเปรียบไปพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของไทย ก็เป็นผลผลิตซึ่งเป็นมรดกตกทอดทางภูมิปัญญาการเกษตรไทยที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลานับร้อยปี ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณลักษณะเหมาะสมกับพื้นที่”
“ดังนั้น การจะพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองไทยจึงทำได้ง่ายกว่าการนำเอาสายพันธุ์อื่นจากต่างประเทศที่มีลักษณะเด่นแต่ไม่เหมาะกับสภาพพื้นที่บ้านเรามาใช้ ที่สำคัญ หากเราสามารถหยิบเอาจุดเด่นของพันธุข้าวเหล่านั้น มาพัฒนาไปสู่ตลาดที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและแปรรูปผลผลิต ก็จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้สู่ชุมชน ดึงดูดและจูงใจให้ลูกหลานเดินทางกลับคืนถิ่นได้แน่นอน”
ใช้งานวิจัย เทคโนโลยี พัฒนาการเกษตรไทยให้ก้าวไกลได้ยิ่งขึ้น
‘AI for Earth’ โครงการโดนใจ เพราะนำเทคโนโลยี AI & Cloud มาช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ
ส่อง ‘เทรนด์เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ’ ทั่วโลก พร้อมแนวทางปรับใช้ พัฒนาการเกษตรไทยยุคดิจิทัล
5 นวัตกรรมจากเวทีประกวด ‘รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย’ แปลงร่างข้าวไทยให้แตกต่างด้วยนวัตกรรม











