“…ความฝันกลายเป็นความจริงสำหรับบางคน แต่กับหลายๆ คน ความฝันพังทลายไม่เหลือชิ้นดี โดยมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว ความจริงของชีวิตที่มีทั้งด้านสำเร็จและล้มเหลวคละเคล้ากัน ก็เข้าไปแทนที่ภาพฝันเหล่านั้น สำหรับชาวแอฟริกันหลายล้านคนที่ถูกบังคับให้เข้ามาเป็นทาสในอเมริกา ชีวิตอันขมขื่นในฐานะผู้อพยพของพวกเขา ไม่มีภาพหอมหวานใดๆ เข้ามาแปลกปลอมก่อนล่วงหน้าทั้งนั้น…” 
“…บางคนปั้นแต่งโลกใหม่ให้มีนัยทางศาสนา ช่วงบั้นปลายของชีวิต “โคลัมบัส” รับความเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้นำทางให้เขาได้ค้นพบโลกใหม่ เพื่อเติมเต็มคำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลว่าด้วยโลกหน้า เมื่อพระเยซูเสด็จกลับคืนสู่โลกมนุษย์ เนิ่นนานให้หลัง พวก “พิวริตัน” ในนิวอิงแลนด์เกิดแรงบันดาลใจจากความเชื่อที่ว่า อเมริกาคือดินแดนในแผนการศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ซึ่งลงท้ายด้วยการมีอาณาจักรบนดินแดนของพระเยซู แม้กระทั่งในปัจจุบัน ชาวอเมริกันนิกายอีแวนเจลิสม์จำนวนมาก ก็ยังคำนึงถึงความพิเศษของผืนแผ่นดินนี้ในผังจักรวาลของพระเจ้า มิเช่นนั้น ก็สรุปด้วยความหดหู่ว่า อเมริกาได้สูญเสียสถานะพิเศษนี้ไปแล้ว เพราะความเหลวแหลกจากการมุ่งแสวงหาแต่ทางโลก…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


ข้อเขียนชุด “สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน” เดินทางมาถึงตอนจบ หลังจากที่ 21 บทความที่ผ่านมาทั้งหมดพาท่านผู้อ่านและแฟนพันธุ์แท้ “สาลิกาคาบข่าว” ไปสำรวจตรวจสอบประวัติศาสตร์อเมริกันฉบับย่นย่อ ผ่านหนังสือของ PAUL S. BOYER ฉบับพากย์ไทย

ประกอบเกร็ดความรู้ที่ผมพยายามเรียงร้อยและเชื่อมโยงวัฒนธรรมอเมริกันทั้งภาพยนตร์ ดนตรี วรรณกรรม เพื่อส่องสะท้อนให้เห็นภาพความรุ่งโรจน์และความสั่นคลอนของอดีตมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก

ในข้อเขียนชิ้นแรกๆ ของ “สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน” เราประเดิมชุดบทความกันด้วยภาพของ “สังคมหม้อหลอม” หรือ THE MELTING POT ในยุคแรกของการค้นพบแผ่นดินอเมริกา เป็นการหลอมรวมผู้คนหลากหลายโดยเฉพาะบรรดาผู้อพยพจากยุโรป ชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียนแดง ทั้งอเมริกาเหนือ – อเมริกากลาง – อเมริกาใต้ และเหล่าทาสจากแอฟริกา

ในช่วงถัดมา เราเล่าถึงการต่อสู้อันเข้มข้นด้วยกำลังอาวุธ และฝีไม้ลายมือทางการทูต ผ่านสถานการณ์การเมืองภายในและการเมืองระหว่างประเทศของบรรดาประเทศเจ้าอาณานิคมยุโรปด้วยกัน โดยเฉพาะการรบพุ่งเพื่อแย่งชิงพื้นที่ทำกินกับอินเดียนแดง ควบคู่ไปกับการเริ่มต้นขบวนการค้าทาสอันนำมาสู่ปัญหาการเหยียดผิวที่หยั่งรากลึก เป็นรอยร้าวของแก้วที่ยากเยียวยา

นำไปสู่สงครามกลางเมืองที่เกือบทำให้ชาติพังพินาศไปต่อหน้าต่อตา แต่ผลดีของมันก็นำมาซึ่งการประกาศอิสรภาพของจักรวรรดิอังกฤษ และปลดแอกการเป็นอาณานิคมของเหล่าประเทศนักล่าจากยุโรป ภายหลังได้รับเอกราช อเมริกาทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามมาด้วยด้วยวิกฤตการณ์ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ The Great Depression

การเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่าง Generation เก่า กับ Generation ใหม่ในสหรัฐอเมริกา แม้จะได้ชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมการทะยานขึ้นอีกครั้งดั่งเสือติดปีก ทว่า กลับพ่ายแพ้อย่างยับเยินในสงครามเวียดนามอันนำมาซึ่งบาดแผลใหญ่ที่ยากจะลืมเลือน แม้หลังจากนั้น การเมืองจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง ทว่า ศัตรูหน้าใหม่ก็เริ่มท้าทาย

เหตุการณ์ 9/11 นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านดีและในแง่ร้ายหลายประการ นอกจากจะบอบช้ำจากการถูกลอบทำร้าย อเมริกาได้ออกไปเข่นฆ่าผู้คนอีกรอบหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เศรษฐกิจภายในพังภินท์ด้วยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ก่อนจะรอดพ้นมาได้ชนิดหืดขึ้นคอ พร้อมกันสัญญาณของมหาอำนาจใหม่ก็ปรากฏขึ้น นั่นคือ “จีน” ที่มาพร้อมพันธมิตรที่น่าสนใจมากหน้าหลายตา

GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน หมายถึงการที่ “จีน” และประเทศเกิดใหม่ รวมถึงประเทศที่มีศักยภาพ หันมาจับมือกันก่อตั้งองค์กรระหว่างชาติขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเศรษฐกิจ BRICS อันประกอบไปด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa) กลุ่มองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ Shanghai Cooperation Organization อันประกอบไปด้วย จีน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน รัสเซีย ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน อินเดีย และปากีสถาน

อีกทั้ง “จีน” ยังเดินหน้าโครงการ The Belt and Road Initiative (BRI) หรือ One Belt One Road “เส้นทางสายไหม ในศตวรรษที่ 21” ยุทธศาสตร์ใหม่ที่สำคัญของ “จีน” ในความพยายามตีโอบอเมริกากับบรรดาพันธมิตรดั้งเดิม ภายใต้องค์การระหว่างประเทศอันทรงอิทธิพล

“…หากมองจากมุมกว้าง ไม่ว่าสหรัฐฯ มีช่วงเวลาของการถดถอยและอ่อนล้า ไปถึงการมีปฏิกิริยาโต้กลับ สหรัฐฯ ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถในการขยายมณฑลของเสรีภาพ ทำให้ความเท่าเทียมและความยุติธรรมทางสังคมก้าวไปข้างหน้า และส่งเสริมผลประโยชน์ส่วนรวม อเมริกาได้ขยายสิทธิการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นผลสำเร็จจากการต่อสู้ทางการเมืองและการเคลื่อนไหวของกลุ่มรากหญ้าทั้งหลายในต้นศตวรรษที่ 19 การเลิกทาสผ่านสงครามกลางเมืองที่โชกเลือด การกำกับดูแลบรรษัท การให้สิทธิเลือกตั้งแก่สตรี รวมถึงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและกรรมกรโรงงานในยุคก้าวหน้า รัฐสภาออกกฎหมายที่เป็นหมุดหมายทางสังคมในทศวรรษ 1930 และ 1960 และการปฏิวัติควบคู่ทั้งในด้านสิทธิพลเมืองและมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม…” 

“…ขอบคุณเสรีภาพทางศาสนาที่ได้มาด้วยอานิสงส์ของบทบัญญัติเพิ่มเติมแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่ง ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นที่พักใจแก่บุคคลหลากหลายศาสนารวมถึงผู้ไม่มีศาสนา แม้ว่าในตอนต้นคนอเมริกันจะรู้สึกว่าตนต่ำต้อย แต่ก็สามารถมอบความสำเร็จที่สำคัญแก่มนุษยชาติได้ในด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และในการสร้างสรรค์ศิลปะ…” 

ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านครับ


หากเปิดอ่านบทความตอนจบโดยยังไม่ได้อ่านตอนแรก คลิกที่รูปด้านล่างเพื่อไปสู่จุดเริ่มต้น

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนแรก) : God Bless America