ปฏิบัติการ “หมาป่าขย้ำลูกแกะ” ที่รัฐบาลอเมริกา ใช้อำนาจรัฐเต็มพิกัด กระทำต่อกลุ่มบริษัทหัวเว่ยเทคโนโลยี สัญชาติจีน ค่อยๆ ยกระดับจากเบาๆ ในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ไปสู่ระดับที่หนักมากขึ้น เข้มข้นมากขึ้นถึงขั้นจับ “หัวเว่ย” ขึ้นบัญชีดำ ด้วยข้อกล่าวหา “เป็นภัยอันตรายต่อความมั่นคง” ในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์


ทำไม? อเมริกาต้องสกรัม “หัวเว่ย”

ปฏิกิริยาของรัฐบาลอเมริกันในการส่องสปอตไลต์เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวค่ายหัวเว่ยเริ่มขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2546 ในยุคประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งค่ายหัวเว่ยถูกกล่าวหาว่าแอบขโมย “ซอร์ซโค้ด” ของค่ายซิสโก บริษัทสัญชาติอเมริกัน แล้วนำไปพัฒนาใช้ใน “เราท์เตอร์” และขายตัดราคา

ถัดมาในปี 2555 ซึ่งเป็นยุคประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็มีข้อกล่าวหาว่าด้วยการโจรกรรมข้อมูลความลับทางเทคโนโลยี พาดพิงไปถึงค่ายหัวเว่ย และค่ายแซดทีอี ซึ่งล้วนเป็นกิจการโทรคมนาคมสัญชาติจีน กระทั่งประธานาธิบดีโอบามาสั่งจับตาความเคลื่อนไหวกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยจากการถูกโจรกรรม ควบคู่ไปกับการปกป้องผลประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาของอเมริกาที่ถูกธุรกิจจีนโจรกรรมไปเป็นมูลค่ามหาศาลเฉียด 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน ค่ายหัวเว่ยซึ่งเคยถูกหยามเหยียดเป็น “หัวขโมย” สะสมสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญาไว้มากมาย และพร้อมจะกลายพันธุ์จาก “หัวขโมย” ไปเป็น “หัวกะทิ” เป็นผู้นำการสร้างนวัตกรรมโครงข่ายโทรคมนาคมแห่งอนาคต อันได้แก่ โครงข่ายโทรคมนาคมระบบ 5G ได้อย่างเต็มตัว ย่อมเป็นธรรมดาที่รัฐบาลอเมริกา ต้องเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัว กระสับกระส่าย ทุรนทุราย และทำทุกวิถีทางหวังทำลาย “หัวเว่ย” เพื่อประโยชน์สุขของธุรกิจโทรคมนาคมสัญชาติอเมริกัน ตามนโยบาย ”America First”


ยัดคดี…ใส่ร้ายป้ายสี…ขึ้นบัญชีดำ

วิชามารที่รัฐบาลอเมริกาในยุคทรัมป์ งัดออกเล่นงานหัวเว่ยอย่างเผ็ดร้อน ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2561 เป็นต้นมา เมื่อรัฐบาลอเมริกา ส่งคำขอไปให้รัฐบาลแคนาดาจับกุมตัว เมิ่ง ว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของหัวเว่ย ซึ่งเป็นบุตรสาวของ เยิ่น เจิ้งเฟย ซีอีโอของหัวเว่ย

ข้อกล่าวหาที่รัฐบาลอเมริกามีต่อนางเมิ่ง ว่านโจว คือ กระทำการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของรัฐบาลอเมริกา ด้วยการทำธุรกรรมทางธุรกิจกับอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้รัฐบาลแคนาดายังคงดื้อดึงต่อคำขอของรัฐบาลอเมริกา ที่ให้ส่งตัวนางเมิ่ง ว่านโจว ไปดำเนินคดีที่อเมริกา และนางเมิ่ง ว่านโจว ยังคงถูกกักบริเวณอยู่ในแคนาดา ตามคำสั่งศาลแคนาดา

Meng Wanzhou
เมิ่ง ว่านโจว

เมื่อรัฐบาลแคนาดาไม่ยอมตามใจ…ผู้นำอเมริกา จำเป็นต้องเปิดเกมใหม่บดขยี้หัวเว่ย โดยอ้างข้อมูลทั้งจากเอฟบีไอและซีไอเอ ซึ่งระบุตรงกันว่าชิ้นส่วนอุปกรณ์ของหัวเว่ยอาจแอบซุกซ่อนเครื่องสอดแนมที่เป็นภัยอันตรายต่อความมั่นคง

ประธานาธิบดีทรัมป์ ถือฤกษ์วันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2562 ลงนามในคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหาร เปิดช่องให้เล่นงานหัวเว่ยได้ด้วยความชอบธรรม

ทันทีทันใดในวันเดียวกันกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามคำสั่งพิเศษ…รัฐมนตรีพาณิชย์ก็ทำตัวเป็นคอหอยลูกกระเดือกชั้นยอด ด้วยการลงนามขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย

ผลที่ตามมาทันทีจากการขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย คือความโกลาหลอลหม่านในภาคธุรกิจเทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศและโทรคมนาคมทั่วทั้งโลก…

  • จุดโฟกัสของความอลหม่านลำดับแรก รวมศูนย์อยู่ที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของค่ายกูเกิล สัญชาติอเมริกัน ที่ฝังอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่หัวเว่ยทุกเครื่อง จะถูก “ปลดระวาง” ออกไปหรือไม่?
  • ถ้าโทรศัพท์เคลื่อนที่หัวเว่ยถูกถอดระบบปฏิบัติการออกไปก็เหมือนคนที่แกนสมองตาย…ไม่หือไม่อือ ใช้การอะไรไม่ได้
  • ถ้าจะยังต้องการให้มีระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์อยู่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่หัวเว่ยต่อไป ต้องทำยังไง?

ทุกข้อสงสัยถูกปล่อยเป็นปริศนา แม้รัฐบาลอเมริกา ซึ่งเป็นตัวการเปิดเกมทุบหัวเว่ยก็จนปัญญาจะตอบ

ในที่สุด กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเสือปืนไว หลับหูหลับตาเอาใจประธานาธิบดี ก็จำใจจำยอมออกคำสั่ง หักล้างคำสั่งตัวเอง ด้วยการผ่อนปรนให้ธุรกิจสัญชาติอเมริกัน สามารถทำธุรกรรมกับหัวเว่ยได้ต่อไปจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2562

ถึงตอนนั้นอะไรจะเกิดขึ้น เห็นจะต้องฝากผีฝากไข้ไว้กับประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง!


ทุบ “หัวเว่ย” กระเทือนทั้งโลก!

พลันที่รัฐบาลอเมริกาใช้กฏหมายทุบหัวเว่ย โดยไม่สนใจไยดีต่อองค์กรกำกับดูแลระเบียบทรัพย์สินทางปัญญาของโลก อย่าง WIPO – World Intellectual Property Organization หรือ องค์กรกำกับดูแลระเบียบการค้าโลก อย่าง WTO – World Trade Organization ได้ก่อเกิดแรงกระเพื่อมทั่วทั้งโลก…

บรรดาบริษัทห้างร้านที่เป็นตัวแทนขายค่ายหัวเว่ย ในยุโรป – อเมริกาเหนือ – อเมริกากลาง – อเมริกาใต้ เรื่อยมาถึงเอเชียตะวันออก ต่างพากันระงับการแนะนำสินค้ารุ่นใหม่ของหัวเว่ยเข้าสู่ตลาด เพราะไม่มั่นใจชะตากรรมของหัวเว่ยในวันข้างหน้า

ค่ายเคดีดีไอ, ซอฟต์แบงก์, เอ็นทีทีโดโคโมะอิงค์ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของหัวเว่ยในญี่ปุ่น ถึงกับยุติการวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนหัวเว่ย พี-30 ไลท์ ไปเลย ทั้งที่ก่อนเกิดเหตุการณ์วันที่ 15 พฤภาคม หมายมั่นปั้นมือจะปล่อยหัวเว่ย พี-30 ไลท์ เขย่าตลาดญี่ปุ่นในช่วงวันที่ 24 – 31 พฤษภาคม

ทำนองเดียวกัน ค่ายจุงหวาและไต้หวันโมบายล์ในไต้หวัน กับค่ายโคเรียเทเลคอมในเกาหลีใต้ ก็พับแผนการวางตลาดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของหัวเว่ย

สำหรับคู่ค้าของหัวเว่ยที่ไม่หวั่นไหวกับการถูกขึ้นบัญชีดำ คือ คู่ค้าในอาเซียนและออสเตรเลีย ซึ่งยังคงทำตลาดสินค้าหัวเว่ยอย่างต่อเนื่องต่อไปตามปกติ

แรงกระเทือนจากใบสั่งขึ้นบัญชีดำหัวเว่ยของรัฐบาลอเมริกัน ยังทำให้กลุ่มธุรกิจสัญชาติอเมริกันที่ทำมากินอยู่กับหัวเว่ยหลายสิบบริษัทต้องรับผลกระทบไปโดยปริยาย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับแสนล้านดอลลาร์

ตัวอย่างกิจการสัญชาติอเมริกันที่ถูกกระทบกระเทือนจากการขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย ได้แก่อินเทล…ออราเคิล…ไมโครซอฟท์…ไมครอนเทคโนโลยี…ควอลคอม…คอร์โว…สกายเวิร์คโซลูชั่น…ซีลิงซ์…บรอดคอม…เท็กซัสอินสตรูเมนท์…อัลฟาเบ็ท-กูเกิล รวมทั้ง เออาร์เอ็ม ที่แม้จะมีค่ายซอฟต์แบงก์สัญชาติญี่ปุ่นเป็นเจ้าของ แต่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในอเมริกา

กรณีการยุติการทำธุรกรรมของเออาร์เอ็มกับหัวเว่ย ได้รับการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศว่า มีแนวโน้มสร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่หัวเว่ย หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าการถูกถอดระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เป็นร้อยเท่าพันเท่า เรียกว่าถึงขั้น ”ไปต่อไม่ได้”

อภินิหารของ เออาร์เอ็ม ที่ทำให้หัวเว่ย ยากจะเดินหน้าผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ได้ เป็นเพราะ เออาร์เอ็ม คือเจ้าพ่อรายใหญ่ที่ถือครองสิทธิบัตรการผลิตและออกแบบระบบประมวลผล หรือ “CPU Architecture” ในอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นส่วนที่ลอกเลียนไม่ได้ และไม่มีก็ไม่ได้

หัวเว่ย อาจจะผลักดันระบบปฏิบัติการ หงเหมิง (鸿蒙)  มาทดแทนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้ แต่หัวเว่ย ต้องมืดแปดด้านกับการสร้างระบบการออกแบบประมวลผลบนฐานทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพา เออาร์เอ็ม

เล่ห์เพทุบายทั้งหลายที่รัฐบาลอเมริกาจู่โจมถล่มใส่ค่ายหัวเว่ย เอาเข้าจริงซ่อนแอบเจตนา ”ตีวัวกระทบคราด” เพื่อหวังผลป่วนแผน Made in China 2025 ไม่ให้บรรลุตามเป้าหมายที่ฝันเอาไว้…


เรื่อง : ตะวันฉาย