แม้รถไฟฟ้าในเมืองหลวงจะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกที่ ‘สะดวก’ และ ‘รวดเร็ว’ แต่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนประชากรต่อผู้ใช้บริการกลับพบว่า จำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าทั้ง ‘บนดิน’ และ ‘ใต้ดิน’ ยังน้อยกว่าเป้าหมาย


แม้ในปัจจุบันจะมีคอนโดมิเนียมผุดล้อมรอบทุกสถานีรถไฟฟ้า ด้วยเชื่อว่าผู้อยู่อาศัยต้องการซื้อเพื่อความสะดวกด้านการเดินทาง แต่เอาเข้าจริง ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากกว่ารถไฟฟ้า

เหตุผลคืออะไร?

ด้านหนึ่งคือ โครงสร้างรถไฟฟ้ายังไม่เชื่อมต่อในทุกพื้นที่ เมื่อสิ้นสุดการเดินทางในจุดหนึ่ง ยังต้องใช้บริการรถโดยสารประเภทอื่นเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ซึ่งรัฐบาลได้แก้ปัญหาด้วยการสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกนับสิบสาย และจะทยอยเปิดให้บริการภายใน 1-2 ปีนับจากนี้ แต่ยังคงมีข้อสงสัยอีกว่า ถ้ารถไฟฟ้าสีต่างๆ เปิดให้บริการจะมีคนใช้บริการเต็มประสิทธิภาพจริงหรือ?

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึง 3 เหตุผลว่า ทำไมคนไทยจำนวนหนึ่งจึงยังไม่นิยมใช้บริการรถไฟฟ้า

  1. จากการเก็บข้อมูลพบว่า ค่ารถไฟฟ้าในเมืองแพงเกินกว่ากำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อย ส่งผลให้ผู้ใช้บริการเป็นกลุ่มคนรายได้ปานกลางและรายได้สูง แต่คนจนกลับไม่ได้ใช้ ใช้ไม่ได้ สอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบว่าค่ารถไฟฟ้าในเมืองหลวงของไทยนั้นสูงกว่าค่ารถไฟฟ้าสิงคโปร์มากกว่า 20% แม้ว่าสิงคโปร์จะมีการปรับค่ารถไฟฟ้าตามขนาดเศรษฐกิจใหม่และรายได้ประชากรแล้ว แต่ค่ารถไฟฟ้าไทยยังแพงกว่าอยู่ดี
  2. โมเดลรถไฟฟ้าเมืองไทยแตกต่างจากโมเดลรถไฟฟ้าในประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น ที่มีการควบคุมค่าโดยสาร ยกเว้นค่าแรกเข้าเมื่อเปลี่ยนเส้นทางรถไฟฟ้า หรือ การใช้ระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) เพื่อลดค่าบริการขนส่งสาธารณะ เช่น ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วสามารถลดค่ารถเมล์ได้ 50% ทำให้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ซับซ้อนหรือการเดินทางไกล มีอัตราค่าโดยสารที่ถูกกว่าของประเทศไทย
  3. ภาครัฐบาลควรทบทวนส่งเสริมผู้มีรายได้น้อยใช้รถไฟฟ้าผ่านบัตรสวัสดิการ ด้วยการเพิ่มวงเงินในบัตร โดย TDRI มองว่าเงิน 500 บาท/เดือนนั้นยังไม่เพียงพอ และไม่สอดคล้องกับค่ารถไฟฟ้าที่เฉลี่ยต่อเที่ยวอยู่ที่ 30-40 บาท ดังนั้นรัฐบาลอาจต้องพิจารณาเพิ่มวงเงินเป็น 700-800 บาท/เดือน ให้เหมาะสมกับศักยภาพรายได้ เช่น ในแต่ละปีที่รัฐบาลมีงบประมาณอุดหนุนภาคการท่องเที่ยวปีละ 10,000-20,000 บาท/คน

ทั้ง 3 ปัจจัยดังกล่าว คืออุปสรรคที่ TDRI มองว่าเป็นปัญหาต่อการใช้บริการรถไฟฟ้า ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เชื่อว่า คนจะหันมาใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ ทีดีอาร์ไอยังแนะนำแผนกระตุ้นให้คนสนใจใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้น ด้วยการส่งเสริมให้นำบัตรโดยสารรถไฟฟ้ามาลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากผลศึกษาพบว่า อัตราค่าใช้จ่ายในการโดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 1,000 บาท/คน ดังนั้น การลดหย่อนภาษีปีละ 10,000 บาท เป็นเรื่องที่น่าจะทำได้ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญ

เป็นข้อเสนอที่มี ‘เหตุ’ และ ‘ผล’