ในประเด็นเรื่องระบบการขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะการขนส่งทางราง ตอนนี้คงไม่มีประเด็นใดฮอตไปกว่าโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในเขตพื้นที่โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งประชาชนชาวไทยต่างติดตามความคืบหน้าและมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์นี้ ด้วยการแสดงความคิดเห็นในหลากหลายมุม ทั้งนี้ เพราะภาครัฐผู้ควบคุมโครงการในภาพรวม ภาคเอกชนผู้ดำเนินการก่อสร้าง และประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการในอนาคต รวมถึงประชาชนในท้องถิ่นก็ล้วนอยากให้โครงการนี้ได้รับประโยชน์ทั้งในระดับประชาชน สังคม รวมถึงประเทศชาติ กรมการขนส่งทางราง
ที่เกริ่นมาเช่นนี้ เพื่อนำเข้าสู่ข่าวอัปเดตล่าสุดในวันนี้ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงในแง่ของหน่วยงานภาครัฐที่จะมากำกับดูแล เพราะมีงานแถลงข่าวแนะนำ กรมการขนส่งทางราง หน่วยงานใหม่แกะกล่องที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคม ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2562
โดยงานนี้ จัดขึ้นในรูปแบบของการประชุมกลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 เรื่อง “บทบาทของกรมขนส่งทางราง” เพื่อนำเสนอภาพรวมและเปิดเวทีให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลการขนส่งระบบรางของไทยที่อยากให้เป็น ซึ่งในการประชุม แบ่งออกเป็นการนำเสนอภาพรวม แนวคิดและที่มาของการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมากำกับดูแลการขนส่งทางราง โดยมีการยกกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบในต่างประเทศ รวมถึงบทบาทกรมการขนส่งทางรางของไทย
ฟังความตั้งใจของตัวแทนผู้บริหาร กรมการขนส่งทางราง กับบทบาทกำกับดูแล กิจการขนส่งทางรางเพื่อมวลชน
ในช่วงต้นของการประชุมย่อยรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกนี้ นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง มาเปิดเผยถึงบทบาทของกรมฯ ให้ฟังก่อน ดังนี้

“ในส่วนของโครงสร้างกรมฯ ตอนนี้ ทางกระทรวงก็ได้อนุมัติแต่งตั้งผู้บริหารกรมฯ เรียบร้อยแล้ว และจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมาย แต่ตอนนี้อยู่ในขั้นรอให้มีการอนุมัติร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ที่จะบัญญัติเรื่องการให้อำนาจกำกับดูแลและพัฒนาความปลอดภัย ประสิทธิภาพในการให้บริการกับพี่น้องประชาชน อย่างวันนี้ก็มีทุกภาคส่วนมาร่วมกันให้ความเห็นในการกำหนดบทบาทของกรมขนส่งทางราง หลังจากนี้ทางกรมฯ ก็จะรวบรวมความเห็นที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ นำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตราเป็นกฎหมายต่อไป”
“ถือว่าตอนนี้ทางภาครัฐก็ให้ความสำคัญทั้งในการลงทุน และทำทุกทางเพื่อขับเคลื่อนการวางโครงสร้างระบบการขนส่งทางรางของไทย ทั้งระหว่างเมืองและในเมือง และตรงนี้เองที่ กรมขนส่งทางราง จะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนา กำกับ ดูแล วางระบบโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางรางของไทยได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงสุด ทั้งในแง่ของการกำหนดราคาค่าโดยสาร โครงสร้างอัตราค่าใช้บริการ ให้เป็นที่ยอมรับและเป็นธรรมกับประชาชนหมู่มาก”
ส่วนรูปแบบโครงสร้างการวางระบบการจัดการ การบริหาร การขนส่งทางรางของไทย รองอธิบดีกรมการขนส่งทางรางกล่าวว่า นอกจากการได้มารับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ก่อนหน้านี้เรายังศึกษากรณีการบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะทางรางในหลายประเทศ เพื่อหาโซลูชันที่เหมาะสมในการกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการระบบการขนส่งทางรางของไทยด้วย

เปิดมุมมองและบทบาทของ ‘กรมการขนส่งทางราง’ ที่จะเกี่ยวข้องกับเรา และคาดหวังอยากให้เป็น
อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้คือ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ของกรมการขนส่งทางราง หน่วยงานใหม่แกะกล่องที่ได้รับการคาดหวังว่าจะลบภาพการบริหารจัดการแบบเดิมๆ แล้วแทนที่ด้วยภาพของการเป็นหน่วยงานของรัฐมิติใหม่ ที่มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางให้เป็นระบบการขนส่งมวลชน ที่มวลชนได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง
เริ่มจาก ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย นโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ตัวแทนทางฝากฝั่งนักวิชาการ มาเล่าให้ฟังถึงแนวคิดและที่มาเกี่ยวกับการกำกับดูแลการขนส่งทางราง โดยได้หยิบยกเอากรณีศึกษาในต่างประเทศมาให้ดูว่า มีการวางองค์กรกำกับดูแลอย่างไร และประเด็นใดสามารถนำมาปรับใช้ในการวางบทบาทหน้าที่ของกรมการขนส่งทางรางได้อย่างเหมาะสมที่สุด

“ประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ต้องทำก่อน คือ เรื่องของการวางมาตรฐานและความปลอดภัย ซึ่งมองว่า ถ้าในส่วนของรถไฟฟ้าที่ให้บริการในเขตเมือง จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เพราะได้วางมาตรฐานความปลอดภัยไว้ในระดับที่สูงพอสมควร หากแต่ปัญหาที่น่าห่วง คือ ในส่วนของจุดตัดทางรถไฟจุดต่างๆ ที่ในปัจจุบันยังคงเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงค่อนข้างมาก โดยที่ผ่านมารัฐเองก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องอาศัยแก้ไขปัญหาหรือสั่งการผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งเราเล็งเห็นว่าถ้ามีการจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางเช่นนี้แล้ว กรมฯ นี้ก็จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในด้านการแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยอย่างที่หยิบยกมานี้”
“เรื่องที่สอง ที่ต้องเร่งดำเนินการ คือการปรับเรื่องอัตราค่าโดยสาร ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถดำเนินการได้เลย เพราะอาจจะมีการติดขัดเรื่องรายละเอียดและสัญญาสัมปทานต่างๆ แต่เมื่อมีกรมการขนส่งทางราง การแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็จะมีความหวังมากขึ้น โดยทางกรมฯ จะเข้าไปเจรจาและหาทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ และนี่คือสองส่วนที่คิดว่าเป็นภารกิจเร่งด่วน และจะส่งผลระยะยาวไปที่กรมการขนส่งทางรางเพื่อเข้าไปบริหารจัดการในอนาคต”
ต่อมา ในฐานะตัวแทนของผู้บริโภค สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้จุดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการอุบัติขึ้นของกรมการขนส่งทางรางว่า

“นิยามของการขนส่งระบบราง ควรเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงและใช้บริการได้โดยทั่วกัน ไม่ได้เป็น ‘ทางเลือกของผู้บริโภคบางกลุ่ม’ เท่านั้น การขนส่งทางราง จึงต้องไม่ใช่การขนส่งทางรอง กรมฯ นี้เกิดช้าไป 50 ปี จริงๆ เพราะระบบการขนส่งทางรางของประเทศจำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจเป็นเอกเทศ มีอำนาจในการดูแลกิจการที่เกี่ยวกับการขนส่งทางรางในประเทศทั้งหมด เหมือนรูปแบบที่สิงคโปร์ทำอยู่ ซึ่งการรวมศูนย์กำกับดูแลนี้ จะส่งผลดีในเรื่องของการกำหนดอัตราค่าโดยสาร การปรับราคาค่าโดยสาร เพราะถ้าปล่อยให้ภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจต่างๆ เป็นผู้ดูแลแยกกันไป อัตราค่าโดยสารก็จะถูกปรับขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่เป็นธรรม สุดท้ายคนรับกรรมคือผู้บริโภค”
นอกจากนั้น เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยังอยากเห็นบรรยากาศของการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้แสดงความคิดเห็น ร้องเรียนการให้บริการของระบบขนส่งทางราง ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคเผชิญชะตากรรมต้องไปฟ้องร้องเรียกร้องความเป็นธรรมเอง
ด้านคนขับรถในระบบขนส่งทางราง แม้ว่าจะได้รับการรับรองความสามารถในการขับและบังคับรถจากหน่วยงานต้นสังกัด แต่การพัฒนามาตรฐานการขับรถและใบอนุญาตขับรถสำหรับการขนส่งทางราง ยังไม่มีการทำขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตรงนี้ทางมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคจึงอยากเห็นกระบวนการการรับรองความสามารถด้านการขับรถในระดับประเทศ ซึ่งถ้าทำได้ ย่อมเป็นการยกระดับความปลอดภัยในการขับรถสาธารณะทุกชนิดด้วย
ประจักษ์ ทรัพย์มณี ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรม ได้แสดงความคิดเห็นในนามของภาคอุตสาหกรรมในประเด็นเรื่องการอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ระบบขนส่งทางรางในการส่งสินค้า อย่างการกำหนดจุดขนส่งสินค้า จุดขนถ่ายสินค้าที่เอื้อต่อโลจิสติกส์ หากการเกิดขึ้นของกรมการขนส่งทางราง สามารถมีบทบาทในเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขนส่งสินค้าจากในเมืองหรือจังหวัดรอบข้างไปยังพื้นที่อีอีซีได้อย่างสะดวก ย่อมเป็นการพัฒนาทั้งการขนส่งระบบรางของประเทศและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วย
นับเป็นเรื่องที่น่าติดตามกันต่อไปว่า กรมฯ น้องใหม่แกะกล่องนี้ จะดำเนินภารกิจได้อย่างบทบาทที่กำหนดไว้หรือไม่ อีกไม่นานเกินรอคงได้เห็นกัน
อัปเดตเรื่องราวการพัฒนาระบบขนส่งทางราง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกด้าน
หมดยุค…ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง…รถไฟทางคู่ 3 พันกิโลเมตร เปลี่ยนลุค ‘ม้าเหล็ก’ ได้จริงไหม?











