แม้ว่าจะมีข้อจำกัดของทรัพยากรทั้ง ทรัพยากรธรรรมชาติ ทรัพยากรบุคคล แถมยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบทุกด้านเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิต แต่ประเทศเล็กๆอย่าง ประเทศ สิงคโปร์ โค่น สหรัฐอเมริกา มหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก ขึ้นแท่น ‘ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลก’ ได้อย่างไร นี่เป็นความน่าสนใจที่เรากำลังจะนำเสนอ อ้างอิงตามรายงานข่าวล่าสุดที่ว่า

“สิงคโปร์ ครองอันดับ 1 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2553 จากรายงานการจัดอันดับ IMD World Competitiveness Rankings โดยโค่นแชมป์เก่าอย่าง สหรัฐอเมริกา ลงอย่างราบคาบ ขณะที่ รายงานฉบับนี้ชี้ด้วยว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศในยุโรป”


สิงคโปร์ ขึ้นแท่นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลก (IMD World Competitiveness Ranking) ปีนี้

สาเหตุที่ทำให้สิงคโปร์ผงาดครองแชมป์ ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แรงงานที่มีทักษะสูง กฎหมายคนเข้าเมืองที่เอื้ออำนวย และวิธีการตั้งธุรกิจใหม่ที่มีประสิทธิภาพ โดยในเอกสารของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้อัปเดตถึงความเปลี่ยนแปลงด้านบวกของเศรษฐกิจประเทศสิงคโปร์ในประเด็นสำคัญดังนี้

  • กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ ประกาศ GDP ของสิงคโปร์ทั้งปี 2560 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.6% เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีการขยายตัวเพียง 2.4% และประกาศคาดการณ์เศรษฐกิจสิงคโปร์ในปี 2561 ว่าจะขยายตัว 1.5-3.5%
  • The Singapore Economic Development Board รายงานว่าเดือน ม.ค. 61 ผลผลิตของอุตสาหกรรมสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 17.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 60 โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่ม Precision Engineering
  • ในปี 2561 สิงคโปร์จะมีการจัดงานแสดงสินค้ามากกว่า 100 งาน ในประเภทสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การบิน อาหารเพื่อสุขภาพ นวัตกรรม วิศวกรรม เฟอร์นิเจอร์ การขนส่ง การศึกษา การท่องเที่ยว การโรงแรม การลงทุน
  • รัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุนให้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาด้านการจราจร ปัจจุบันได้เปิดตัวโครงการ The Car-Sharing หรือ BlueSG รถไฟฟ้า 100% ซึ่งหลังจากเปิดตัวโครงการนี้ มีรายงานของ Land Transport Authority (LTA) รายงานว่า จำนวนยานพาหนะในสิงคโปร์ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนรถยนต์เช่ากลับเพิ่มมากขึ้น แสดงถึงพฤติกรรมการใช้ยานพาหนะที่เปลี่ยนไปของชาวสิงคโปร์

ศาสตราจารย์ อาร์ทูโร บริส ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยเจ้าของผลสำรวจนี้ ให้ข้อมูลภาพรวมในการจัดอันดับปีนี้ว่า เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

“สำหรับปีที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอนในตลาดโลก อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ ดูเหมือนว่าคุณภาพของภาคสถาบันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ กรอบการทำงานที่แข็งแกร่งของภาคสถาบันสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจลงทุนและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงสร้างหลักประกันว่าประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

เพราะบรรดานักเศรษฐศาสตร์มองว่า ความสามารถในการแข่งขันมีความสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจในระยะยาวของแต่ละประเทศ เนื่องจากช่วยให้ภาคธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ช่วยสร้างงาน และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนได้

สำหรับแชมป์เก่าอย่าง ฮ่องกง ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ก็ยังคงความโดดเด่นจากการมีนโยบายทางธุรกิจที่ชัดเจน เสริมด้วยมาตรการทางภาษีที่เอื้ออำนวย และการเข้าถึงเงินทุนในการทำธุรกิจอย่างสะดวก

และปีนี้ สหรัฐอเมริกา ตกลงมาอยู่ในอันดับ 3 โดยรายงานระบุว่า ความเชื่อมั่นที่เกิดจากนโยบายภาษีระลอกแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดน้อยถอยลงไป แม้ว่าสหรัฐยังคงเป็นผู้นำของโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานและสมรรถนะทางเศรษฐกิจ แต่ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น การส่งออกสินค้าไฮเทคที่ลดลง และค่าเงินดอลลาร์ที่ผันผวน

ด้านประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็ไต่ขึ้นมาสู่อันดับ 4 จากเดิมอยู่ในอันดับ 5 โดยได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจที่เติบโต เงินฟรังก์สวิสที่มีเสถียรภาพ และโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูง

สรุปแล้ว 10 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลกในปีนี้ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ขึ้นมาจากอันดับ 15 ในปี 2559) เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน และกาตาร์

ส่วนเวเนซุเอลายังคงรั้งท้ายตาราง โดยได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และเศรษฐกิจที่อ่อนแอ


คุณภาพของทรัพยากรบุคคล ปัจจัยหลักเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ ส่ง สิงคโปร์ โค่น สหรัฐอเมริกา ได้

ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด ซึ่งส่งให้ สิงคโปร์ โค่น สหรัฐอเมริกา คว้าแชมป์ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลกได้ คือ คุณภาพของทรัพยากรบุคคลชาวสิงคโปร์ การันตีด้วยบทความวิชาการ เรื่อง จับตา สิงคโปร์ขึ้นอันดับสองของโลกในการดึงดูดคนเก่งด้านเทคโนโลยี ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจยุคดิจิทัล โดย รติมา คชนันทน์ วิทยากรชํานาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สํานักวิชาการ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เกริ่นถึงศักยภาพของประเทศสิงคโปร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ประเทศสิงคโปร์เป็นเกาะขนาดเล็ก มีจํานวนประชากรจํานวนน้อยจึงทําให้ต้องพึ่งพาแรงงานจากต่างชาติในทุกระดับ แต่สิงคโปร์ก็สามารถแปรข้อจำกัดนั้น ให้เป็นความพยายามพัฒนาประเทศให้มีความโดดเด่นด้านเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและเปิดรับความหลากหลาย ในตอนนี้สิงคโปร์จึงมีธุรกิจที่น่าสนใจมากมายหลายประเภท สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ”

ไม่เพียงเท่านั้น สิงคโปร์ ยังมีระบบการศึกษาที่ได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับในระดับสากล กระทั่งจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาอยู่อันดับต้นๆของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะการศึกษาที่ในด้านเทคโนโลยี ส่วนในด้านเศรษฐกิจก็มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลกเช่นกัน ด้วยบรรยากาศที่สร้างความมั่นใจเช่นนี้เอง ที่ดึงดูดผู้นําธุรกิจของบริษัทข้ามชาติและนักลงทุนจํานวนมากเข้ามาตั้งสํานักงานใหญ่ และส่งให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าน่าอยู่ น่าลงทุน น่าทําธุรกิจ มากที่สุดอีกแห่งหนึ่งในโลก

และในปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารโลก ได้จัดทํารายงาน Doing Business ก็ระบุว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่สามารถลงทุนได้สะดวกเป็นอันดับ 2 ของโลก และที่สําคัญยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่กําลังถูกจับตามองท่ามกลางยุคของเศรษฐกิจโลกใหม่ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมต่างๆเป็นตัวขับเคลื่อนด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันการผลิตดึงดูดและรักษาคนเก่ง (GTCI) ทั่วโลก ปี 2560 (2017 Global Talent Competitiveness Index) ภายใต้หัวข้อเรื่องคนเก่งกับเทคโนโลยีจัดทําโดยสถาบันการศึกษาชั้นนําด้านธุรกิจระหว่างประเทศ (InstitutEuropéend’Administration des Affaire-INSEAD) สถาบันพัฒนาความเป็นผู้นําด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Leadership Institute of Singapore -HCLI) และบริษัท อเด็คโก้ (AdeccoGroup) พบว่า สวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์เป็นชาติที่มีความสามารถในการดึงดูดผู้มีทักษะหรือคนเก่งด้านเทคโนโลยีมากสุดในโลกโดยติดอันดับหนึ่งและสองของโลกตามลําดับ

ตามมาด้วย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศนอดิกซ์อีก 4 ประเทศ คือ สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และด้วยการครองแชมป์อันดับสองในการจัดอันดับรายการนี้ ย่อมทำให้ สิงคโปร์ กลายเป็นแชมป์อันดับหนึ่งในระดับภูมิภาคเอเชีย ที่ทิ้งประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้ว อย่าง ญี่ปุ่น (อันดับที่ 22) และประเทศขนาดใหญ่ซึ่งมีประชากรมหาศาล อย่าง จีน (อันดับที่ 54) และ อินเดีย (อันดับที่ 92) ไปแบบไม่เห็นฝุ่น

รูปแบบของดัชนีชี้วัดครั้งนี้ จะใช้เกณฑ์การวัดภายใต้หัวข้อ “คนเก่งกับเทคโนโลยี: ตัวกําหนดการสร้างอนาคตของการทํางาน (Talent and Technology: Shaping the Future of Work)” ซึ่งเมื่อพิจารณาจากประเทศที่มีศักยภาพและประสบความสําเร็จข้างต้นนั้น จะสังเกตได้ว่ามีลักษณะที่สําคัญร่วมกันอยู่ 3 ประการ คือ ระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของเศรษฐกิจ นโยบายการจ้างงานที่เอื้อต่อความยืดหยุ่นสูง และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เชื่อมโยงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในภาคธุรกิจและรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ


เรียนรู้จากต้นแบบ ปรับใช้กับประเทศไทย เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมนานาประเทศ

ใน ดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันการผลิตดึงดูดและรักษาคนเก่ง (GTCI) ทั่วโลก ปี 2560 ผลปรากฎว่า ประเทศไทย ได้รับการลดอันดับให้ลงมาอยู่ที่อันดับ 73 จากอันดับ 69 ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของประเทศไทยในการผลิต ดึงดูด และรักษาทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะความสามารถในด้านเทคโนโลยีที่ลดลง

ปรากฎการณ์นี้ เป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องมองหากลยุทธ์ตลอดจนนโยบายใหม่ๆ ให้สอดรับกับความต้องการทางเศรษฐกิจที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนตามบริบทของกระแสโลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบการศึกษา ควรมีการปรับตัวให้มีความเป็นสากลโดยปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้มุ่งเน้นในเรื่องของทักษะด้านเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น

ตลอดจนการเรียนรู้จากโครงงานและจากประสบการณ์จริงให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับใช้แนวทางการพัฒนาของประเทศที่ถูกจัดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ มาเป็นแนวทางในการบริหารหรือแก้ไขปัญหาได้ซึ่งการจะไปให้ถึงจุดที่ประเทศมีศักยภาพและความสําเร็จ เป็นเรื่องที่ทุกคนในชาติจําเป็นต้องช่วยกัน ร่วมแรงร่วมใจเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้วย


ที่มา :


เรียนรู้โมเดลการพัฒนาจากประเทศต้นแบบ เพื่อนำมาปรับใช้พัฒนาบ้านเราให้ก้าวไกลได้

ปฏิวัติ ‘สิงคโปร์’ ด้วยเทคโนโลยีการเกษตร เนรมิตนิคมเกษตร-อาหาร เลี้ยงคนทั้งเกาะ ลดการนำเข้าอาหาร

สิงคโปร์ : เกาะเล็กที่มีข้อจำกัดมาก แต่ปรับตัวก้าวไกลจนเป็น Smart City ที่ไทยต้องเรียนรู้!!!

ต้นแบบ ‘ฟาร์มดิจิทัล’ นวัตกรรมอัจฉริยะ เอาชนะทุกข้อจำกัดการทำเกษตรในประเทศ ‘สิงคโปร์’

Previous articleTop 10 เมืองที่ดีที่สุดในโลก ด้านคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการครองชีพ
Next articleวันนี้ USA vs Huawei พรุ่งนี้อาจเป็นบริษัทของคุณ หรือผู้บริโภคของคุณก็เป็นได้
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์