ขึ้นชื่อว่า ‘มะเร็ง’ ใครๆ ก็ต่างรู้ว่าเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์ได้แบบไม่ทันตั้งตัว ‘มะเร็งท่อน้ำดี’ ก็เช่นกัน แม้จะเป็นมะเร็งที่ไม่ได้รับการพูดถึงบ่อยนัก ทว่า จากสถิติล่าสุด โรคมะเร็งท่อน้ำดีเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณปีละ 6,000 – 10,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลก

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะในปัจจุบันยังไม่มียาใดให้ผลเป็นที่น่าพอใจ วิธีการรักษาดีที่สุดมีเพียงการผ่าตัดที่ทำได้เฉพาะในผู้ป่วยจำนวนไม่กี่รายเท่านั้น ซึ่งตามสถิติ คือ รักษาได้ไม่เกิน 5 คน จากผู้ป่วย 100 คน ดังนั้น การวิจัยค้นคว้าหายาเพื่อนำไปรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญและต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน


รู้ทันความน่ากลัวของ มะเร็งท่อน้ำดี โรคร้ายเกิดกับคนไทยมากที่สุดในโลก

ความน่ากลัวของ มะเร็งท่อน้ำดี ที่ เว็บไซต์ มูลนิธิมะเร็งท่อน้ำดี จัดทำโดย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุไว้ คือ

“มะเร็งท่อน้ำดี  (Cholangiocarcinoma; CCA) คือ มะเร็งของท่อน้ำดีที่ตับ ซึ่งเป็นโรคที่ไม่มีการแสดงอาการ ส่วนใหญ่จะตรวจพบเมื่ออยู่ในระยะที่มีการพัฒนาของมะเร็งเต็มขั้นแล้ว เพราะแม้ว่าผู้ป่วยอาจมีสัญญาณและอาการในระยะเริ่มแรกของโรคมะเร็งท่อน้ำดี แต่ที่ผ่านมา มักมีผู้ป่วยหลายรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น กว่าจะรู้ตัว โรคก็รุกลามเข้าสู่ขั้นรุนแรงแล้ว”

และแม้ว่าจะมีการตรวจวินิจฉัยจนพบการเกิดโรคในระยะเริ่มแรก และมีแนวโน้มจะทำการรักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัด ได้ แต่ก็เช่นกัน เนื่องมาจากโรคมะเร็งท่อน้ำดีกว่าจะมีการวินิจฉัยเจอ ก็ล่วงเลยเข้าสู่ระยะที่มะเร็งแพร่กระจายเต็มขั้นแล้ว ดังนั้น การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดจึงไม่สามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยได้เสมอไป

อย่างที่กล่าวมาว่า มะเร็งท่อน้ำดีเป็นโรคที่มักไม่มีอาการหรือแสดงอาการใดๆ แต่ในผู้ป่วยรายที่หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตนเองอาจมีสัญญาณหรืออาการบ่งบอกได้ เพราะเมื่อมีการอุดตันของท่อน้ำดีจะมีอาการปวดท้องอย่างต่อเนื่องและรุนแรง อุจจาระจะมีสีซีดลง ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้น ผู้ป่วยมักเหนื่อยง่ายและรู้สึกมีก้อนบริเวณท้อง ความอยากอาหารลดลงและน้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และอีกหนึ่งสิ่งบ่งชี้สำคัญ คือ อาการดีซ่าน คือ อาการตัวเหลือง ตาเหลือง อันเนื่องมาจากมีการอุดตันของท่อน้ำดี


ผู้ป่วยได้เฮ เมื่อแพทย์ไทยพบ ยารักษามะเร็งเต้านม ที่คาดว่าจะใช้รักษามะเร็งท่อน้ำดีได้ด้วย

ทั้งนี้ ล่าสุดเราได้ทราบข่าวดีว่า ทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และทีมผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ได้ค้นพบและผลักดันแนวทางการรักษาใหม่สู้กับมะเร็งร้ายชนิดนี้ได้สำเร็จ

รศ.ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านเภสัชวิทยาเชิงระบบศิริราช ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยถึงความสำเร็จของการค้นพบวิธีรักษาแนวใหม่นี้ว่า

รศ.ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย

“เป็นที่น่ายินดี ที่ในที่สุด ทีมแพทย์ไทยและทีมแพทย์ญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกัน จนสามารถค้นพบและผลักดันแนวทางการรักษาใหม่สำหรับมะเร็งร้ายนี้ได้สำเร็จ โดยอาศัยจุดอ่อนจำเพาะอันหนึ่งของมะเร็งท่อน้ำดีที่พึ่งพาโปรตีนที่ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ (cell cycle regulators) ได้แก่ CDK 4 และ Cyclin D1 ในการดำรงชีวิตและเจริญเติบโต ซึ่งเปรียบเทียบแล้ว เป็นพฤติกรรมที่คล้ายมะเร็งเต้านมชนิดหนึ่ง การค้นพบนี้จึงนำไปสู่แนวทางการรักษาใหม่ที่ใช้ยาต้านการออกฤทธิ์ของโปรตีน CDK4-Cyclin D ไปทำลายมะเร็งท่อน้ำดีโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ”

ผลการทดลองที่โรงพยาบาลศิริราชแสดงว่ามะเร็งท่อน้ำดีไวต่อยาชนิดนี้มาก และครอบคลุมมะเร็งท่อน้ำดีได้หลายประเภท โดยนักวิจัยได้ยืนยันโมเดลที่เป็นตัวแทนผู้ป่วยในหลายระดับเพื่อทดสอบความมั่นใจในการใช้แนวทางการรักษาใหม่นี้ ด้วยการใช้โมเดลเสมือนผู้ป่วยในการทดสอบทั้งแบบ 2 มิติ 3 มิติ และในสัตว์ทดลอง กระทั่งได้ผลการทดลองที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะนำไปสู่การทดลองในมนุษย์เป็นลำดับต่อไป

เพาะเลี้ยงเซลล์ในตู้บ่ม
ร่องรอยของสัญญาณที่ส่งมายังโปรตีนที่ค้นพบ

ในโอกาสนี้ หัวหน้าโครงการวิจัยยังได้กล่าวถึงประโยชน์และข้อดีของงานวิจัยชิ้นนี้ต่อการศึกษาและพัฒนาแนวการรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดีว่าการค้นพบพฤติกรรมที่เป็นจุดอ่อนของมะเร็งท่อน้ำดีนี้สำคัญมาก เพราะทำให้สามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับการรักษาได้ทันที

นอกจากนั้น ยาที่ใช้ยับยั้งโปรตีนกลุ่มนี้ก็มีการนำไปใช้อยู่หลายตัว เช่น Palbociclib, Ribociclib, และ Amebaciclib ซึ่งมีความเป็นพิษต่ำเมื่อเทียบกับยาเคมีบำบัด โดยเป็นยารับประทานวันละครั้งและมีข้อมูลด้านความปลอดภัยพร้อมอยู่แล้ว โดยเริ่มมีการใช้ยานี้ในการรักษามะเร็งอื่นๆ ในประเทศไทย เช่น มะเร็งเต้านม จึงนำมาปรับใช้กับมะเร็งท่อน้ำดีได้อย่างรวดเร็ว และเป็นทางลัดที่ช่วยให้ประหยัดเวลาในการทดสอบได้หลายขั้นตอน ช่วยเร่งให้สามารถนำแนวทางใหม่นี้ไปรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีได้เร็วยิ่งขึ้น

หาไบโอมาร์คเกอร์

เซลล์มะเร็งท่อน้ำดี

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ศิวนนท์ ยังยืนยันว่า การยับยั้งโปรตีนในสองกลุ่มที่กล่าวมานี้ ได้ผลเป็นดีมากแบบเหนือความคาดหมาย เพราะรายงานชิ้นที่ผ่านมาจะไม่พบการกลายพันธุ์ของโปรตีน CDK4-Cyclin D อย่างชัดเจนในมะเร็งท่อน้ำดี แต่เนื่องจากทีมวิจัยนี้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับโปรตีน จึงตรวจพบร่องรอยของความผิดปกติพบได้ในที่สุด

ไบโอมาร์กเกอร์ในกลุ่มคนไข้-(สีแดงคือได้ผล)

“ผลการวิเคราะห์ชิ้นเนื้อของผู้ป่วยไทยอย่างละเอียด และประสบการณ์ในการทำวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับโปรตีนดังกล่าวมานาน ทำให้เห็นร่องรอยบางอย่างของโปรตีนกลุ่มนี้ซ่อนอยู่ในเนื้อเยื่อมะเร็งที่วิเคราะห์ จึงเร่งพิสูจน์ทราบอย่างละเอียดจนนำมาสู่การทดสอบการใช้ยาและผลที่น่าพอใจ นอกจากนี้ทีมวิจัยยังเสนอวิธีการทำนายล่วงหน้าว่าผู้ป่วยคนใดจะได้ประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์จากยานี้ เวลาปฏิบัติจริงแพทย์ก็จะเลือกใช้ยาได้อย่างประสิทธิภาพโดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับยาหากไม่ได้ผลอีกด้วย นับว่างานวิจัยนี้ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและนโยบายอย่างแท้จริง”

โครงการวิจัยทางการแพทย์ดีๆ นี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), e-Asia Joint Research Project รวมถึงคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งผลการทดลองได้รับความสนใจจากแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก นำมาสู่การตีพิมพ์ในวารสาร Hepatology อันเป็นวารสารสำคัญทางการแพทย์ระดับนานาชาติที่มีผู้สนใจมาก

เซลล์มะเร็งที่ย้อมสีเพื่อวิเคราะห์การตอบสนองต่อยา
ก้อนมะเร็งท่อน้ำดีในสัตว์

ในตอนท้าย รศ.ดร.ศิวนนท์ ได้เป็นตัวแทนกล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจของทีมแพทย์ทั้งไทยและญี่ปุ่นในการศึกษาวิจัยโครงการนี้จนสำเร็จว่า

“ทีมวิจัยมุ่งมั่นที่จะรักษาชีวิตหรือเพิ่มคุณภาพการรักษาให้กับผู้ป่วยชาวไทยเป็นหลัก เพราะผู้ป่วยไทยขาดโอกาสในการรักษาจริงๆ เพราะที่ผ่านมาโรคมะเร็งท่อน้ำดีแต่เดิมไม่ใช่ปัญหาของโลกตะวันตก จึงไม่ค่อยมีการวิจัยหรือแนวทางการรักษาถูกพัฒนาขึ้นจากโลกตะวันตกออกมา เราจึงต้องทำเองและต้องรีบ โดยความร่วมมือร่วมใจของทีมวิจัยทั้งหมด และการทำงานเป็นทีมเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของโครงการนี้ เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ และวิทยาการที่ทันสมัยที่สุดในการเอาชนะความท้าทายนี้ ขณะนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจและเร่งค้นคว้าต่อยอดงานวิจัยนี้อย่างเต็มความสามารถ”


นวัตกรรมทางการแพทย์ฝีมือนักวิจัยไทย ยังมีให้ได้อัปเดตและร่วมภาคภูมิใจไปกับมันสมองของแพทย์ไทยได้อีก

บทสัมภาษณ์ ‘หมอไต่ – ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล’ เสี่ยงแค่ไหนก็ต้องไปต่อ เพราะอยากให้คนไทยได้ใช้ ‘ยาแอนติบอดี้’ รักษามะเร็ง

ต้นแบบ อาหารสูตรสมดุลโปรตีนสูง เพื่อผู้ป่วยและผู้สูงวัย ตอบรับ ‘เทรนด์อาหารแห่งอนาคต’ ฝีมือนักวิจัยหญิงไทย

เปิดตัว ‘เตียงพลิกตัว ป้องกันแผลกดทับ’ นวัตกรรมแห่งความร่วมมือของนักวิจัยไทย กรุยทางอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยไปสู่ Thailand Medical Hub