ในภาคการศึกษาของไทย ครู ทำหน้าที่ไม่ต่างกับเกษตรกร ผู้เพาะหว่านเมล็ดพันธุ์ คอยดูแลประคบประหงมให้เมล็ดพันธุ์นั้นเติบโตมาเป็นต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ประโยชน์แก่คนรอบข้าง และเมล็ดพันธุ์นั้นก็คือเยาวชน ว่าที่กำลังคนของชาตินั่นเอง ดังนั้น โจทย์สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องมาทบทวนและหาคำตอบให้ได้นั่นคือ ระบบการศึกษาไทย ณ ตอนนี้ ครูได้ทำหน้าที่เพาะบ่มเมล็ดพันธุ์นั้นด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปหรือยัง และเมล็ดพันธุ์สามารถเติบโตอย่างกล้าแกร่ง แผ่ร่มเงา สร้างประโยชน์คืนกลับให้ผืนดินที่ต้นไม้เติบโตได้หรือไม่ เพื่อหาคำตอบให้กับโจทย์การศึกษาของไทยที่กล่าวมานี้ โครงการ ‘เพาะพันธุ์ปัญญา’ จึงเกิดขึ้น


ทำความรู้จักโครงการ ‘เพาะพันธุ์ปัญญา’ กับ 6 ปี ของขบวนการปฏิวัติ ‘ครูไทย’

ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โครงการ ‘เพาะพันธุ์ปัญญา’ ลงพื้นที่ไปติดตามผลการปฏิบัติการของขบวนการปฏิวัติการศึกษาไทยที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ในโอกาสนี้ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ หัวหน้าหน่วยจัดการกลางโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ได้เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานของโครงการนี้ในโอกาสครบรอบ 6 ปี จากการลงพื้นที่ 135 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อเปลี่ยนวิธีการสอนของครูไทย สนับสนุนให้เด็กปรับตัวเข้ากับวิธีการเรียนรู้แบบใหม่ เสริมทักษะสำคัญสอดรับกับทักษะจำเป็นในการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไป จนได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ และพร้อมที่จะเดินหน้าขยายผลโมเดลการเรียนรู้นี้สู่โรงเรียนนำร่องในจังหวัดน่าน

รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์

“โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 และกำลังจะสิ้นสุดโครงการระยะแรก ในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ ซึ่งที่ผ่านมามีโรงเรียนทั้งหมด 135 โรง มีห้องเรียนกว่า 842 ห้อง ครูเข้าร่วมโครงการ 4,579 คน และนักเรียนอีก 24,612 คน ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ โดยความสำเร็จที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดนอกจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนของครูไทย นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเด็ก”

โดย รศ.ดร.สุธีระ กล่าวถึง หลักการสำคัญซึ่งเป็นที่มาของโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาว่า มาจากความเชื่อมั่นที่ว่า การศึกษาที่แท้จริงควรพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วในยุคนี้ ด้วยการเปิดโอกาสใหนักเรียนได้เรียนรู้บนพื้นฐานความสนใจของแต่ละบุคคล ให้เขาได้ตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องเอง ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่อิงอยู่กับความเป็นเหตุเป็นผลของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนั้น วิธีการเรียนรู้ในแบบที่เพาะพันธุ์ปัญญาเชื่อมั่น คือ การเรียนรู้จากการทำโครงงานฐานวิจัย โดยครูอยู่ในฐานะผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้ อาศัยเครื่องมือสำคัญ 3 ประการ คือ การตั้งคำถามกับผู้เรียน (ถามคือสอน) การชวนผู้เรียนแสดงความคิดเห็น (สะท้อนคิดคือเรียน) และการมอบหมายให้ผู้เรียนเขียนงานวิชาการ ความคิด ความรู้สึกขณะทำงาน (เขียนคือการคิด ทบทวนความรู้) จากนั้นผู้เรียนจะทำงานกลุ่มตามความสนใจและโจทย์การวิจัยที่เขามองเห็นในพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่ เพื่อหาคำตอบด้วยกระบวนการวิจัย การเรียนรู้ในรูปแบบนี้เองที่ รศ.ดร.สุธีระ เรียกว่า RBL (Research-Based Learning)

ที่ผ่านมา RBL สร้างนักวิจัยรุ่นจิ๋ว เปลี่ยนนิยามการรับรู้ของคนทั่วไปได้ว่า เด็กหรือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก็เป็นนักวิจัยได้ ไม่ต่างจากอาจารย์หรือนักวิชาการเลย ซึ่งคุณสมบัติของการเป็น นักวิจัย นี่เอง ที่เป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กไทย ซึ่ง รศ.ดร.สุธีระกล่าวถึงรายงานผลการดำเนินโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา โดยระบุผลลัพธ์ของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการว่ามีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางต่อไปนี้

  • มีความกล้า คิด พูด ทำ ทดลอง เสี่ยง
  • อดทน มุ่งมั่น รับมือกับการเริ่มต้นใหม่เมื่อผิด พร้อมแก้ไข ทำซ้ำ เพื่อผลที่ดีขึ้น
  • รู้จักการทำงานที่เป็นระบบ มีผังกระบวนการ ทำตามขั้นตอน มอบหมายความรับผิดชอบในทีมวิจัย ตรวจประเมินร่วมกัน เพื่อปรับแก้
  • มีเหตุผลและวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีความคิดสร้างสรรค์ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เปิดรับความคิดต่างได้
  • สนใจใฝ่รู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชน กล้าเผชิญโลกที่แปลกใหม่
  • เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ สืบค้นมากกว่าฟัง ทดลองก่อนตัดสินใจเชื่อ เรียนรู้ด้วยความสนุก มีจิตอาสาพร้อมช่วยเหลือในสิ่งที่ตนเองถนัด

เปิดประสบการณ์ ‘ก่อการดี ปฏิวัติการเรียนการสอน’ ของครูเรวดี โรงเรียนเขมราฐพิทยาคม

เพื่อให้เห็นภาพว่าผลของการดำเนินโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในตัวครูและเด็กนักเรียนอย่างไรบ้าง ขอหยิบยกกรณีศึกษาจากการบอกเล่าของ ครูเรวดี นีระภักษ์ ครูเพาะพันธุ์ปัญญา หัวหน้าโครงการฯ โรงเรียนเขมราฐพิทยาคม จังหวัดอุบลราชธานี ที่มาแชร์ประสบการณ์การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการก่อการดีนี้ไว้ในหนังสือเรื่อง “เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงเติบโต : การเปลี่ยนแปลงของครูเรวดี” ว่า

“ในช่วงปีแรกของการดำเนินการ ต้องบอกตามตรงว่ามีอุปสรรคเกิดขึ้นมากมาย เพราะต้องขอความร่วมมือโดยสมัครใจจากครูในโรงเรียนที่ต้องการจะสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนและสร้างระบบการศึกษาเรียนรู้ที่ดีที่สุดให้กับนักเรียนตามแนวทางที่โครงการเพาะพันธุ์ปัญญานำเสนอไว้ ในอีกทางหนึ่ง ครูคนนั้น\ต้องพร้อมที่จะพัฒนาปัญญาภายใน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรจากภายใน ทั้งแง่มุมของการปรับวิธีการสอน ต้องมีความอดทนอดกลั้น มองนักเรียนทุกระดับด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิม”

ครูเรวดี นีระภักษ์

“เพาะพันธุ์ปัญญา ทำให้ครูรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่รู้ดีที่สุดในทุกเรื่อง เราไม่ใช่เจ้าของคำตอบในทุกคำถาม แต่เป็นนักเรียนต่างหากที่ต้องหาคำตอบนั้นได้เองภายใต้กรอบและคำถามที่ครูคอยป้อน ชี้แนะให้นักเรียนเรียนรู้ และเกิดความกระจ่างในประเด็นนั้นได้เอง ในอีกทางหนึ่ง กระบวนการเพาะพันธุ์ปัญญาทำให้จิตใจครูอ่อนโยนลง ลดอัตตา ลดความยึดมั่นถือมั่น รับฟังมากขึ้น เข้าใจและมีความเมตตาต่อเด็ก และใกล้ชิดเด็กมากขึ้น”

ด้วยความใกล้ชิดจากการทำงานคลุกคลีกับนักเรียน ทำให้ครูเรวดีได้กำลังใจจากเรื่องราวของนักเรียนสู้ชีวิตคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนเธอจาก ครูผู้สอน มาเป็น ครูผู้เรียนรู้จากนักเรียนของเธอเอง ซึ่งนอกจากบทบาทของการเป็นนักเรียนแล้วยังต้องชกมวยเพื่อเลี้ยงชีพ ส่งตัวเองเรียนและหารายได้เพิ่มเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน โดยนักเรียนคนดังกล่าวเป็นเสาหลักที่ทำงานเลี้ยงครอบครัว ซึ่งมีทั้งยายวัย 70 ปี มีพี่น้องและหลานๆ รวมกัน 10 ชีวิต ซึ่งภาพที่ครูเรวดีมักจะเห็นอยู่เป็นประจำเมื่อเจอเด็กหญิงคนนี้คือ ใบหน้าที่ฟกช้ำดำเขียว จากการตระเวนชกมวยตามงานวัด

ทว่า เด็กหญิงคนนี้ ไม่เคยหยุดเรียน และเข้าร่วมทำโครงงานวิจัยทุกครั้ง แม้ในวันที่ร่างกายจะบอบช้ำ อิดโรยจากการนอนดึก เพราะการชกมวยตามงานวัดที่เลิกตีหนึ่ง ตีสอง แทบทุกวัน และด้วยเรื่องราวสู้ชีวิตของเด็กคนนี้นี่เอง ที่ครูเรวดีนำมาแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันให้เธอมุ่งมั่นบนเส้นทางการเปลี่ยนตัวเองให้เป็นครูที่ดี มีเมตตา เพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์เยาวชนที่ดีให้แก่ประเทศชาติต่อไป

และอีกหนึ่งความสำเร็จที่ทำให้ครูเรวดีภาคภูมิใจ คือ การเป็นครูที่ปรึกษาให้โครงงานของเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ซึ่งตอบโจทย์บริบทของชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

“จากการนำเด็กนักเรียนลงพื้นที่เพื่อให้เขาไปเรียนรู้และเก็บข้อมูลในชุมชน เด็กมาเสนอว่าพวกเขาอยากทำโครงงานเกี่ยวกับผ้าฝ้ายย้อมคราม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าประจำท้องถิ่น โดยศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมย้อมผ้า จนกระทั่งถึงขั้นตอนการทำตลาดและจำหน่ายผ้าย้อมคราม ขณะที่ มีนักเรียนอีกกลุ่มไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิต กล้วยม้วนเคลือบคาราเมล อีกหนึ่งสินค้าที่ชาวบ้านในชุมชนผลิตด้วย”


ด้วยประสิทธิผลเป็นที่ประจักษ์นี้เอง ทำให้โมเดลของโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาได้รับการต่อยอดเพิ่มเติมในพื้นที่จังหวัดน่าน และแม้ว่าจะสิ้นสุดโครงการแล้ว แต่ยังมี “น่าน แซนด์บ็อกซ์” ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และน่าติดตามอย่างยิ่งว่า ก่อการดีในพื้นที่จังหวัดน่านครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เหมือนที่เกิดในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาหรือไม่


ที่มา : กิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร เยี่ยมชมปฏิบัติการเพาะพันธุ์ปัญญา จ.น่าน ณ โรงเรียนบ้านไร่ ต.อวน อ.ปัว จ.น่าน (11-12 พฤษภาคม 2562)


ภารกิจการปฏิรูปการศึกษาไทยยังต้องดำเนินไปท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง มีอีกหลายแนวทางที่ได้รับการนำเสนอเพื่อพิชิตภารกิจนี้ให้ได้

หนึ่งในราชภัฏเตรียมเชื่อม ‘คอร์สออนไลน์’ พาเด็กไทยในต่างจังหวัด เข้าถึงการศึกษาระดับโลก

‘หลักสูตรเอไอ’ ทางเลือกการศึกษามาแรง ของคนวัยดิจิทัล ไมโครซอฟท์ ย้ำ ไทย ตลาดลงทุนใหญ่ ต้องการกำลังคนดิจิทัลอีกมหาศาล

ค้นหาตัวเองให้เจอ กับการเรียนรู้แบบ Interdisciplinary Studies “สหวิทยาการ” การเรียนทุกศาสตร์ ตอบโจทย์ผู้เรียนยุค 4.0