ในตอนนี้ เราจะมาว่ากันถึง “บ็อกเซอร์” สหายรักของ “เบนจามิน” ผู้ที่ “จอร์จ ออร์เวลล์” กำหนดบทบาทแทน “ชนชั้นกรรมาชีพ”


สัตว์การเมือง (ตอนที่ 3)

“… “เบนจามิน” สนิทกับ “บ็อกเซอร์” มาก แต่ไม่แสดงออกอย่างเปิดเผย ทั้งสองมักจะพักผ่อนด้วยกันในวันอาทิตย์ที่ทุ่งหญ้าหลังสวน ต่างเล็มหญ้าโดยไม่พูดกันเลย…”

การเมืองของสัตว์, วิเชียร อติชาตการ, 2561, สำนักพิมพ์โรนิน, พิมพ์ครั้งที่ 2, แปลจาก Animal Farm, George Orwell, 1945

บ็อกเซอร์ ม้าลากรถ มีพลังมหาศาล มีความมุ่งมั่น และซื่อสัตย์ อุทิศพลังกายทั้งหมด เพื่อให้ Animal Farm เจริญรุ่งเรือง เป็นแรงงานสำคัญในการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากังหันลมให้สำเร็จ มีสติปัญญาน้อย จำตัวเลขได้แค่ 1 ถึง 4 หรืออีกนัยก็คือ จำตัวอักษรได้เพียง A B C D

“…บ็อกเซอร์ จำอักษรได้ไม่เกินตัว D มันจะใช้กีบใหญ่โตของมันเขี่ยเป็นตัว A B C D ลงบนดิน แล้วยืนจ้องตัวอักษรพร้อมกับชี้ไปข้างหลัง บางทีก็ส่ายหน้า พยายามนึกตัวอักษรถัดไปอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่สำเร็จ ว่ากันที่จริง หลายครั้งทีเดียว ที่มันจำตัว E F G H ได้ แต่พอถึงตอนนั้น มันก็ลืมตัว A B C D ในที่สุด แกก็ตัดสินใจว่า เอาแค่ตัวอักษร 4 ตัวแรกก็พอ และฝึกเขียนครั้งหรือสองครั้งทุกวัน เพื่อเสริมความจำ…” (หน้า 19)

บ็อกเซอร์ อุทิศตัวให้กับอุดมการณ์ของ Animal Farm คิดเองไม่เป็น เชื่อใจคนง่าย จึงถูก “พวกหมู” หลอกให้ทำงานหนัก ท้ายสุด แทนที่จะได้รับผลตอบแทนจากความซื่อสัตย์ในยามแก่ชรา แต่เมื่อบาดเจ็บหนัก ไร้ประโยชน์ กลับถูกนำไปขายให้โรงฆ่าสัตว์

บ็อกเซอร์ มีคติพจน์ว่า ข้าจะทำงานให้หนักขึ้นอีก”  และเมื่อสับสนจะพูดว่า “นโปเลียนทำอะไรก็ถูกหมด” 

“…พวกหมูมีสาวกที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ บ็อกเซอร์และโคลเวอร์ ม้าสองตัวนี้ คิดอะไรด้วยตนเองไม่ค่อยเป็น เมื่อยอมรับหมูเป็นครู หมูว่าอะไรก็เชื่อหมด และไปเล่าต่อให้สัตว์อื่นฟัง ไม่เคยขาดการประชุมลับในยุ้งฉาง และนำร้องเพลง “บีซออฟอิงแลนด์” ตอนปิดการประชุม…”  (หน้า 11)

“…บ็อกเซอร์ เป็นที่นิยมชื่นชมของสัตว์ทุกตัว ทำงานหนักตั้งแต่สมัยของนายโจนส์ เดี๋ยวนี้ บ็อกเซอร์ ตัวเดียวทำงานพอๆ กับม้าสามตัว บางวันดูเหมือนงานทั้งหมดในฟาร์มจะอาศัยไหล่อันแข็งแกร่งของแก บ็อกเซอร์ วุ่นกับงานจากเช้ายันค่ำ จะพบแกได้เสมอ ณ ที่ซึ่งมีงานหนักที่สุด แกนัดไก่รุ่นตัวหนึ่งให้ปลุกในตอนเช้าก่อนสัตว์อื่นๆ ครึ่งชั่วโมง และอาสาทำงานที่จำเป็นก่อนที่จะเริ่มกิจวัตรประจำวัน แก้ปัญหา และอุปสรรคทุกอย่างด้วยคติพจน์ “ข้าจะทำงานหนักมากขึ้น”...” (หน้า 17)

“จอร์จ ออร์เวลล์” กำหนดบทบาท “บ็อกเซอร์” ให้เป็นตัวแทนของ “ชนชั้นกรรมาชีพ”

“ชนชั้นกรรมาชีพ” คือสัญลักษณ์ “ค้อน” และ “เคียว” บนธงสหภาพโซเวียต และในการต่อสู้ของฝ่ายซ้ายทั่วทุกมุมโลก สัญลักษณ์ “เคียว” สื่อถึง “ชาวนา” และ “ค้อน” สื่อถึง “กรรมกร”
มีบทเพลงฝ่ายซ้ายมากมายให้การสรรเสริญ “กรรมกร” และ “ชาวนา” ว่าคือฐานที่มั่นสำคัญและเป็นกระดูกสันหลังของการต่อสู้ “ชนชั้นกรรมาชีพ” อาจคือประชาชนทั่วไป เพราะ “ชนชั้นกรรมาชีพ” ก็คือประชาชน ทว่า ความหมายของ “ชนชั้นกรรมาชีพ” คือ แรงงานผู้ผลิต โดยเฉพาะอาหาร และแรงงานด้านต่างๆ ของสังคม

นอกจาก “ชนชั้นกรรมาชีพ” จะทุ่มเทแรงกายรับใช้พรรคฯ ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดจิตสุดใจ พวกเขายังมีความโอบอ้อมอารีที่หาได้ยาก

“…ภาพที่น่าหวาดเสียวที่สุดก็คือ บ็อกเซอร์ยกขาหลังขึ้น ใช้กีบสวมเกือกเหล็กขนาดใหญ่ของมันกระโดดถีบโดนกะโหลกคนเลี้ยงม้าจากฟอกซ์วู้ด ทำให้หมอนั่นนอนหงายแน่นิ่งในโคลน เมื่อมนุษย์เห็นภาพนั้นต่อหน้าต่อตา ทั้งหมดทิ้งไม้และวิ่งหนีอย่างชุลมุน พวกสัตว์ทั้งหมดร่วมกันไล่พวกมนุษย์ไปรอบๆ สวน ขวิด เตะ กัด กระทืบ ไม่มีสัตว์ใดที่จะไม่แก้แค้นพวกมนุษย์ แม้แต่แมวยังกระโจนจากหลังคาลงไปบนไหล่คนรีดนมวัว และฝังเล็บลงบนคอ ทำให้หมอนั่นร้องเสียงหลง พอได้โอกาสเหมาะ พวกมนุษย์รีบเผ่นอ้าวจากสวนทางถนนใหญ่ ชั่วเวลาเพียง 5 นาทีที่รุกล้ำเข้ามา พวกมนุษย์ก็ถูกขับไล่กลับไปอย่างน่าอัปยศ โดยมีฝูงห่านไล่กวดจิกน่องตลอดทาง…” (หน้า 24)

“…พวกมนุษย์หนีไปหมดแล้ว ยกเว้นคนหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลังของสวน บ็อกเซอร์ พยายามใช้ขาเขี่ยคนเลี้ยงม้าที่นอนคว่ำอยู่ในโคลนให้หงายขึ้น แต่หมอนั่นนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน บ็อกเซอร์ พูดอย่างเศร้าใจว่า “เขาตายแล้ว ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำเลย ข้าลืมไปว่า กีบของข้าใส่เกือกเหล็กอยู่ ใครจะเชื่อบ้าง ว่าข้าไม่เจตนาฆ่าเขา” สโนว์บอล ซึ่งเลือดจากบาดแผลยังคงไหลหยดอยู่พูดว่า “อย่าใจอ่อน สหายรัก สงครามคือสงคราม มนุษย์ที่ดี คือมนุษย์ที่ตายแล้วเท่านั้น” “ข้าไม่มีความประสงค์จะเอาชีวิต แม้แต่มนุษย์” บ็อกเซอร์ ย้ำน้ำตาคลอ…”  (หน้า 25)

ในเรื่อง Animal Farm แม้บุคลิกของ “บ็อกเซอร์” จะดูไร้ปัญญา ซึ่งผิดจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก เพราะ “ชนชั้นกรรมาชีพ” มิใช่ผู้ไร้ปัญญา หากแต่ต่างตั้งใจทำหน้าที่เพื่อมวลชนอย่างเข้มแข็ง โดยไม่ลุกขึ้นโต้แย้งอุดมการณ์ของพรรคฯ ต่างหาก

“…ไม่มีงานใดสำเร็จได้โดยปราศจาก บ็อกเซอร์ แกตัวเดียวมีกำลังเท่ากับสัตว์ที่เหลือทั้งหมดรวมกัน บางครั้งลื่นจนทำให้ก้อนหินเริ่มไถลลง พวกสัตว์ร้องอย่างสิ้นหวังเมื่อพบว่าตัวเองกำลังถูกลากลงจากเนิน เป็น บ็อกเซอร์ อีกนั่นแหละที่รั้งตัวเองกับเชือกทำให้ก้อนหินหยุด เห็นแกตรากตรำลากก้อนหินขึ้นเนินเขยื้อนไปได้ทีละนิ้ว เหนื่อยหอบหายใจถี่ ปลายกีบครูดกับพื้น สีข้างอันใหญ่โตโชกไปด้วยเหงื่อ ทำให้ทุกคนชื่นชม บ็อกเซอร์ เป็นอย่างมาก บางครั้ง โคลเวอร์ เตือนให้ระมัดระวัง อย่าฝืนทำงานเกินกำลัง แต่ บ็อกเซอร์ ไม่เคยยอมฟัง…” 

“…คติพจน์สองประการของ บ็อกเซอร์ คือ “ข้าจะทำงานหนักขึ้น” และ “นโปเลียนทำอะไรก็ถูกหมด” เป็นคำตอบที่เพียงพอต่อปัญหาทั้งหมด แกขอให้ไก่รุ่น ปลุกแกก่อนสัตว์อื่นเพิ่มเป็นสามในสี่ของชั่วโมงในตอนเช้า แทนที่จะเป็นครึ่งชั่วโมงเหมือนเมื่อก่อน และในเวลาว่าง ซึ่งในระยะนี้มีไม่มากนัก แกมักจะไปลานหินเพียงลำพัง รวบรวมก้อนหินที่แตกแล้วลากไปยังโรงกังหันลมโดยไม่ต้องการใครช่วย…”  (หน้า 36)

แต่แล้ว ผลของการอุทิศตัวให้กับการปฏิวัติทั้งชีวิตของ บ็อกเซอร์ สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมาคือการทรยศหักหลัง

“…ค่ำวันหนึ่งในฤดูร้อน ข่าวลือกะทันหันกระจายไปทั่วฟาร์ม ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นแก่ บ็อกเซอร์ ขณะออกไปลากก้อนหินลงไปยังโรงกังหันลมตามลำพัง แน่นอน ข่าวลือเป็นเรื่องจริง ไม่กี่นาทีถัดมา นกพิราบสองตัวกระหืดกระหอบนำข่าวมาแจ้งว่า “บ็อกเซอร์ได้ล้มลง! กำลังนอนแผ่อยู่ และลุกขึ้นไม่ได้!”  (หน้า 66)

“…สัตว์ราวครึ่งฟาร์มรีบไปยังเนินที่ตั้งของโรงกังหันลม ที่นั่น บ็อกเซอร์ นอนแผ่อยู่ระหว่างคานรถลาก คอยืดออกมา เงยหัวขึ้นไม่ได้ ตาลืมไม่ขึ้น ลำตัวโชกด้วยเหงื่อ เลือดไหลออกจากปากเป็นหยดๆ โคลเวอร์คุกเข่าลงข้างๆ “บ็อกเซอร์!” หล่อนร้อง “เป็นอะไรไป” “ปอดของข้าเอง” บ็อกเซอร์ พูดด้วยเสียงอ่อนเปลี้ย “ไม่เป็นไรหรอก ขาดข้าไป พวกเอ็งก็คงสร้างโรงกังหันลมได้เสร็จ มีหินสำรองไว้มากพอดู เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียวข้าก็จะเกษียณแล้ว ว่ากันตามจริง ข้ารอเวลาบำนาญมานานแล้ว และบางที เนื่องจาก “เบนจามิน” ก็แก่เฒ่าลงด้วย อาจได้ปลดเกษียณเวลาเดียวกัน และเป็นเพื่อนข้า”…” (หน้า 67)

รถบรรทุกได้มาเอา บ็อกเซอร์ ไปในตอนกลางวัน ขณะพวกสัตว์กำลังทำงานถอนหัวผักกาดภายใต้การควบคุมของหมู ทั้งหมดรู้สึกแปลกใจ เมื่อเห็น “เบนจามิน” วิ่งห้อมาจากทางเรือนและร้องเสียงแหบ เป็นครั้งแรกที่เห็น “เบนจามิน” ตื่นตระหนก และที่จริงก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นมันวิ่งห้อ “เร็วเข้า! เร็วเข้า!” “เบนจามิน” ตะโกน “มาเดี๋ยวนี้เลย! พวกมันกำลังเอาบ็อกเซอร์ไป!”

“…บ็อกเซอร์!” โคลเวอร์ ร้องด้วยเสียงกลัว “บ็อกเซอร์! ออกมา! ออกมาเดี๋ยวนี้! พวกมันกำลังเอาเอ็งไปฆ่า!” (หน้า 68)

“…ออกมา บ็อกเซอร์ ออกมา!” สัตว์ทั้งหมดร้องและวิ่งตาม แต่รถบรรทุกวิ่งเร็วขึ้น และเคลื่อนห่างออกไป ไม่มีใครรู้ว่าบ็อกเซอร์เข้าใจที่ โคลเวอร์ พูดหรือเปล่า แต่หลังจากนั้นสักครู่ หน้าของบ็อกเซอร์ก็หายไปจากหน้าต่าง และมีเสียงกีบรัวถี่ๆ ดังโครมครามในรถบรรทุก มันกำลังเตะถีบหาทางออก ถ้าเป็นสมัยก่อน ลองบ็อกเซอร์ใช้กีบเตะสักสองสามทีล่ะก็ รถบรรทุกแบบนี้คงแหลกเป็นไม้จิ้มฟันแล้ว แต่อนิจจา! พลังไม่มีเหลือแล้ว และอีกอึดใจต่อมา เสียงรัวก็เริ่มค่อยลงและหยุด “สหาย สหายเอ๊ย!” พวกมันตะโกน “อย่าพาพี่น้องแท้ๆ ของเจ้าไปให้เขาฆ่าเลย!”  แต่ไอ้ม้างั่งสองตัวที่ลากรถบรรทุกนั่นปัญญาอ่อนเกินกว่าจะเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น


บทความสองตอนแรกที่ผู้เขียนเริ่มกระเทาะเปลือกตัวละครใน Animal Farm ให้ผู้อ่านขบคิด

สัตว์การเมือง (ตอนแรก) : ไม่ว่าใครจะมาปกครอง ชีวิตของ “เบนจามิน” และ “ประชาชน” ก็ยากลำบากเหมือนเดิม

สัตว์การเมือง (ตอนที่ 2) : แล้วชีวิตก็จะดำเนินไปเหมือนอย่างที่เคย คือแสนลำเค็ญ “เบนจามิน” ได้กล่าวไว้