เรียนตามตรง ว่าผมไม่ใช่แฟนหนังของ Tom Shadyac เพราะหลายเรื่องหลายมุกของเขา เข้าขั้นปัญญาอ่อน แต่เมื่อได้ดู I Am ผมก็เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเขา


เราลองไล่รายชื่อผลงานแนวตลกโปกฮาของ Tom Shadyac กันดู Ace Ventura: Pet Detective (1994), The Nutty Professor (1996), Liar Liar (1997), Patch Adams (1998), Dragonfly (2002), Bruce Almighty (2003), Evan Almighty (2007), Brian Banks (2018)

I Am หนังปี ค.ศ. 2010 ที่ Tom Shadyac ออกตัวว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจจากสารคดีบันลือโลก An Inconvenient Truth ของ Davis Guggenheim ซึ่งสร้างจากบทประพันธ์ของ Al Gore

เขาเล่าว่า ตอนที่คิดทำ I Am เป็นช่วงที่เขาพักร้อนยาวหลังประสบอุบัติเหตุจากการปั่นจักรยาน จนสมองได้รับความกระทบกระเทือน

ระหว่างนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ในโรงพยาบาลนานหลายเดือน เขาเปิดวิดีโอที่เขาชื่นชอบดูดูฆ่าเวลา วนไปวนมาหลายเรื่อง เรื่องละหลายรอบ และหนึ่งในนั้นก็คือ An Inconvenient Truth

และระหว่างที่ชมสารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth อยู่นั้น จู่ๆ ก็ตกผลึก!

เขาเล่าว่าขณะพักรักษาตัวอยู่นั้น สภาวะจิตใจย่ำแย่มาก เนื่องจากอาการทางสมองกำเริบ และดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะไม่กลับคืนมาเป็นปกติดังเดิม Tom บอกว่าถึงขั้น “ นั่งคุยกับความตาย” 

Tom จึงคิดว่า หากเขารอดไปได้ เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตหลังจากนี้ เขาจะดำเนินรอยตาม Al Gore และทีมงาน An Inconvenient Truth คือการอุทิศตนทำงานให้กับโลก!

แม้ Tom Shadyac จะถือเป็นผู้กำกับมือเก๋าแห่งวงการหนังตลกร่วมสมัย แต่เขาก็คือน้องใหม่ในวงการภาพยนตร์สารคดี เนื่องจาก I Am ยังมีข้ออ่อนด้อยอยู่มาก หากเทียบกับมือทำสารคดีอย่าง Michael Moore หรือ Davis Guggenheim กระทั่ง Robert Kenner เจ้าของสารคดี Food, Inc. (2008) ฝีไม้ลายมือของ Tom Shadyac ก็ยังห่างชั้นอยู่หลายขุม

คำถามใหญ่ที่เปรียบเสมือน Theme หรือแนวคิดของหนังสารคดีเรื่อง I Am นั้น Tom Shadyac ตั้งคำถามเอาไว้สองประเด็นด้วยกัน

นั่นคือ 1. What’s wrong with our world?
และ 2. How we can improve both it and the way we live in it?

ดังที่ทราบกันดีว่า โลกตะวันตกในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะไปถามนักวิทยาศาสตร์หรือนักสังคมศาสตร์ เราจะพบแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างปรัชญาตะวันตกกับโลกตะวันออก

กล่าวคือ นักคิดสายตะวันตกนั้นเชื่อเรื่องรูปธรรม ส่วนนักปรัชญาตะวันออกลงลึกประเด็นนามธรรม

องค์ความรู้ของตะวันตกนับแต่ยุคกรีกโบราณให้ความสำคัญกับกลไกร่างกายแบบวิทยาศาสตร์ ในขณะที่เหล่าปราชญ์ตะวันออกถ่ายเทน้ำหนักมายังศาสตร์ทางจิตวิญญาณ และดูเหมือนว่าไปๆ มาๆ ทฤษฎีตะวันตกใหม่ในทศวรรษหลังๆ ได้หันกลับมาสนใจเรื่องราวทางนามธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

I am พลังจิต

หนังเรื่อง I Am ได้บอกกับเราทำนองว่า “…ในที่สุด วิทยาศาสตร์ก็ไล่ตามจิตวิญญาณทัน…”

เหตุผลที่ “วิทยาศาสตร์” ไล่ทัน “จิตวิญญาณ” ก็เนื่องมาจาก ความเชื่อของ “โลกตะวันออก” (บวก “แอฟริกา” และ “ละติน” รวมเรียกว่า “โลกที่สาม”) นั้น ให้ความสำคัญกับ “วิญญาณ” หรือสิ่งที่ “จับต้องไม่ได้” (หรือ “นามธรรม”) ขณะที่ “วิทยาศาสตร์” เป็นเรื่องของเหตุและผล ตัดสินกันที่การทดลองซึ่ง “จับต้องได้” แบบกลไก

ในยุคอดีต ของสองสิ่ง คือ “วิทยาศาสตร์” และ “ไสยศาสตร์” ต่างเป็นเส้นขนานของกันและกัน ไม่มีวันจะมาบรรจบกันได้ แต่ในสมัยปัจจุบัน “วิทยาศาสตร์” เดินหน้าอย่างก้าวกระโดด ทำให้การพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือในห้องทดลอง เริ่มลงลึกและเข้าใกล้ “จิตวิญญาณ” ทุกทีแล้ว

สารคดีเรื่อง I Am บอกกับเราว่า “สมอง” หาใช่ตัวชี้ขาดของร่างกายมนุษย์ เพราะสัญญาณที่ “ร่างกาย” ส่งไปยัง “สมอง” มีมากกว่าข้อความที่ “สมอง” สั่งการลงมา!

ดังที่ผมเคยเขียนชุดบทความ ความคิดของเรา ไม่ใช่ของเรา ที่ “สาลิกา” แห่งนี้

แปลไทยเป็นไทยก็คือ “สมอง” เป็นเพียงอวัยวะหนึ่งซึ่งทำงานตามกลไกของร่างกาย และอวัยวะที่สำคัญที่สุดของคนเราก็คือ “หัวใจ” ครับ

ฉากหนึ่งของหนัง I Am คือการทดลองทางห้องปฏิบัติการไฟฟ้าคลื่นหัวใจ มีการนำเสนอผลลัพธ์จากงานวิจัยว่า “หัวใจ” เป็นตัวส่งคลื่นความถี่ของร่างกายในหลายภาวะ โดยเฉพาะเรื่องของ “อารมณ์”

Director, Tom Shadyac Photo: Univerrsal Pictures UK (ltd)
Director, Tom Shadyac Photo: Univerrsal Pictures UK (ltd) | Source : www.telegraph.co.uk

I Am ชี้ว่า “อารมณ์” หรือ “ความรู้สึกนึกคิด” มิได้เกิดจาก “สมอง” แต่เกิดจาก “หัวใจ”

โดยเฉพาะ “อารมณ์ขัน” นั้น มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้!

และคลื่นหัวใจของคนเราก็สามารถแผ่ขยายออกไปกระทบหัวใจของผู้อื่นได้!

นี่คือประเด็นสำคัญที่ภาพยนตร์เรื่อง I Am ต้องการสื่อ

ฉากสำคัญคือ การทดลองวัดกระแสไฟฟ้าหัวใจในห้องทดลอง โดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามกับ Tom พร้อมโยงสายไฟขั้วบวกและขั้วลบจากหน้าอกเข้าไปที่ “กล่องโยเกิร์ต” และบอกว่า คลื่นหัวใจของ Tom จะทำปฏิกิริยากับ “แบคทีเรียในโยเกิร์ต”

ปรากฏว่า เมื่อ Tom ได้ฟังคำถามเกี่ยวกับสถานะทางเงิน เรื่องในครอบครัว ปัญหาในฮอลลีวูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการป่วยของเขา Tom จะเกิดอาการเครียดขึ้นมาทันที ส่งผลให้เครื่องวัดสัญญาณไฟฟ้าชี้ไปที่ขีดสูง

ขณะที่ถ้านักวิทยาศาสตร์ชวน Tom Shadyac คุยถึงเรื่องตลกโปกฮา คลื่นไฟฟ้าก็จะลดลงมาถึงขีดต่ำ ชี้ว่า เมื่อเกิดความเครียด คลื่นหัวใจจะส่งสัญญาณรุนแรง และถ้าสบายอกสบายใจ หัวใจก็จะผ่อนคลาย

ดูเหมือน Tom Shadyac จะประหลาดใจว่า “แบคทีเรียในโยเกิร์ต” เกี่ยวอะไรกับสภาวะอารมณ์ของเขา?

โดยในตอนท้ายของการทดลอง นักวิทยาศาสตร์เฉลยว่า “โยเกิร์ต” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดลองแต่อย่างใด เพราะหากเอาสายไฟขั้วบวกขั้วลบวางลงบนโต๊ะเฉยๆ ก็จะจับสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจได้ไม่ต่างกัน

บทสรุปของการทดลองดังกล่าวก็คือ เรื่องราวที่เรารู้จักกันมานานว่า “พลังจิต” นั่นเองครับ!

I Am บอกกับเราว่า “พลังจิต” นั้นมีจริง ด้วยผลการพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ซึ่งตรงกับแนวคิดแบบตะวันออก (โดยเฉพาะวิถีพุทธ เรื่อง “การภาวนา” หรือการกำหนดจิต (การหยุดดูลมหายใจเข้าออก) และเรื่อง “ปราณ” หรือ “พลังลมปราณ” ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์สายจีน หรืออินเดีย (พลังจักราหรือฌาน) หรือ “พลังจักรวาล”

จาก “พลังหัวใจ” สารคดีเรื่อง I Am พาเราไปรู้จักกับธาตุ Argon

I Am บอกว่า ธาตุ Argon นั้นเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจมนุษย์

Argon เป็นธาตุเคมีในตารางธาตุที่มีสัญลักษณ์ Ar มีหมายเลขอะตอมคือ 18 และมีปริมาณ 1% ของบรรยากาศโลก

ธาตุ Argon อาร์กอน พลังจิต
Source : https://en.wikipedia.org/wiki/Argon

ในทางวิทยาศาสตร์ ธาตุ Argon ที่ล่องลอยอยู่ทั่วโลก เมื่อวัดความร้อน ณ อุณหภูมิห้อง Argon มีสถานะเป็นก๊าซ (มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น)

นั่นหมายถึง ทุกๆ การหายใจเข้าออกของคนเรา มีการสูด Argon เข้าไป และปล่อย Argon ออกมา
เป็นไปเช่นนี้นับตั้งแต่ก่อนสิ้นยุคไดโนเสาร์!

แปลไทยเป็นไทยก็คือ สิ่งมีชีวิต (สัตว์และพืช) ที่หายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกายและหายใจเอาอากาศออกจากร่างกาย ต่างล้วนสูดเอา Argon ของสิ่งมีชีวิตอื่น เข้าและออกจากร่างกายเสมอ!

และเป็นมาตั้งแต่อดีตกาลจนกระทั่งถึงปัจจุบัน!

นั่นย่อมหมายถึง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก ตั้งแต่โบราณจนกระทั่งถึงอนาคต ต่างถ่ายเท Argon ของกันและกัน ภาพยนตร์สารคดี I Am จึงสรุปว่า “โลกทั้งผองคือพี่น้องกัน”

เราใช้ Argon ของกันและกัน และ “คลื่นหัวใจ” ของเราก็ส่งถึงกันและกัน

นี่คือแก่นคิดของหนังเรื่อง I Am ที่ผู้กำกับ Tom Shadyac บอกกับเรา

ผมเขียนต้นฉบับชิ้นนี้พร้อมกับนั่งสูด Argon และสำรวจคลื่นหัวใจของตนเอง


สนใจอ่านบทความ ความคิดของเรา ไม่ใช่ของเรา ซึ่งมีทั้งหมด 3 ตอน คลิกเลย

ความคิดของเรา ไม่ใช่ของเรา (ตอนแรก)

ความคิดของเรา ไม่ใช่ของเรา (ตอนที่ 2)

ความคิดของเรา ไม่ใช่ของเรา (ตอนจบ)