การปรับลดเป้าการส่งออกของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือ สรท. เป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นไม่น้อย เพราะ สรท.มองว่าตัวเลขการส่งออกปีนี้จะโตเต็มที่เพียง 1% หรือโชคร้ายกว่านั้นอาจแค่เสมอตัว แถมมีสิทธิ์ติดลบด้วยซ้ำ


จากครั้งแรกที่ภาครัฐตั้งเป้าการส่งออกปีนี้จะเติบโต 8% เอกชนคาดการณ์ 3-5% แต่ปัญหาสงครามการค้าที่ลุกลามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐต้องปรับลดเป้าลงมาเหลือ 3% ขณะที่เอกชนคาดการณ์ 1-3%

อย่างไรก็ตาม ประมาณการล่าสุดของ สรท.มองว่า การส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวแค่ 0-1% เท่ากับว่ารายได้จากการส่งออกจะหายไปเฉียด 5 แสนล้านบาท จากการตั้งเป้าการเติบโตของภาครัฐในตอนแรกที่ 8%

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธาน สรท.​ กล่าวว่า สรท.ปรับเป้าการส่งออกปีนี้เหลือเพียง 1% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะโตทั้งปีอยู่ที่ 3% จากสมมติฐานค่าเงินบาท 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อการส่งออกคือเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้กระทบกำลังซื้อ สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่าการค้าโลกเริ่มชะลอตัวลงชัดเจน

สำหรับปัจจัยลบส่วนหนึ่งมาจากความยืดเยื้อของสงครามการค้า และการปรับขึ้นภาษีรอบที่ 4 โดยสหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนจาก 10% เป็น 25% วงเงิน 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จีนก็ขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอัตรา 25% เช่นเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อการหาช่องทางระบายสินค้าไปยังประเทศที่สามแทน และการส่งออกสินค้าจากประเทศที่สามไปยังสหรัฐและจีนได้รับผลกระทบจากห่วงโซ่การผลิต


กกร.ยอมรับเมกะโปรเจ็กต์ทางรอดยุควิกฤต

นายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเปิดงานการประชุมใหญ่หอการค้า 5 ภาค ประจำปี 2562 ว่า อยากให้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนผ่านและจัดตั้งรัฐบาลด้วยความเรียบร้อยโดยเร็ว และอยากให้รัฐบาลใหม่เร่งผลักดันให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ทั้งโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รถไฟทางคู่ทั้งประเทศ เป็นต้น รวมถึงการผลักดันการค้าชายแดน เดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป (อียู) ความชัดเจนจากเข้าร่วมหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) โดยหอการค้าไทยจะนำข้อเสนอของสมาชิกหอการค้าไทยทั้ง 5 ภาคที่รวบรวมแล้ว เข้าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ที่ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เห็นชอบในการประชุม กกร.เดือนนี้ ทำเป็นมติในสมุดปกขาวของ กกร. เสนอต่อรัฐบาลใหม่


รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

เมกะโปรเจ็กต์ 6.5 แสนล้าน เริ่มขับเคลื่อนครึ่งปีหลัง

สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (EEC Project List) ทั้ง 5 โครงการที่คาดว่าจะเริ่มเห็นการขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา ที่คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาระหว่างกลุ่มซีพีและพันธมิตรซึ่งชนะการประมูลกับภาครัฐภายในกลางเดือนนี้ ส่วนที่เหลืออีก 4 โครงการก็น่าจะทยอยคัดเลือกผู้ชนะและเซ็นสัญญาในเวลาไล่เลี่ยกันคือ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา, โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และ โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 รวมมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 652,559 ล้านบาท เป็นการลงทุนในรูปแบบ PPP คือการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งรัฐบาลลงทุนร้อยละ 32 หรือประมาณ 209,916 ล้านบาท อีกร้อยละ 68 หรือ 442,643 ล้านบาท เป็นการลงทุนโดยภาคเอกชน ขณะที่ผลตอบแทนมีการระบุตัวเลขชัดเจนว่าทั้ง 5 โครงการ จะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 819,662 ล้านบาท และรัฐได้ผลตอบแทนทางการเงินตลอดระยะเวลาโครงการ 50 ปี 446,960 ล้านบาท รวมวงเงินที่ได้ผลตอบแทนทั้งหมด 1,266,622 ล้านบาท

อู่ตะเภา เมืองการบินภาคตะวันออก


จีน – ญี่ปุ่นหนีภัยสงครามการค้าจ่อปักธงอีอีซี

ด้วยโครงการเมกะโปรเจ็กต์ทั้ง 5 โครงการ เป็นโครงการที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี และเริ่มมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ 2 กลุ่มคือจีนและญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในจีนสนใจเข้ามาลงทุน เพื่อหนีจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงภาวะสงครามการค้าที่เกิดขึ้นขณะนี้ ไม่ใช่มีแต่ด้านวิกฤต เพราะท่ามกลางความวิกฤตยังมีโอกาสซ่อนอยู่ เนื่องจากบริษัทต่างประเทศที่อยู่ในจีนเริ่มมองหาพื้นที่ลงทุนแห่งใหม่หนีผลกระทบจากสงครามการค้า โดยให้น้ำหนักกับ 2 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนคือ ไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จึงได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดตั้งทีมพิเศษที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดึงนักลงทุนขึ้นมา 2 ทีม เข้าไปเจรจากับนักลงทุน 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มนักลงทุนจีนและญี่ปุ่นที่ต้องการย้ายฐานออกจากจีน เพื่อหาวิธีเชิญบริษัทเหล่านี้มาลงทุนในไทยให้ได้


รัฐบาลใหม่สานต่ออีอีซี – รถไฟความเร็วสูง – รถไฟทางคู่

พล..วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญกับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ โดยกล่าวว่าภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นใครจะต้องรับฟังและร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะข้อเสนอในการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมทั้งต่อยอดโครงการใหญ่ๆ ที่ดำเนินการมาแล้ว เช่น การพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนารถไฟทางคู่