กลายเป็นปัญหาหนักอกของใครหลายคนไปแล้ว เมื่อต้นเดือนทีไร บิลค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ดาหน้าเข้ามาให้ทุกคนต้องควักกระเป๋าออกไปชำระกัน และหนึ่งบิลที่สร้างความหนักใจให้กับทุกคนมากที่สุด หนีไม่พ้น ‘บิลค่าไฟฟ้า’ คงที่และมีแต่จะสูงขึ้น ยิ่งในหน้าร้อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในเรื่องนี้ หากมองจากมุมมองของนักสิ่งแวดล้อม ก็จะอธิบายว่าภาระค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายทุกเดือนมาจากระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change จากวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้คนทั่วโลกหันไปพึ่งพา ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกกันมากขึ้นโดยปริยาย

โดยหลายบ้านตัดสินใจลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อเริ่มกระบวนการเปลี่ยน พลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีเหลือเฟือเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้คนในสังคมพึ่งพาตนเอง สามารถผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียนได้ด้วยตนเอง และเมื่อคนทั่วโลกสนใจเปลี่ยนมาพึ่งพาแหล่งพลังงานทดแทนนี้กันมากขึ้น เทรนด์การใช้ไฟฟ้าแบบใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างที่กล่าวมาจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากประโยชน์ในการช่วยลดค่าไฟฟ้าอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การติดแผงโซลาร์เซลล์ในครัวเรือนของเราเองยังสามารถสร้างรายได้จากการผลิตไฟฟ้าส่วนเกินด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านระบบ Net Metering นวัตกรรมระบบรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ที่คนทั่วโลกใช้กันได้ด้วย


4 ประเทศต้นแบบ แปลง ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ เป็นเงิน เพิ่มรายได้ให้แบบไม่รู้ตัว

การแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นมูลค่าหรือรายได้เพิ่มกับเจ้าของบ้าน จำเป็นต้องใช้ Net Metering ระบบการรับซื้อไฟฟ้าบนหลังคา ด้วยวิธีหักลบกลบหนี้กับหน่วยไฟฟ้าอัตโนมัติ ที่ผลิตใช้เองจากโซลาร์เซลล์บนหลังคากับไฟฟ้าที่เราใช้จากการไฟฟ้า ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าจะจ่ายค่าไฟฟ้าตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่หักลบแล้ว และระบบ Net Metering นี้เอง ก็ได้ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคา โดยตัวอย่างประเทศที่นำระบบนี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาในเมืองโคโลราโด สหรัญอเมริกา © Greenpeace / Robert Meyers
  • สหรัฐอเมริกา

ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ผลักดันระบบ Net Metering มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 แม้ว่าระบบนี้จะยังไม่ได้ใช้ในทุกรัฐ เนื่องจากยังมีบางรัฐที่อยู่ในกระบวนการผ่านร่างนโยบาย แต่ก็มีจำนวน 52 รัฐ 4 พื้นที่ที่มีการใช้ระบบนี้อย่างจริงจัง เช่น กรุงวอชิงตัน ดีซี แคลิฟอร์เนีย มอนทานา โคโลราโด และมิสซูรี โดยมีกำลังผลิตพลังงานจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศรวม 64.2 กิกะวัตต์ จากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1,993,000 ครัวเรือน และเพิ่มการจ้างงานชาวอเมริกันได้มากถึง 242,000 คน

แผงโซลาร์ เซลล์ บนหลังคาในฟาร์ม หมู่บ้านบอลเลน การติดตั้งครั้งนี้เพื่อโปรโมทพลังงานหมุนเวียนและมีการเรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน เดนมาร์ก © Denis Sinyakov / Greenpeace
  • เดนมาร์ก

ข้ามมาที่ฝั่งยุโรป ประเทศเดนมาร์กเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็มีการประชาสัมพันธ์และให้การสนับสนุนในเรื่องของการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผลักดันให้คนติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น โดยผู้ผลิตไฟฟ้าในระบบ Net Metering (ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์) นั้น จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่โครงการบริการสาธารณะ (Public Service Obligation) ซึ่งองค์กรนี้ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เรียกเก็บค่าบริการเพื่อสนับสนุนระบบพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะ

Sekar Srinivasan had spent many years in the corporate world before he began working on his dream house off Sarjapur Road in Bangalore. Due to be finished in a few months, it will be completely energy self-sufficient with solar being one of the main sources. He hasn’t even bothered to apply for an electricity connection from the grid. © Vivek M. / Greenpeace
  • อินเดีย

ลบภาพประเทศอินเดียด้านลบไปได้เลย เพราะในตอนนี้ พลังงานแสงอาทิตย์ กำลังเปลี่ยนประเทศนี้ให้ทันสมัยขึ้น จากความนิยมใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างแพร่หลาย โดยในตอนนี้อินเดียมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ราว 24 กิกะวัตต์ ต่างจากช่วงปี พ.ศ. 2540-2550 ที่มีกำลังผลิตได้เพียง 1 กิกะวัตต์เท่านั้น ทั้งนี้ อินเดียยังตั้งเป้าหมายเพื่อขยายการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในครัวเรือนให้มีกำลังผลิตมากถึง 40 กิกะวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2565 ด้วย

และแน่นอนว่าอินเดียใช้ระบบ Net Metering เพื่อช่วยให้ครัวเรือนขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตเกินได้ นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียยังได้ทุ่มงบประมาณประเทศก้อนใหญ่ ไปกับโครงการขยายการลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟถึง 3.3 พันล้านดอลลาร์อีกด้วย

นักกิจกรรมกรีนพีซกำลังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ในกรุงมะนิลา ประเทฟิลิปปินส์ © Greenpeace / Kate Davison
  • ฟิลิปปินส์

สำหรับประเทศฟิลิปปินส์ Net Metering คือ กลไกเชิงนโยบายอันดับแรกภายใต้กฏหมายพลังงานหมุนเวียน ค.ศ. 2008 โดยระบบ Net Metering ของฟิลิปปินส์ เปิดให้ลูกค้าของหน่วยงานด้านไฟฟ้า (Distribution Utilities) อย่าง MERALCO ซึ่งเป็นภาคไฟฟ้าเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ รวมถึงโซลาร์รูฟท็อปที่มีกำลังผลิตไม่เกิน 100 กิโลวัตต์ เพื่อใช้ในอาคารบ้านเรือนของตน และไฟฟ้าที่เหลือจะส่งกลับเข้าไปในระบบสายส่งของการไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ

จากนั้น MERALCO จะจ่ายเงินของไฟฟ้าที่ส่งเข้าระบบสายส่งโดยหักลบออกจากบิลค่าไฟฟ้าของบ้านเรือน ทำให้บ้านเรือนในฟิลิปปินส์เสียค่าไฟฟ้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งกฎเกณฑ์ของระบบ Net-metering ในฟิลิปปินส์เริ่มใช้งานตั้งแต่วันที่ 24 กรกฏาคม พ.ศ. 2556 แล้ว

ดังนั้น ระบบ Net Metering จึงตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น และมีบทบาทในการกำหนดค่าไฟฟ้าที่สมเหตุสมผลในประเทศ ด้วยกลยุทธ์การลดอุปสรรคสำคัญในการอนุมัติการเชื่อมต่อระบบและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการติดตั้งให้ได้เสียก่อน

ที่สุดแล้ว ถ้านานาประเทศส่งเสริมระบบ Net Metering อย่างเหมาะสม จะช่วยลดทั้งค่าไฟ เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน และที่มากกว่านั้น การเป็น prosumer ของประชาชนที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริง และกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ


ตามไปดู หมู่บ้านป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี หมู่บ้านพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ต้องเสียค่าไฟสักบาท

ได้รู้เรื่องราวของ 4 ประเทศต้นแบบแปลงพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นรายได้เพิ่มให้แก่ครัวเรือนแล้ว  ขอบวกชุมชนต้นแบบในบ้านเราเข้าไปอีกหนึ่ง เพราะเชื่อว่าหลายคนคงยังไม่รู้ว่าบ้านเรามี ‘หมู่บ้านป่าเด็ง’ หมู่บ้านตัวอย่างที่ซ่อนตัวอยู่รอบอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และได้รับการกล่าวขานว่าเป็น หมู่บ้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งที่นี่ ชาวบ้านไม่ต้องเสียค่าไฟสักบาท

หมู่บ้านแห่งนี้ คือ ชุมชนต้นแบบพลังงานยั่งยืนของกระทรวงพลังงาน และได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ที่มีเส้นทางการพัฒนาอันน่าทึ่ง เริ่มต้นเมื่อปี 2550 หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ มีไม่น้อยกว่า 500 ครอบครัว ที่ต้องประสบกับปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องจากสภาพพื้นที่อยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยากที่ระบบบริการสาธารณูปโภคสาธารณูปการจะเข้าถึง

ในช่วงเริ่มต้น ชาวบ้านที่นี่ตั้งใจจะแก้ปัญหาความขัดสนและยากแค้นในพื้นที่ด้วยการพึ่งตัวเอง จึงรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมผลิตแก๊สชีวภาพแบบฝาครอบลอย 500 ลิตร ด้วยวิธีระดมทุนซื้อวัสดุอุปกรณ์ทำบ่อแก๊สนี้จากการเล่นแชร์บ่อแก๊ส ทำกิจกรรมลดรายจ่าย สร้างความมั่นคงพอเพียงในครัวเรือน

ต่อมา ผลลัพธ์จากการรวมกลุ่มของชาวบ้านดึงดูด อบต.ป่าเด็ง ให้เข้าไปสนับสนุน ภายใต้แผนพัฒนาบุคลากรดูงาน และนำพาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ให้เข้าไปร่วมอบรมขยายผลบ่อแก๊สชีวภาพเพิ่มขึ้นอีก 20 บ่อ จากนั้นกลุ่มพลังชุมชน ก็ค่อยๆ ยกระดับการพัฒนาขึ้น ด้วยแรงสนับสนุนจาก สำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งอุดหนุนงบประมาณ ส่งทีมงานเข้ารับการอบรมการสร้างเทคโนโลยีพลังงานทดแทนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์เซลล์ เตาแก๊สชีวมวลจากฟืน ชีวมวลจากแกลบ กระทั่งสามารถขยายผลการสร้างเตาถ่านได้ 20 บ่อ และเตาแก๊สชีวภาพได้ 10 บ่อ

ชุมชนบ้านป่าเด็ง ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ ถึงขั้นมีขีดความสามารถเสนอโครงการพลังงานทางเลือกเพื่อโลกสีเขียว ขอรับทุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และได้รับอนุมัติทุนอุดหนุนจำนวน 2.7 ล้านบาท

โกศล แสงทอง ประธานเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ บ้านป่าเด็ง

งบประมาณที่ได้รับนั้น นำไปจัดสรรเป็นต้นทุนในการผลิตพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ อาทิ แก๊สชีวภาพต้นแบบในรูปของบอลลูนผ้าโพลีเอสเตอร์ ขนาด 8-10 ลบ.ม. เพื่อใช้กับเครื่องยนต์ผลิตไฟฟ้า ขนาด 2.5-5 กิโลวัตต์ ขยายผลสร้างเตาชีวมวลอีก 30 ลูก และเริ่มขยายเครือข่ายไปยังองค์กรต่างๆนอกชุมชนมากขึ้น เช่น กลุ่มงานวางแผนพลังงานชุมชน กระทรวงพลังงาน ปตท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีการนำงานวิจัยพลังงานทดแทนในชุมชนเรื่องการหมักแก๊สชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์มาใช้จริง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้ผลในระดับดี

วันนี้ หมู่บ้านป่าเด็ง จึงกลายเป็นชุมชนมหัศจรรย์ ชาวบ้านมีไฟฟ้าใช้ฟรีตลอดชีพ ซึ่ง โกศล แสงทอง ประธานเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ บ้านป่าเด็ง บอกว่า ความสำเร็จของบ้านป่าเต็งในการพึ่งพาตัวเองด้านไฟฟ้า เกิดจากชาวบ้านไม่ยอมจำนนต่อปัญหาและอุปสรรค ไม่รอพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่หันมาร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ด้วยพลังของท้องถิ่น ด้วยการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน ทดแทนพลังงานหลักอย่างชาญฉลาดนั่นเอง


ที่มา :


อัปเดตเทรนด์พลังงานทางเลือก ที่กำลังกลายมาเป็นพลังงานทางหลักของมนุษยชาติในยุคนี้

การใช้ AI สร้างความเป็นธรรม แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดูได้จาก ‘Oilx’ แพลตฟอร์มด้านพลังงาน

จากพลังงานทางเลือกสู่พลังงานต้องเลือก ดัน ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ ให้มาแรงแซงโค้ง ตัวช่วยลดมลพิษเมืองใหญ่

เด็กช่างไทยสร้างชื่อ ทุบสถิติสุดยอดยานยนต์ประหยัดพลังงาน คว้าแชมป์ Shell Eco-marathon Asia 2018