ได้ยินข่าวอัปเดตล่าสุดที่ว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกกฎเหล็กใหม่ ให้ผู้ขอวีซ่าเกือบทุกคนต้องยืนยัน ‘ข้อมูลโซเชียลมีเดีย’ ของตนเองในขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้อพยพ ซึ่งว่ากันว่ามาตรการใหม่นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ยื่นขอวีซ่าสหรัฐที่มีประมาณปีละ 14.7 ล้านคน รวมทั้งผู้ที่เดินทางไปทำงานหรือศึกษาต่อที่สหรัฐด้วย


ยื่น ข้อมูลโซเชียลมีเดีย มา ถึงจะเข้าอเมริกาได้ มาตรการนี้ครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง เรามีคำตอบ

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า ข้อมูลเพิ่มเติมที่ใช้สำหรับการตรวจสอบประวัติโดยละเอียดที่ทางการสหรัฐต้องการ คือ ชื่อบัญชีโซเชียลมีเดีย อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้ขอวีซ่ายังต้องรายงานสถานะการเดินทางระหว่างประเทศ และสถานะการถูกเนรเทศระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวด้วย รวมถึงข้อมูลว่าสมาชิกครอบครัวเคยเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายหรือไม่ โดยเหตุผลที่มาของกฎเหล็กใหม่นี้ กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอธิบายว่าทำขึ้นเพื่อ

“ความปลอดภัยของประเทศ เป็นสิ่งที่สหรัฐให้ความสำคัญมากที่สุดตลอดมา ดังนั้น ในขั้นตอนการพิจารณาคำร้องขอวีซ่าของนักท่องเที่ยวและผู้อพยพทุกคนที่ต้องการเข้าสู่สหรัฐ ต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งทางการสหรัฐกำลังทำงานกันอย่างต่อเนื่องในการหากลไกที่จะพัฒนาขั้นตอนการตรวจสอบ เพื่อปกป้องพลเมืองสหรัฐ ขณะเดียวกันก็เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างถูกกฎหมายของผู้ที่จะเดินทางมายังสหรัฐ ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใด”

เงื่อนไขการขอวีซ่าใหม่นี้ มีการเสนอครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2561 และเพิ่งมีผลบังคับใช้หลังการอนุมัติแบบฟอร์มขอวีซ่าที่ปรับปรุงแล้ว ข้อยกเว้นเดียวคือ การขอวีซ่าด้านการทูตและจากทางการ

โดยนโยบายดังกล่าวจะบังคับใช้กับผู้ขอวีซ่าทุกประเภท ทั้งวีซ่าผู้อพยพและไม่ใช่ผู้อพยพ รวมถึงการเดินทางมาเพื่อทำธุรกิจหรือเพื่อศึกษา กระทรวงต่างประเทศสหรัฐประเมินว่า จะส่งผลต่อผู้ขอวีซ่าผู้อพยพ 710,000 ราย และผู้ขอวีซ่าประเภทไม่ใช่ผู้อพยพ 14 ล้านราย ในแต่ละปี

ที่ผ่านมามีมาตรการที่คล้ายคลึงกัน ส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายประมาณปีละ 65,000 ราย ที่จัดอยู่ในประเภทต้องถูกตรวจสอบเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มที่มีประวัติการเดินทางไปในบริเวณที่ครอบครองโดยผู้ก่อการร้าย

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า ข้อมูลโซเชียลมีเดีย ที่ผู้ต้องการขอวีซ่าของสหรัฐต้องแสดง ประกอบด้วยโซเชียลมีเดีย 20 แพลตฟอร์ม ได้แก่ ASKfm, Douban, Facebook, Flickr, Google+, Instagram, LinkedIn, MySpace, Pinterest, QZone, Reddit, Sina Weibo, Tencent Weibo, Tumblr, Twitter, Twoo, Vine, Vkontakte, YouKu และ YouTube ซึ่งรายการที่กำหนดทั้งหมดนี้อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตก็เป็นได้


ต้องแสดงข้อมูลโซเชียลมีเดีย เพื่อขอวีซ่าเข้าอเมริกา ตอกย้ำชัดว่า สื่อโซเชียลในมือคุณสำคัญแค่ไหน

สำหรับเหตุผลเบื้องหลังที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของการออกมาตรการใหม่ล่าสุดนี้ คือ ช่วงหลายปีมานี้ สหรัฐเจอปัญหารุนแรงมากมาย ทั้งในรูปแบบของการก่อการร้าย และการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชากรชาวอเมริกันมากมายมหาศาล โดยทางการสหรัฐประเมินว่าเป็นผลมาจากความหละหลวมในการตรวจสอบคนเข้าเมืองซึ่งเป็นชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในสหรัฐด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป ทำให้รัฐบาลต้องปรับนโยบายด้านคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น

โดยมาตรการการบังคับให้แสดงข้อมูลโซเชียลมีเดีย เพื่อขอวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐอเมริกานั้น สร้างความฮือฮาในกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่น้อย เพราะต้องยอมรับว่า ในตอนนี้ประเด็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลกำลังมาแรง ซึ่งข้อมูลโซเชียลมีเดีย ก็เป็นหนึ่งในข้อมูลส่วนบุคคลของคนยุคนี้ ดังนั้น กฎเกณฑ์ของทางการสหรัฐที่ให้แสดงชื่อบัญชีโซเชียลมีเดีย อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ ย้อนหลังไปถึง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อขอวีซ่าเข้าสหรัฐ จึงส่งผลกระทบต่อผู้เดินทางไปยังประเทศนี้ไม่น้อยทีเดียว

ทั้งนี้ การสำรวจที่แม้จะเป็นการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ก็นำมาใช้อ้างอิงให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลโซเชียลที่เป็นข้อมูลออนไลน์ส่วนบุคคล ซึ่งคนในยุคนี้หวงแหนได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ผลการสำรวจจากโครงการ KPMG’s Global Consumer Insights และงานวิจัย Me, my life, my wallet 2018 โดยรายงานผลการวิจัยพบว่าผู้บริโภคเกือบครึ่ง (47%) กังวลในประเด็นเรื่องความเสี่ยงจากการให้ ‘ข้อมูลส่วนบุคคล’ มากขึ้นกว่าปีที่แล้ว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการวิจัยเรื่องนี้เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีความกังวลมากกว่าอย่างชัดเจน ดัง 2 ตัวอย่างประเด็นสำคัญที่ผลการวิจัยนี้ค้นพบ คือ

  • ผู้บริโภคพร้อมที่จะให้ข้อมูลด้านการเงินมากกว่าข้อมูลโซเชียลมีเดีย หรือข้อมูลประวัติการใช้อินเทอร์เน็ตของพวกเขา
  • 72% ของผู้บริโภคไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูลทางโซเชียลมีเดียให้ผู้อื่น
  • 68% ไม่ยินยอมให้ข้อมูลประวัติการใช้อินเทอร์เน็ตหรือการค้นหาข้อมูล

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ไม่มีแอคเคานต์โซเชียลมีเดียก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะทางการสหรัฐระบุว่า สามารถทำเครื่องหมายในช่อง “ไม่มีแอคเคานต์โซเชียลมีเดีย” ได้

ทว่า สำหรับคนที่จะใช้วิธีนี้เพื่อหลบเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ พวกเขาก็ขู่ไว้ด้วยว่า การโกหกนั้นจะยิ่งส่งผลในแง่ลบต่อผู้เดินทางมากกว่า ดีไม่ดีอาจเผชิญสถานการณ์ที่ยุ่งยากมากขึ้นตอนตรวจคนเข้าเมืองด้วย ดังนั้น การหลีกเลี่ยงอาจไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก

ทั้งนี้ ทันทีที่มาตรการนี้ประกาศออกมา ก็มีรายงานว่า บริษัทสัญชาติจีนหลายรายที่ทำธุรกิจส่งนักศึกษาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มเตือนลูกค้าของพวกเขาแล้วว่า ไม่ควรโพสต์ข้อความหลายๆ อย่างบนโลกโซเชียล ยกตัวอย่าง เช่น maternity hotel, give birth to babies in the U.S., guns, green card หรือ ในประเด็น buy property in the U.S.


ส่องความคิดเห็นชาวอเมริกันที่อยากลดจำนวนผู้อพยพเข้าเมือง เพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

มาตรการนี้ไม่เพียงแค่ปรับนโยบายให้เกิดความเข้มงวดในการขอวีซ่าเข้าสหรัฐของคนทั่วไปหรือนักศึกษาเท่านั้น ที่จะถูกปรับเปลี่ยนให้เคร่งครัดมากขึ้น เพราะการขอวีซ่าการลงทุน วีซ่าผู้ประกอบการค้าและนักลงทุนหรือ E2 ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่เข้มงวดนี้มากขึ้นเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ก็มีการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนอเมริกันล่าสุดออกมาว่า ชาวอเมริกันเกินครึ่ง หรือประมาณ 64 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้ลดจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายลง โดยการสำรวจในครั้งนี้ตั้งคำถามว่า นโยบายของรัฐบาลสหรัฐในปัจจุบัน ส่งผลให้มีผู้อพยพเข้าเมืองที่ทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านคนในแต่ละปี แต่ในมุมมองของชาวอเมริกันเองแล้ว เห็นว่าจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองควรจะเป็นเท่าใด

และคำตอบที่ได้ คือ คนอเมริกัน 64 เปอร์เซ็นต์ ทั้งเพศชายและหญิง รวมทั้งที่เป็นสมาชิกพรรครีพับริกัน เดโมแครต และที่ไม่สังกัดพรรคใด เห็นว่ารัฐบาลควรรับผู้อพยพให้น้อยลง และเกือบครึ่งของผู้ที่มีความเห็นในลักษณะนี้ เห็นว่าสหรัฐควรรับผู้อพยพเข้าเมืองรายใหม่เพียงปีละ 250,000 ราย หรือน้อยกว่านั้น

คำตอบนี้สอดคล้องกับผลสำรวจของฮาร์วาร์ด /แฮร์ริส โพลล์ ที่บ่งชี้ว่า ชาวอเมริกันถึง 81 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้รับผู้อพยพอย่างถูกต้องตามกฎหมายน้อยลงกว่าปัจจุบัน และ 9 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มที่เห็นเช่นนี้ ถึงกับไม่ต้องการให้รับผู้อพยพเข้าเมืองเลย แม้จะเป็นการอพยพเข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม


ที่มา :

  • เรียบเรียงจากรายงานข่าวเรื่อง ‘ข้อมูลสื่อโซเชียล แลกวีซ่าเข้าอเมริกา’ (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 4 มิถุนายน 2562)
  • รายงานข่าวเรื่อง “US Now Requiring Social Media Details From Most Visa Applicants” จากเว็บไซต์ voanews.com (June 02, 2019)

อัปเดตกระแสสังคมในโลก พร้อมเรียนรู้เทรนด์ ข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์ สำคัญต่อคนยุคนี้แค่ไหน

ผลวิจัยผู้บริโภคระดับโลก แนะวิธีจัดการ ‘ข้อมูลส่วนบุคคล’ ทำตลาดออนไลน์ ลูกค้าเชื่อมั่น ธุรกิจก็ไปได้สวย

‘บัตรเครดิต’ ใช้ระบบอะไรดูแลความปลอดภัยบ้าง เรื่องน่ารู้สำหรับคนช็อปเก่ง

5 เครื่องมือใหม่แห่งยุค รับมือภัยไซเบอร์ สร้าง ‘ความปลอดภัยทางไซเบอร์’ อย่างได้ผล