สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนถึงขีดร้อนระอุ เมื่อ ‘เมิ่ง หว่านโจว’  รองประธานผู้บริหารฝ่ายการเงิน หรือ ซีเอฟโอ และบุตรสาวของผู้ก่อตั้งหัวเว่ย บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการโทรคมนาคมของจีน ถูกตำรวจแคนาดาจับกุมตามคำร้องของทางการสหรัฐ เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านเทคโนโลยีห้ามหน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชนในสหรัฐจัดซื้อหรือใช้งานอุปกรณ์ใดๆของหัวเว่ย โดยให้ระยะเวลาผ่อนผัน 90 วัน จนถึงถึงวันที่ 19 สิงหาคมนี้ หลายฝ่ายต่างจับจ้องว่าหัวเว่ยจะแก้ปัญหาครั้งนี้อย่างไร

แน่นอนว่าคนที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เหริน เจิ้งเฟยผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทหัวเว่ย และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่เขาให้สัมภาษณ์พิเศษกับกลุ่มสื่อมวลชนในประเทศจีนแบบเปิดใจ กับวลีแสนเจ็บปวด “เมื่อ เมิ่ง หว่านโจว ถูกจับ นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง”

Meng Wanzhou
เมิ่ง หว่านโจว

CCTV : หลังจากสหรัฐอเมริกาออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับหัวเว่ยหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ จะมีการผ่อนผันการแบนหัวเว่ยออกไป 90 วัน คุณมองเรื่องใบอนุญาตนี้อย่างไร คุณสามารถทำอะไรได้บ้างในช่วง 90 วันนี้ คุณคิดเห็นอย่างไรกับการกลับไปกลับมาเช่นนี้?

มร.เหริน : ก่อนอื่นเลย 90 วันไม่ได้มากมายสำหรับเรา เราเองก็ได้เตรียมการไว้แล้ว สำหรับเราสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำงานของเราให้ดี ส่วนสิ่งที่สหรัฐจะทำนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ผมอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณบริษัทอเมริกันที่เราทำงานด้วยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พวกเขาช่วยให้เราเติบโตขึ้นจนเป็นเราในทุกวันนี้ พวกเขามีส่วนสนับสนุนเราอย่างมาก พวกเขาสอนเราถึงวิธีการที่ถูกต้องและการบริหารบริษัท

อย่างที่คุณทราบนั่นแหละ บริษัทส่วนใหญ่ที่ให้บริการคำปรึกษาแก่หัวเว่ยนั้นอยู่ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงบริษัทหลายแห่งอย่าง IBM และ Accenture เราได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์และอะไหล่จำนวนมากในสหรัฐ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อต้องเจอกับวิกฤติที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกได้ถึงความยุติธรรมและความเห็นอกเห็นใจที่บริษัทเหล่านั้นมีต่อเรา

เมื่อสองวันที่แล้ว ราวๆ ตีสองหรือตีสาม อีริค ซุหวี่ (หนึ่งในประธานกรรมการหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย) ได้โทรศัพท์มาหาผม และบอกว่าซัพพลายเออร์ในอเมริกาของเราทำงานหนักเพียงใดเพื่อเตรียมสต็อกสินค้าให้เรา ผมถึงกับน้ำตาไหล ดังคำกล่าวของจีนที่ว่า การกระทำที่ชอบธรรมจะได้รับพลังสนับสนุนมหาศาล ขณะที่สิ่งที่ไม่ชอบธรรมจะได้รับความช่วยเหลือเพียงน้อยนิด เพราะจนถึงปัจจุบัน บริษัทอเมริกันบางรายยังคงหารือกับรัฐบาลสหรัฐถึงเรื่องการขออนุมัติอยู่ เนื่องจากสหรัฐได้เพิ่มหัวเว่ยเข้าใน Entity List นั่นหมายความว่าหากบริษัทอเมริกันต้องการขายสินค้าให้กับหัวเว่ย จะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งสหรัฐเป็นประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย บริษัทอเมริกันต้องทำตามกฎหมาย และกลไกทางเศรษฐกิจก็เช่นกัน

พวกคุณที่เป็นสื่อจีนจึงไม่ควรเอาแต่ตำหนิบริษัทอเมริกัน แต่ควรชื่นชมพวกเขาด้วย หากจะต้องตำหนิก็ควรจะเป็นนักการเมืองสหรัฐบางคน ผมคิดว่าเราไม่ควรจะโยนความผิดโดยไม่แยกแยะ โดยไม่รู้ว่ามันจะตกอยู่กับคนที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าทำเช่นนั้น เราอาจจบลงด้วยการพุ่งเป้าไปผิดคน สื่อควรจะเข้าใจว่าบริษัทสหรัฐเหล่านี้และหัวเว่ยต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เราทั้งคู่เป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด นักการเมืองสหรัฐอาจจะประเมินเราต่ำเกินไป ผมไม่อยากพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเกินไป เพราะ Ms. He Tingbo ประธานของ HI Silicon ได้อธิบายเรื่องพวกนี้อย่างชัดเจนไปแล้วในจดหมายถึงพนักงานของเธอ และหนังสือพิมพ์กระแสหลักทั้งในและนอกประเทศจีนก็ได้รายงานเรื่องจดหมายนี้กันไปหมดแล้ว

www.cgtn.com

People’s Daily : ผมอยากถามคำถามเกี่ยวกับชิพ ผมสังเกตเห็นคุณพูดในระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่นว่าหัวเว่ยไม่ต้องการชิพจากสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหากับหัวเว่ยแต่อย่างใดและในจดหมายถึงพนักงานหัวเว่ย คุณกล่าวว่า หัวเว่ยมีจุดแข็งและได้เตรียมการไว้แล้วผมขอถามได้ไหมครับว่า จุดแข็งของคุณมาจากไหนและคุณได้เตรียมการอะไรไว้บ้าง?

มร.เหริน : สิ่งแรกเลยคือ เรายังต้องการชิพของสหรัฐอยู่เสมอ พันธมิตรในสหรัฐของเรากำลังทำหน้าที่ของพวกเขาและขออนุมัติจากกรุงวอชิงตัน หากได้รับการอนุมัติ เราจะยังซื้อชิพจากซัพพลายเออร์เหล่านี้ แม้ว่าเราอาจจะขายชิพให้กับบริษัทในสหรัฐได้ (เพื่อช่วยให้สหรัฐสร้างผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น) เราจะไม่ทิ้งพันธมิตรสหรัฐของเรา หรือหาทางเติบโตด้วยตัวเราเองทั้งหมด แต่เราจะเติบโตไปด้วยกัน แม้ว่าบริษัทคู่ค้าของเราจะไม่สามารถส่งชิพได้มากเพียงพอ แต่เราก็ไม่มีปัญหา เพราะเราสามารถผลิตชิพคุณภาพสูงที่เราต้องการได้เองทั้งหมด

ในช่วงเวลาที่สงบสุขเราใช้นโยบาย “1+1” คือ ชิพครึ่งหนึ่งมาจากบริษัทในสหรัฐ และครึ่งหนึ่งมาจากหัวเว่ย แม้ชิพของเราจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก ผมก็ยังซื้อชิพที่มีราคาสูงกว่าจากอเมริกา เราไม่สามารถอยู่แยกจากโลกนี้ได้ ดังนั้นเราก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของมัน ความสัมพันธ์อันแนบแน่นของเรากับบริษัทอเมริกา เป็นผลมาจากความพยายามหลายทศวรรษของทั้งสองฝ่าย ความสัมพันธ์เหล่านี้จะไม่ถูกทำลายเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ตราบใดที่บริษัทเหล่านี้ยังได้รับการอนุมัติจากวอชิงตัน เราก็จะซื้อสินค้าในปริมาณมากจากพวกเขาต่อไป

หรือในกรณีที่พวกเขาไม่สามารถได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เราก็มีหนทางที่จะก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติ เราก็จะทำการค้าตามปกติของเรากับบริษัทสหรัฐเหล่านี้ และทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสังคมข้อมูลเพื่อมวลมนุษยชาติ เราไม่ต้องการที่จะทำงานอย่างโดดเดี่ยว เราสามารถผลิตชิพได้ดีพอๆ กับที่บริษัทอเมริกันผลิตได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ซื้อชิพจากสหรัฐ


Xinhua News Agency : ครั้งหนึ่งคุณเคยพูดว่า หัวเว่ยจะไม่ทำงานแบบไม่มีใครรู้ และจะร่วมมือกับคนอื่น ตอนนี้คุณกำลังบอกว่าหัวเว่ยจะทำทั้งสองอย่าง นั่นหมายความว่าการผูกขาดทางการค้าของสหรัฐและการแบนหัวเว่ยของสหรัฐ กำลังทำลายพื้นฐานระบบซัพพลายเชนของโลก และทำให้เกิดความวุ่นวายในตลาดใช่หรือไม่ สหรัฐกำลังกล่าวหาหัวเว่ยในหลายๆ ด้าน อาทิ ธรรมาภิบาลขององค์กรและการเงิน คุณคิดว่าอะไรคือเป้าหมายหลักของการวิจารณ์ ทำไมถึงต้องพุ่งเป้าไปที่หัวเว่ย?

มร.เหริน : ผมไม่ใช่คนที่อ่านใจใครได้ เลยไม่รู้จริงๆ ว่านักการเมืองสหรัฐกำลังคิดอะไรอยู่ ผมคิดว่าเราไม่ควรจะตกเป็นเป้าหมายของการชักจูงที่มีสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตี เพียงเพราะเรามีความก้าวหน้ากว่าสหรัฐ เทคโนโลยี 5G ไม่ใช่ระเบิดปรมาณู แต่เป็นสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ในด้านประสิทธิภาพ เครือข่าย 5G ดีกว่า 4G 20 เท่า และ 2G ถึง 10,000 เท่า สถานีฐานของ 5G มีขนาดเล็กมาก ประมาณเท่ากระเป๋าเอกสาร น้ำหนักก็เบาราว 20 กิโลกรัม คุณไม่จำเป็นต้องสร้างเสาโทรคมนาคมสำหรับสถานีฐาน 5G เพราะสามารถติดตั้งไว้ที่ไหนก็ได้ บนเสาหรือกำแพง มันสามารถทำงานได้เป็นสิบๆ ปี เพราะสร้างจากวัสดุกันสนิม หมายความว่าอุปกรณ์ 5G สามารถที่จะติดตั้งได้แม้ในระบบน้ำทิ้งใต้ดิน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับตลาดยุโรปซึ่งในพื้นที่หลายแห่งมีอาคารเก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และไม่สามารถสร้างเสาโทรคมนาคมขนาดใหญ่ได้เหมือนในประเทศจีน

asia.nikkei.com

แน่นอนว่า เสาที่มีอยู่ในจีนจะไม่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไร้ประโยชน์ เพราะสถานีฐาน 5G สามารถที่จะติดตั้งไว้บนเสาเหล่านั้นได้ด้วย นั่นคือเหตุผลที่เราไม่จำเป็นต้องสร้างเสาใหม่ ด้วยสถานีฐาน 5G ของเรา ลูกค้าของเราในยุโรปสามารถที่จะลดต้นทุนด้านวิศวกรรมลงได้ราว 10,000 ยูโร/สถานี พวกเขาไม่ต้องใช้เครนในการติดตั้ง และไม่ต้องสร้างเสาใหม่ ในอดีตลูกค้าของเราต้องใช้เครนในการติดตั้งอุปกรณ์ชิ้นส่วนของสถานีฐานชิ้นใหญ่ๆ และจะต้องปิดถนนโดยรอบในระหว่างการติดตั้ง ตอนนี้พวกเขาสามารถติดตั้งสถานีฐาน 5G ได้ง่ายๆ ด้วยมือ มันง่ายจริงๆ

แบนด์วิดท์ของ 5G นั้นสูงมาก สูงในระดับที่สามารถรองรับเนื้อหาข้อมูลแบบรายละเอียดสูงในปริมาณมากได้ และส่งวิดีโอ 8K ได้อย่างง่ายๆ พวกเขาพูดกันว่า 5G จะลดต้นทุนลงได้ 10 เท่า อันที่จริงมันน่าจะเป็น 100 เท่ามากกว่า นั่นหมายความว่าคนทั่วไปสามารถที่จะดูรายการทีวีความละเอียดสูง และสามารถเรียนรู้ได้มากมายจากรายการเหล่านี้ ในการพัฒนาขั้นต่อไป ทุกประเทศต้องพึ่งพาวัฒนธรรม ปรัชญา และการศึกษา สิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานของการพัฒนาชาติ ดังนั้น 5G จะเปลี่ยนสังคมของเราให้ดีขึ้น ความหน่วงของเครือข่าย 5G ก็ต่ำมากๆ ดังนั้น 5G จะได้รับการนำไปใช้อย่างรวดเร็วในหลายๆ อุตสาหกรรมสำหรับทุกวัตถุประสงค์

Xinhua News Agency : คุณคิดว่าตลาดต่างประเทศจะถูกทำลายหรือไม่?

มร.เหริน : ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ยุโรปจะไม่ดำเนินตามรอยเท้าของสหรัฐ และบริษัทสหรัฐส่วนใหญ่กำลังคุยกับเราอย่างใกล้ชิด


Global Times : คุณพูดถึงผลกระทบต่อหัวเว่ย จดหมายจากประธาน HI Silicon ทำให้สื่อตื่นเต้นกันมากทีเดียว คนในอุตสาหกรรมชิพเซ็ตใช้แนวทางที่เน้นวัตถุประสงค์เพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างบริษัทในประเทศจีน สหรัฐ และประเทศอื่นๆ ในเรื่องของชิพและชิ้นส่วนหลักอื่นๆ คุณคิดว่าผลิตภัณฑ์อินเฮ้าส์และ R&D ของหัวเว่ยมีสถานะเป็นอย่างไร จดหมายฉบับนั้นเป็นประกันว่าหัวเว่ยสามารถเดินหน้าระบบซัพพลายให้ต่อเนื่องได้ การรับประกันนี้เป็นจริงหรือไม่ แล้วมีจุดที่วิกฤตหรือไม่ และมันคือส่วนไหน?

www.huawei.com

มร.เหริน : มันคุ้มค่าที่จะเรียนรู้จากบริษัทสหรัฐ ในเรื่องความรอบรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราล้าหลังในหลายๆ ด้าน บริษัทอเมริกันเล็กๆ บางรายกำลังจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้าเหนือระดับ เราแค่เน้นในเรื่องธุรกิจของเราและกลายมาเป็นผู้นำ แต่เราไม่ได้พยายามที่จะเปรียบเทียบตัวเราเองกับสหรัฐอเมริกาในระดับประเทศ

ในระดับของธุรกิจ ผมคิดว่าช่องว่างระหว่างหัวเว่ยและบริษัทสหรัฐบางรายก็เล็กมากทีเดียว แต่ในระดับประเทศ มีช่องว่างที่ใหญ่มากๆ ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ช่องว่างในระดับชาติเกี่ยวข้องอย่างมากกับเศรษฐกิจฟองสบู่ในประเทศจีน มีฟองสบู่อยู่ในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการกู้ยืมระหว่างบุคคล อินเทอร์เน็ต การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ มีสินค้าลอกเลียนแบบ ซึ่งก็เป็นฟองสบู่เหมือนกัน และฟองสบู่ก็ปรากฏในวงการการศึกษาด้วย การพัฒนาทฤษฎีพื้นฐานใหม่ใช้เวลาหลายทศวรรษ ถ้านักวิชาการเน้นพูดมากกว่าการพัฒนาทฤษฎีให้เกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์ ประเทศของเราก็คงจะไม่แข็งแกร่งขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า เราควรจะต้องยืนหยัดและมุ่งมั่นทำงานของเรา


The Paper : ผู้บริหารหัวเว่ยท่านอื่นพูดว่า หัวเว่ยยังสามารถให้บริการลูกค้าได้ต่อเนื่อง การแบนของสหรัฐส่งผลกระทบต่อลูกค้ารายใหญ่ๆ และธุรกิจของคุณหรือไม่ คุณจะตอบเรื่องนี้อย่างไร?

มร.เหริน : แน่นอนเราจะสามารถให้บริการลูกค้าของเราได้อย่างต่อเนื่อง ศักยภาพการผลิตระดับแมสของเรานั้นมีมหาศาล การเพิ่มหัวเว่ยเข้าไปใน Entity List จะไม่ส่งผลกระทบกับเรามากนัก และเราก็มีการประมูลโครงการไปทั่วโลก การเติบโตของเราจะช้าลง แต่จะไม่มากเท่าที่ทุกคนคิด ในไตรมาสแรกของปีนี้ รายได้ของเราเพิ่มขึ้น 39% สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อัตรานี้จะลง 25% ในเดือนเมษายน และอาจจะยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ จนสิ้นปี แต่การแบนของสหรัฐจะไม่ทำให้การเติบโตต้องติดลบ หรือทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมของเราแย่ลง


Science and Technology Daily : อุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบอย่างไรหากสหรัฐตัดระบบซัพพลายเชน?

มร.เหริน : บริษัทของเราจะไม่สะดุดลงเพราะขาดแคลนชิ้นส่วน เราเตรียมการไว้ดีพอ เมื่อต้นปีผมคาดการณ์เอาไว้ว่าเรื่องทำนองนี้อาจเกิดขึ้นในอีกสองปี และสหรัฐจะไม่ลงมือก่อนที่คดีความที่สหรัฐยื่นฟ้องเราจะได้รับการตัดสินในศาล เราค่อนข้างมั่นใจว่าสหรัฐจะดำเนินการกับเราไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม เราคิดว่าเราอาจจะมีเวลาสักสองปีสำหรับเตรียมการ แต่เมื่อเมิ่ง หว่านโจว ถูกจับ นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง