การประมูลคลื่นความถี่ 5G กลายเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก สมาคมจีเอสเอ็ม หรือ GSMA จึงออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกแบบการประมูลคลื่นความถี่ที่ ‘ตั้งใจดันราคาให้สูงขึ้น’

ไม่ใช่แค่ดันราคาเท่านั้น การจัดสรรคลื่นความถี่ที่มีจำนวนจำกัดอย่างไร้ประสิทธิภาพ ก็ส่งผลเสียต่อผู้บริโภคด้วย

“การจัดประมูลคลื่นความถี่ที่ไม่มีประสิทธิภาพจะสามารถส่งผลกระทบต่อศักยภาพของการใช้งานคลื่นความถี่ 5G ก่อนที่เราจะเริ่มต้นเสียอีก ซึ่งประเทศไทยควรจะต้องระวังไม่ให้ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้น และต้องไม่มุ่งสร้างรายได้สูงสุดจากการประมูลคลื่นความถี่ มากกว่าประโยชน์จากการใช้งานของประชาชน”  เบรท ทาร์นัทเซอร์ (Brett Tarnutzer) หัวหน้าฝ่ายสเปคตรัม จีเอสเอ็มเอ กล่าว 

Brett Tarnutzer_Head of Spectrum_GSMA
Brett Tarnutzer_Head of Spectrum_GSMA

ในกรณี 5G ของประเทศไทย คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อยู่ในระหว่างวางแผนอนุมัติใบอนุญาตสำหรับคลื่น 700 MHZ ให้แก่ผู้ประกอบการภายในเดือนนี้ และมีแผนการประมูลคลื่นความถี่ 5G อื่นๆ (คลื่นความถี่ 2.6 GHz และความถี่สูงมากอย่าง 26GHz หรือ 28GHz) ในปีถัดไป โดยมี จีเอสเอ็มเอ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือภาครัฐและหน่วยงานที่กำกับดูแล

เพื่อสร้างความมั่นใจด้านการเชื่อมต่อไร้สายที่มีคุณภาพ รวมถึงราคาที่สามารถเข้าถึงได้จากการประมูลคลื่นความถี่ จีเอสเอเอ็ม จึงตีพิมพ์รายงานระดับนานาชาติภายใต้หัวข้อ แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการประมูล (Auction Best Practice GSMA Public Policy Position May 2019) ซึ่งเน้นย้ำข้อกังวลหลักๆ หลายข้อจากการประมูล 4G และ 5G ทั่วโลก พร้อมคำแนะนำในการจัดการประมูลอีกด้วย

รายงานฉบับนี้ยังเขียนถึงปัญหาจากการที่รัฐบาลต่างๆ ตัดสินใจดำเนินการเพื่อบีบให้ราคาคลื่นความถี่สูงขึ้น สร้างความเสี่ยงในการจำกัดการลงทุนเพื่อขยายเครือข่ายในอนาคต ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภค ตัวอย่างของแนวปฏิบัติที่ไม่ดี ได้แก่ การจำกัดจำนวนคลื่นความถี่ที่ผู้ประกอบการสามารถมีได้ด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งสัดส่วน การคัดเลือกกลุ่มคลื่นความถี่สำหรับการประมูลที่ไม่เหมาะสม หรือการตั้งราคาเริ่มต้นการประมูลที่สูงมาก

เอกสารดังกล่าวให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประมูล 5 ข้อ ดังนี้

  1. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประมูลคลื่นความถี่ คือ การให้บริการเครือข่ายที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่การสร้างรายได้สูงสุดจากการประมูล
  2. การจัดสรรคลื่นความถี่มีวิธีการอื่นๆ นอกเหนือจากการประมูล ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม
  3. จัดสรรคลื่นความถี่ให้มีจำนวนมากเพียงพอ และจัดทำแผนการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อสนับสนุนการบริการเครือข่ายที่มีคุณภาพสูง การแบ่งคลื่นความถี่ไว้สำหรับอุตสาหกรรมเดียวกันหรือผู้ประกอบการรายใหม่ที่อาจทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงคลื่นได้น้อยลง และก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้ราคาคลื่นความถี่สูงขึ้น
  4. การออกแบบการประมูลไม่ควรสร้างความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่ไม่จำเป็นให้แก่ผู้ร่วมประมูล
  5. การเลือกช่วงคลื่นความถี่สำหรับการประมูลที่ไม่เหมาะสม หรือกลุ่มคลื่นความถี่ที่ไม่ยืดหยุ่นจะทำให้เกิดการกระจายคลื่นความถี่ที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ส่วน จีเอสเอ็มเอ อินเทลลิเจนส์ (GSMA Intelligence) รายงานว่า ในปี 2561 ระบบนิเวศของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยสร้างรายได้ถึง 4.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งมีมูลค่า 2.11 หมื่นล้านดอลลาร์ และจากการมีนโยบายที่เหมาะสม คาดการณ์ว่า ตัวเลขดังกล่าวจะสูงถึง 2.45 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2566 ซึ่งเป็นผลจากอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเงินได้จากการเก็บภาษีระบบนิเวศของโทรศัพท์เคลื่อนที่มากถึงกว่าหนึ่งในสามของรายได้ภาษีที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน

“คลื่นความถี่เป็นปัจจัยสำคัญของเครือข่ายโทรศัพท์และการใช้งานที่ไม่มีประสิทธิภาพจะส่งผลเสียโดยตรงต่อผู้บริโภค ดังนั้น รัฐบาลประเทศต่างๆ ควรเล็งเห็นว่า วัตถุประสงค์หลักของการกระจายคลื่นความถี่ ไม่ใช่การสร้างรายได้สูงสุด แต่เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคจากการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ดีที่สุด” เบรท ทาร์นัทเซอร์ กล่าวปิดท้าย


อ้างอิงข้อมูลจาก 

  • แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการประมูล | www.gsma.com/spectrum