นิยามและจุดประสงค์ของผู้ที่เลือกกินมังสวิรัติเป็นสรณะ แตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละคน โดยใจความสำคัญของการกินมังสวิรัติ ก็เป็นอย่างที่ทุกคนเข้าใจ คือ การเลือกรับประทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ส่วนจุดมุ่งหมายในการกิน บางคนก็เชื่อว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นบาปเพราะต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงหันมากินอาหารมังสวิรัติแทน ขณะที่อีกหลายคนเชื่อว่าการกินเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการเลี้ยงในระบบอุตสาหกรรม ย่อมเสี่ยงต่อสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในตัวสัตว์ เป็นสาเหตุที่ก่อเกิดโรคภัยต่างๆ ได้มากมาย จึงตัดสินใจเลิกกินเนื้อสัตว์ และหันมากินมังสวิรัติแทน

มาในวันนี้ นอกเหนือจากจุดประสงค์ในการกินมังสวิรัติที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแล้ว แนวคิดใน การกินมังสวิรัติ ก็ปรับเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัด ห้ามกินเนื้อสัตว์เหมือนเดิมแล้ว ทว่า มีการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นวิถีการดูแลสุขภาพด้วยการกินอาหารแบบองค์รวม ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพร่างกาย แถมยังเป็นการดูแลโลกและสิ่งแวดล้อมไปด้วย โดยนวัตกรรมใหม่ของแนวคิดการกินมังสวิรัตินี้ เรียกว่า Flexitarian หรือการกินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นแบบใหม่ ซึ่งได้รับนิยมไปทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา ก็มีผู้นำแนวคิดมาปรับเปลี่ยนวิถีการกินมังสวิรัติของตนเองแล้วเช่นกัน


ย้อนดูแนวคิดการกินมังสวิรัติแต่แรกเริ่ม แล้วค่อยเพิ่มเติมด้วยไอเดียของความยืดหยุ่น

การกินมังสวิรัติ หรือ Vegetarian แบบดั้งเดิมมีมาตั้งแต่ยุคอินเดียและกรีกโบราณ โดยถือคติการกินที่ละเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ ตามความหมายของ มังสวิรัติ นั่นคือ มังสะ แปลว่า เนื้อสัตว์ ส่วน วิรัติ แปลว่า ปราศจากความยินดี ไม่ยินดี คนที่กินมังสวิรัติจึงหมายถึง ผู้ที่ไม่ยินดีในการกินเนื้อสัตว์

คนที่กินมังสวิรัติจึงต้องปฏิเสธการกินอาหารที่ทำมาจากส่วนประกอบทั้งทางตรงและทางอ้อมของสัตว์ เช่น นม ชีส ไข่ น้ำผึ้งไปจนถึงเจลาติน แต่ที่ผ่านมามีคำศัพท์คำว่า Vegan เข้ามาอีกคำ ซึ่งคนกินมังสวิรัติ Vegetarian กับคนกินวีแกน Vegan แตกต่างกัน เพราะ Vegan ไม่ใช่แค่วิถีการกิน แต่เป็นวิถีชีวิตที่เชื่อว่าสัตว์เองก็มีสิทธิในตัวเขา ชาววีแกนจึงปฏิเสธทั้งอาหารไปถึงการใช้เครื่องอุปโภคที่ได้มาจากสัตว์หรือมีการทดลองจากสัตว์ด้วย เรียกว่า วีแกน มีแนวคิดที่กว้างกว่าไม่ใช่แค่วิถีการกินแต่ครอบคลุมไปถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตด้วย

ดังที่เกริ่นข้างต้นว่าการกินมังสวิรัตินั้น ค่อยๆ ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีผลสำรวจจาก Humane Research Council ที่รายงานว่าการกินมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องได้ยากในคนส่วนใหญ่ โดยพบว่ามีคนที่กินมังสวิรัติทั้งแบบ Vegetarian และ Vegan มากถึง 84% ตัดสินใจกลับไปกินเนื้อสัตว์หลังจากที่พยายามเลิกกิน ขณะเดียวกันก็มีคนที่เคยกินมังสวิรัติมากถึง 43% ที่บอกว่า การกินมังสวิรัติแบบเคร่งครัดเป็นเรื่องไม่อาจทำได้ต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน เทรนด์ของการกินมังสวิรัตินั้นไม่ได้อิงกับศาสนาหรือความเชื่ออีกต่อไปแล้ว บางคนแค่อยากเปลี่ยนมากินมังสวิรัติเพราะเหตุผลด้านสุขภาพ หรืออาจจะเพราะไม่อยากสนับสนุนการทำอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เกิดมังสวิรัติสายยืดหยุ่นอีกหลายแบบที่ช่วยให้เหล่าคนกินมังฯ มีชีวิตที่ง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น มังสวิรัตินม (Lacto vegetarian) กินนม แต่งดไข่ มังสวิรัติไข่ (Ovo vegetarian) กินไข่ แต่ไม่ดื่มนม มังสวิรัติปลา (Pesco vegetarian) บริโภคแต่ปลากับอาหารทะเล และกลุ่มกึ่งมังสวิรัติ (Semi vegetarian) งดการรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู แต่ยังรับประทานเนื้อปลา ไก่ ผลิตภัณฑ์จากนมและไข่ต่างๆ ซึ่งแนวทางที่กล่าวมานี้จัดอยู่ใน Flexitarian การกินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น หรืออีกชื่อเรียกหนึ่งคือ Semi-vegetarian นั่นเอง

ทั้งนี้ คำว่า Flexitarian ถือเป็นศัพท์บัญญัติใหม่ที่เพิ่งถูกเพิ่มลงใน Oxford English Dictionary เมื่อตอนปี 2014 โดย Dawn Jackson Blatner ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ Flexitarian Diet เล่มแรก ซึ่งเขาได้ให้คำนิยามของวิถีการกินแบบนี้ไว้ว่า

“คุณสามารถเรียกมันว่าการกินแบบเกือบจะมังสวิรัติก็ได้ เพราะนี่คือวิถีการกินที่คุณยังสามารถได้รับประโยชน์ของการกินอาหารแบบมังสวิรัติ ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในบางโอกาส”


เทรนด์การกินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ในปัจจุบันมีหนุ่มสาวยุคมิลเลนเนียลจำนวนมากหันมาสนใจกินมังสวิรัติ โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์การกินมังสวิรัติแบบ Flexitarian ที่นิยามกันง่ายๆ ว่าเป็นการกินมังสวิรัติแบบไม่ซีเรียส ทานเนื้อสัตว์ได้บ้าง โดยยังยึดหลักลดการกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลงแทน

จากข้อมูลของ The Vegan Society เปิดเผยว่าเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา ความนิยมในเทรนด์การกินมังสวิรัติทุกประเภททั่วโลกเพิ่มสูงมากขึ้นถึง 9.87 เท่าจากปีก่อน และในปัจจุบันยังพบว่า มีชาวอเมริกันกินมังสวิรัติแบบเคร่งครัดอยู่ถึงประมาณ 7.3 ล้านคน ขณะเดียวกันก็มีผลรายงานจาก Waitrose ที่แสดงว่ามีชาวอังกฤษถึง 1 ใน 3 ที่บริโภคเนื้อสัตว์น้อยลงและ 1 ใน 5 ยังระบุว่าเขา คือ Flexitarian ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เทรนด์การกินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีเหตุผลหลากหลายแตกต่างออกไป

ขณะที่ รายงานผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดปี 2018 ยังชี้ให้ว่า การกินมังสวิรัติเป็นหนึ่งในวิธีลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด เนื่องจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะทุกวันนี้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกมีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกราว 14% หรือเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคคมนาคมขนส่งทั้งภาค ดังนั้น ถ้าเรากินเนื้อสัตว์น้อยลงตั้งแต่วันนี้ ก็จะช่วยลดการขยายทุ่งเลี้ยงสัตว์และการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชที่เป็นอาหารสัตว์เพื่อรองรับประชากรโลกอีกทางด้วย


มือใหม่หัดกิน Flexitarian เริ่มต้นอย่างไรดี?

สำหรับใครที่กินเนื้อแล้วสนใจอยากเปลี่ยนมากิน Flexitarian ก็เริ่มต้นได้ไม่ยาก เพราะหลักการกินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นนี้ไม่มีกฏตายตัว แค่ยึดหลักง่ายๆ คือ กินเนื้อให้น้อยเข้าไว้ โดยจะกินเนื้อไม่เกิน 3 มื้อต่อสัปดาห์ และเราสามารถเลือกทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารแบบสมดุล ดังนี้

  • กินอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งก็คือข้าว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวฮาง ข้าวกล้องงอก
  • กินอาหารที่ให้เกลือแร่และวิตามิน ได้แก่ ผัก โดยเฉพาะผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลืองและผลไม้ต่างๆ
  • กินอาหารที่ให้สารอาหารโปรตีน ซึ่งโปรตีนจากพืชสามารถหาได้ในถั่วประเภทต่างๆ และในบางมื้ออาจมีถั่วเปลือกแข็งด้วยเพื่อเพิ่มโปรตีนและไขมันที่ดี
  • เสริมด้วยโปรตีนจากสัตว์บางมื้อ โดยเน้นปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ นม โยเกิร์ต

อ้างอิง : สกู๊ปข่าวเรื่อง Flexitarian กินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น” เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส. ที่มา : www.greenery.org เรื่องโดย ชาลิสา เมธานุภาพ (5 มิถุนายน 2562)


ดูแลสุขภาพกันต่อ ด้วยนวัตกรรมอาหารดีต่อสุขภาพต่อไปนี้

‘เกลือสมุนไพรโซเดียมต่ำ’ งานวิจัยลงจากหิ้งสู่ห้าง ทางเลือกเพื่อสุขภาพ ตอบโจทย์เทรนด์อาหารอนาคต

‘นมป้องกันฟันผุ’ นวัตกรรมเพิ่มคุณค่านม ให้มีประโยชน์มากกว่าที่เคย ดื่มเป็นประจำ ฟัน & ร่างกายแข็งแรง

บุกบางบ่อดู ‘ปลานิล’ กับการใช้ ‘นาโนวัคซีน’ ป้องกันโรค คนเลี้ยงอุ่นใจ คนกินปลอดภัยขึ้นอีกขั้น