สาลิกาคาบข่าว Vol.162/62

118

กวางตุ้งลงทุนอีอีซี

ชูสัญญา 5 ข้อร่วมมือ

ผลักดันเศรษฐกิจไทยจีน

อีอีซี นักลงทุนจากจีนและญี่ปุ่น

นายลี้ ชี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และผู้ว่าการมณฑลกวางตุ้ง กล่าวในงานสัมมนาความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าจีน(กวางตุ้ง)-ไทย ว่า การนำนักธุรกิจจากมณฑลกวางตุ้งเกือบ 200 คน เข้ามาหาช่องทางการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เนื่องจากมณฑลกวางตุ้งนับเป็นเมืองการค้าและการส่งออกอันดับ 1 ของจีน เป็นเมืองที่มีการพัฒนารองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ด้านวิทยาศาสตร์ หุ่นยนต์ ระบบไอที เน้นการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงที่สุดในจีน จึงน่าจะมีการต่อยอดสู่อีอีซีได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ได้เสนอความสัมพันธ์ 5 ด้านในการกระชับความสัมพันธ์ไทยจีน ประกอบด้วย 1. กระชับความสัมพันธ์นโยบายเขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area (GBA) ในกวางตุ้งมายังไทย 2. ขยายความร่วมมือการลงทุนไทยในจีน 755 โครงการและกวางตุ้งลงทุนในไทย 113 โครงการ 3.การยกระดับการค้า การลงทุน ในด้านอุตสาหกรรมสมัยใหม่ E-Commerce ส่งเสริมการพัฒนาระบบ 5 จี 4. ความร่วมมือส่งเสริมด้านประมง เกษตร การใช้จ่ายในชทบท และ 5. การขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวจากปัจจุบันจีนเดินทางมาเที่ยวไทยในปี 61 จำนวน 1.5 ล้านคน ให้เดินทางมาเที่ยวเพิ่มขึ้น

สมคิดมองสงครามการค้า

สร้างจุดแข็งเอเชียจับมือเดินหน้า

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาค

gnews.apps.go.th

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าจีน (กวางตุ้ง)-ไทยว่า แม้ว่าจะเกิดสงครามการค้าที่สร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลก รวมถึงไทยได้รับผลกระทบจากการส่งออกติดลบมาหลายเดือน แต่ในท่ามกลางวิกฤตได้สร้างโอกาสในจุดที่ทำให้พวกเราชาวเอเชียทั้งหลายต้องเรียนรู้จากการพึ่งพาตนเอง เราเคยเน้นพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก  เมื่อโลกลำบากส่งออกมีปัญหาทำให้เราต้องพึ่งพาตนเอง ทำให้เศรษฐกิจเข็มแข็ง แทนที่เอเชียจะทะเลาะกัน ก็ต้องพูดคุย เกื้อกูลกัน ร่วมมือกัน ทำให้เอเชียเข็มแข็ง ขณะที่อาร์เซ็ปกำลังจะเกิดขึ้นถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก โดยไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนที่มีศักยภาพ การที่นักธุรกิจกวางตุ้งเข้ามาในครั้งนี้เป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ในลักษณะพี่ช่วยน้อง เพื่อสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งไทยและจีนมีแนวคิดในการเชื่อมโครงการพื้นที่ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อวางแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยและมณฑลกวางตุ้ง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area (GBA) และ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนกับ EEC

EEC HDC เร่งผลิต

แรงงานคุณภาพสูง

ป้อนอีอีซี 4.75 แสนคน

EEC Model

นายอภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีและประธานคณะทำงานศูนย์ประสานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือ EEC HDC เปิดเผยว่า ได้ประมาณการความต้องการบุคลากรในอีอีซี 5 ปี (ปี’62-66) จำนวน 475,668 ราย ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยอุตสาหกรรมที่ต้องการมากที่สุดคือดิจิทัล 116,222 ราย รองลงมาโลจิสติกส์ 109,910 ราย, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 58,228 รายยานยนต์แห่งอนาคต 53,738 ราย, หุ่นยนต์ 37,526 ราย, การบินอากาศยาน 32,836 รายการขนส่งระบบราง 24,246 ราย, การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 16,920 ราย, การพาณิชย์นาวี 14,630 ราย และการแพทย์ครบวงจร 11,412 ราย ล่าสุดศูนย์ได้ร่วมกับองค์กรต่างๆ ชั้นนำใน 6 ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์เยอรมนีออสเตรียญี่ปุ่นจีน และเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยในไทย 11 แห่งทั้งในและนอกพื้นที่อีอีซี, วิทยาลัยอาชีวะ 48 แห่ง, โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา 325 แห่ง โรงงานและภาคธุรกิจ 335 แห่ง ร่วมกับอีอีซีในการฝึกอบรมพัฒนาอาจารย์ให้มีความรู้ในเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษา เช่น วิทยาลัยเทคนิคชลบุรีจะร่วมกับประเทศจีนตั้งศูนย์ผลิตบุคลากรในระบบราง, มหาวิทยาลัยบูรพาจะร่วมกับมิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่นตั้งศูนย์ผลิตบุคลากรระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา จะร่วมกับประเทศเยอรมนีและวิทยาลัยไออาร์พีซีจัดตั้งศูนย์ผลิตบุคลากรด้านปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นต้น

วอนรัฐบาล

เดินหน้าเมกะโปรเจ็กต์

นักธุรกิจแดนมังกร

พร้อมควักแสนล้านลงทุน

โยโกฮาม่า

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทยจีน กล่าวว่า นักลงทุนกำลังจับตามองรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะนักธุรกิจจีนให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างมาก อยากให้รัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศได้โดยเร็ว ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในเรื่องการตัดสินใจเร็วขึ้น ส่วนตัวเห็นว่าการมีรัฐบาลใหม่แต่ยังเป็นบุคคลเดิมก็จะมีความต่อเนื่องในเรื่องของนโยบาย รวมถึงมาตรการที่จะส่งเสริมการลงทุนและสร้างแรงจูงใจจากต่างชาติให้เข้ามา หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นเร็วแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของการบริหารงาน และมีนโยบายที่เร่งด่วนต่อการกระตุ้นการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ตนเชื่อว่านักลงทุนจีนมีเงินนับแสนล้านบาทที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งหากเพิ่มความมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่จะบริหารได้นานและต่อเนื่องมูลค่าลงทุนก็จะเพิ่มได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัวในอนาคต

ผลไม้ไทยขึ้นแท่น

เบอร์ 1 นำเข้าจีน

ทุเรียนแชมป์

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จากการติดตามสถิติการส่งออกผลไม้ของไทยไปจีนในช่วง 4 เดือนของปี 2562 (..-เม..) พบว่ามีมูลค่าถึง 668.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 152.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยผลไม้ที่ไทยส่งออกไปจีนมากที่สุดคือทุเรียนสด มูลค่า 318.61 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือมังคุดสด ลำไยสด และทุเรียนแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนปี 2561 ทั้งปีจีนนำเข้าผลไม้จากไทยเป็นอันดับ 1 มีมูลค่า 2,021 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือชิลีและเวียดนาม ซึ่งทุเรียนสดเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนมากที่สุด มูลค่า 418 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 41.5% ของการส่งออกสินค้าผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งที่ไทยส่งออกไปจีน รองลงมาคือ ลำไยสด ลำไยแห้ง และมังคุดสด การที่ไทยส่งออกผลไม้ไปจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผลจากความตกลงการค้าเสรีอาเซียนจีน (ACFTA) ซึ่งจีนยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าผลไม้จากไทยทุกรายการ จากเดิมที่เก็บภาษีอยู่ที่ 10-30% ช่วยให้ผลไม้ไทยสามารถแข่งขันในตลาดจีนได้

คลังใจป้ำ!

ขยายบัตรสวัสดิการ

14.5 ล้านใบต่อถึงสิ้นปี

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ตกลงขยายเวลาโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับผู้มีรายได้น้อยออกไปอีก 3 เดือนจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 .. 62 ออกไปเป็น 31 .. 62 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นผู้ถือบัตรสวัสดิการทั้ง 14.5 ล้านคน จึงยังได้รับการช่วยเหลือค่าครองชีพขั้นพื้นฐานต่อไปเหมือนเดิม ไม่มีการสะดุดแม้จะอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล หรือมีการเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 ล่าช้าออกไปปีหน้าก็ตาม ทั้งนี้การช่วยเหลือขั้นพื้นฐานที่ได้รับ ประกอบด้วย วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาจากร้านธงฟ้าประชารัฐ 200-300 บาทต่อเดือน วงเงินส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน สวัสดิการค่าเดินทางทั้งค่าโดยสารรถเมล์ รถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน วงเงินค่าโดยสารรถ บขส. 500 บาทต่อคนต่อเดือน และวงเงินค่าโดยสารรถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน

เฮลิคอปเตอร์

หล่นกระแทกตึกสูง

ใกล้ทรัมป์ ทาวเวอร์

นักบินดับ

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์รุ่นออกัสตา เอ 109 อี ตกบนหลังคาของอาคารสูงแห่งหนึ่งในย่านแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้นักบินเสียชีวิตทันที 1 ราย โดยตึกที่รับเคราะห์จากการตกใส่ของเอลิคอปเตอร์คืออาคารแอ็กซาอีควิเทเบิลที่มีความสูง 229 ชั้น อยู่ใกล้กับจัตุรัสไทม์สสแควร์และอาคารทรัมป์ ทาวเวอร์ ไม่ถึง 1 กิโลเมตร ส่งผลเกิดเพลิงไหม้และอาคารสั่นสะเทือน ผู้คนต้องอพยพออกจากตัวอาคาร แต่ไม่มีรายงานการบาดเจ็บจากคนที่อยู่ในตึก นอกจากนักบินที่เสียชีวิต 1 ราย สำหรับสาเหตุการตกของเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวต้องรอตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ย่านแมนฮัตตันถือเป็นย่านที่มีการควบคุมการบินอย่างเข้มงวด โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้สั่งห้ามการบินต่ำกว่า 3,000 ฟุต ภายในรัศมี 1.6 กิโลเมตรจากอาคารทรัมป์ ทาวเวอร์ อย่างไรก็ตาม ทางการระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายแต่อย่างใด