ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงการทำเกษตรของไทย สำหรับ ‘Indoor Farming การเกษตรในร่ม’ เพราะที่ผ่านมา เกษตรกรในบ้านเราก็ริเริ่มทำเกษตรแนวใหม่นี้หลายคน แต่การพัฒนาให้การปลูกพืชแนวใหม่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการผลิตผลผลิตทางการเกษตรในเชิงพาณิชย์ หรือขยายต่อไปสู่ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ยังต้องมีการวางแผนและมาตรการที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับระบบการทำเกษตรกรรมในบ้านเราด้วย

SCB Economic Intelligence Center (EIC) จึงได้จัดทำบทความเรื่อง “Indoor farming ปลูกพืชยุคใหม่ ไทยพร้อมหรือยัง?” ขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ล่าสุดอย่างรอบด้าน


ทำความรู้จัก Indoor Farming การเกษตรในร่ม นวัตกรรมการปลูกพืชแบบใหม่ให้มากขึ้น

กัญญารัตน์ กาญจนวิสุทธิ์ นักวิเคราะห์อาวุโส ของ SCB EIC ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ ได้อธิบายคำจำกัดความของ Indoor Farming ว่า

“การเกษตรในร่ม หรือ Indoor farming เป็นรูปแบบการเกษตรภายในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช เช่น อุณหภูมิ แสงแดด ความชื้น ปริมาณน้ำ ปุ๋ย ซึ่งมีรูปแบบการเพาะปลูกพืชที่หลากหลาย โดยสามารถจำแนกได้ตามระบบการเพาะปลูกและโครงสร้างอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะปลูก”

ทั้งนี้ Indoor farming ยังเป็นการทำเกษตรที่ช่วยประหยัดการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งน้ำ ปุ๋ย พื้นที่เพาะปลูก และแรงงาน รวมถึงยังสามารถควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิตได้ตามที่ต้องการ จึงช่วยลดความผันผวนทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตได้ดีกว่าการเกษตรแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนบทความระบุว่าการทำเกษตรแบบ Indoor farming ต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าการเกษตรดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนวางระบบเทคโนโลยีการเพาะปลูก ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ทำการเกษตรแบบ Indoor farming ส่วนใหญ่จะเลือกเพาะปลูกพืชที่ให้กำไรสูงและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในระยะเวลาสั้น เพื่อเพิ่มความถี่ในการเก็บเกี่ยวผลผลิต และขายสู่ตลาดได้หลายรอบ


ส่องเทรนด์ Indoor Farming ระดับโลก ตัวชี้วัดการเติบโตของการทำเกษตรในร่มของไทยในอนาคต

เมื่อเทรนด์ Indoor Farming ได้รับความนิยมในระดับโลก กลุ่มธุรกิจที่ให้บริการ Solution หรือติดตั้งระบบเทคโนโลยีสำหรับการทำ Indoor farming ก็มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการระบบแสง ระบบการให้น้ำ ปรับสภาวะอากาศ ไปจนถึงระบบควบคุมแบบอัตโนมัติและเซ็นเซอร์ต่างๆ

โดยในปัจจุบัน ผู้นำในกลุ่มธุรกิจที่ให้บริการ Solution ด้าน Indoor farming ในตลาดโลกส่วนใหญ่ เป็นผู้ประกอบการในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา และในแถบยุโรป อย่างเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งพบว่าปัจจัยขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Indoor farming ในประเทศเหล่านี้มาจากข้อจำกัดเรื่องสภาพอากาศที่หนาวเย็น จึงไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกผักและผลไม้ รวมถึงเส้นทางการขนส่งผักและผลไม้จากแหล่งเพาะปลูกไปยังร้านค้าที่ค่อนข้างไกล ก่อให้เกิดการเน่าเสียของผักและผลไม้ระหว่างการขนส่ง เทรนด์การปลูกพืชแนวใหม่นี้จึงสามารถตอบสนองกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้

จากการศึกษารูปแบบการทำ Indoor farming ในแต่ละภูมิภาคของโลกมีรูปแบบการทำเกษตรและลักษณะตลาดผู้บริโภคที่แตกต่างกัน อย่างในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่วนใหญ่เป็นการเพาะปลูกพืชในโรงเรือน และการเพาะปลูกพืชแนวตั้ง โดยพืชที่เพาะปลูกส่วนใหญ่เป็นผักใบเขียว ไมโครกรีน สมุนไพร ดอกไม้ และมะเขือเทศ

ทั้งนี้สินค้าเกษตรแบบ Indoor farming ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีตลาดผู้บริโภครองรับเป็นอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและครัวเรือนที่ต้องการวัตถุดิบกลุ่มผักและผลไม้ปลอดสารพิษ โดยร้านเหล่านี้นิยมเลือกซื้อวัตถุดิบในท้องถิ่นที่เพาะปลูกใกล้กับร้านอาหารหรือบ้านเรือนของตนเอง จะได้ใช้เวลาในการขนส่งไม่นาน ผัก ผลไม้ จึงยังสดใหม่อยู่ได้

มาในแถบเอเชีย ญี่ปุ่น ก็มีการเพาะปลูกพืชแนวตั้งอย่างแพร่หลาย รวมถึงมีการนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติต่างๆ มาใช้ในกระบวนการเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยพืชที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ในระบบนี้ จะเป็นผักกาดหอมและผักสลัด มีกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นคนรักสุขภาพ ซึ่งยินดีซื้อผักและผลไม้ปลอดสารพิษ แม้ว่าราคาจะสูงกว่าผักและผลไม้ทั่วไปก็ตาม

ส่วนประเทศจีน มีการพัฒนาการเกษตรแบบ Indoor farming อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ก่อสร้างโรงงานปลูกพืช (Plant factory) ขนาดใหญ่ ที่มีการใช้ระบบแสงจากไฟ LED และพลังงานแสงอาทิตย์ในหลายพื้นที่ เช่น ปักกิ่ง เทียนจิน เหลียวหนิง ชานตง เจียงซู เป็นต้น เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของตลาดผู้บริโภค ซึ่งเป็นฐานประชากรกลุ่มใหญ่และมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อีกหนึ่งตัวชี้วัดที่แสดงว่า ธุรกิจการทำ Indoor farming มีแนวโน้มเติบโตสูงพร้อมกันทั่วโลก คือ ตัวเลขการระดมเงินทุนที่มีมูลค่าสูงอย่างต่อเนื่อง และความเคลื่อนไหวในแวดวง Startup ที่มีบรรยากาศคึกคักอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงความน่าสนใจของตลาดนี้ที่ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก

โดย Startup ส่วนใหญ่มีสัญชาติสหรัฐอเมริกา เช่น Plenty ที่ทำธุรกิจเพาะปลูกพืชแนวตั้ง สามารถระดมเงินทุนได้สูงถึง 226 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการระดมทุนเพียง 3 รอบ ในระยะเวลา 2 ปี

นอกจากนี้ ยังมี AeroFarms ธุรกิจอาคารเพาะปลูกพืชแนวตั้งขนาดใหญ่ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2004 เริ่มนำ Internet of Things (IoT) และ Machine learning มาใช้ในการรดน้ำ ปรับการให้แสงแบบอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลการเพาะปลูกภายใต้การควบคุมปัจจัยต่างๆ เพื่อหารูปแบบการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ส่งผลให้ AeroFarms สามารถระดมเงินทุนได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2010 รวม 138 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏการณ์การระดมทุนอย่างคึกคักที่กล่าวมานี้ ส่งผลให้การเกษตรแบบ Indoor farming เป็นที่จับตามองมากขึ้น


ไทยพร้อมเปิดรับ Indoor Farming การเกษตรในร่ม นวัตกรรมเสริมภาคธุรกิจการเกษตรให้แข็งแกร่งขึ้นหรือยัง?

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในบริบทของประเทศไทย การเกษตรแบบ Indoor farming ค่อยๆ มีบทบาทในเชิงพาณิชย์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากไทยมีทรัพยากรด้านการเกษตรอย่างเพียงพอ ทั้งพื้นที่เพาะปลูก แหล่งน้ำและแรงงานในภาคการเกษตร รวมทั้งยังมีภูมิอากาศที่ยังคงเหมาะสม สามารถเพาะปลูกพืชแบบดั้งเดิมได้อย่างหลากหลายอยู่

ขณะที่ การเกษตรแบบ Indoor farming ต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าการเกษตรดั้งเดิมและการทำเกษตรแบบ Indoor farming เหมาะสมต่อการเพาะปลูกผักและผลไม้บางชนิดเท่านั้น ผลผลิตการเกษตรแบบ Indoor farming ในบ้านเราจึงยังไม่หลากหลาย รูปแบบการเกษตรของไทยส่วนใหญ่ในตอนนี้ยังได้มาจาการเกษตรแบบดั้งเดิมอยู่

ทว่า ด้วยจุดเด่นของการทำเกษตรในร่ม ในด้านการเอาชนะข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกษตรกรไทยหันมาสนใจการทำเกษตรแบบ Indoor farming มากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการเพาะปลูกพืชในโรงเรือนโดยใช้ดินและน้ำ ซึ่งพืชส่วนใหญ่เป็นผักใบและผักผลไม้เมืองหนาว เช่น ผักสลัด เมลอน สตรอว์เบอร์รี

ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งสนใจเพาะปลูกพืชเมืองหนาว ทดลองทำการเกษตรแบบ Indoor farming และพัฒนาจนถึงระดับที่สามารถเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ได้ ยกตัวอย่าง ฟาร์มสตรอว์เบอร์รีช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือนปรับอากาศระบบปิดที่มีการควบคุมแสงและอุณหภูมิทำให้สามารถปลูกสตรอว์เบอร์รีได้ทุกฤดู และผลผลิตมีคุณภาพใกล้เคียงกับสตรอว์เบอร์รีนำเข้าจากเกาหลี

อย่างไรก็ตาม บทความนี้ยืนยันว่าการทำเกษตรแบบ Indoor farming ในไทย ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ด้วยปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้

  • การเข้าสู่การตลาดของผู้ประกอบการที่ทำการเกษตรแบบ Indoor farming รายใหม่

ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มทายาทของเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมมาเป็นการเกษตรแบบ Indoor farming และกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ ที่หันมาขยายการลงทุนในการเกษตรแบบ Indoor farming เพื่อต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับที่มีอยู่ เช่น ร้านอาหาร การท่องเที่ยว ส่งผลให้ปัจจุบันมีสินค้าเกษตรแบบ Indoor farming จากผู้ขาย ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย

  • ผู้ให้บริการ Solution ด้าน Indoor farming ของไทยมีความหลากหลายมากขึ้น

ตั้งแต่ผู้วางระบบ Plant factory ระบบไฟ LED ระบบการให้น้ำ ระบบปรับสภาวะอากาศสำหรับปลูกพืช ไปจนถึงผู้ให้บริการ Solution ด้าน Indoor farming อย่างครบวงจร โดยมุ่งเจาะตลาดผู้ใช้บริการ ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำเกษตรแบบ Indoor farming และกลุ่มผู้เพาะปลูกที่เป็นครัวเรือนรายย่อย รวมถึงยังมีแนวโน้มขยายตลาดไปยังกลุ่มเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบดั้งเดิมมากขึ้น โดยการพัฒนา Solution ด้าน Indoor farming ได้เองในไทย จึงส่งผลให้ต้นทุนเทคโนโลยีด้านนี้ลดต่ำลง และเกิดความแพร่หลายของการเกษตรแบบ Indoor farming ในไทยมากขึ้น

  • ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้น

การทำเกษตรแบบ Indoor farming ทำในสิ่งปลูกสร้างระบบปิด ไม่มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืช จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคด้านสุขภาพได้แบบตรงใจ ดังนั้น หากผู้ประกอบการทำการเกษตรแบบ Indoor farming มีวิธีการสื่อสารในเรื่องการบริโภคผลิตผลจากการทำเกษตรในร่มว่า ปลอดภัยจากสารพิษที่ตกค้างในผัก ผลไม้ ย่อมเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รู้จักและรับรู้ข้อดีของผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากการทำเกษตรแบบ Indoor farming ซึ่งทำให้ผู้บริโภคหันมารับประทานสินค้าเกษตรปลอดภัยอย่างแพร่หลายขึ้น

  • เทรนด์การบริโภคในแบบ Farm to Table จะได้รับความนิยมตามมาติดๆ

หากการทำเกษตรแบบ Indoor farming ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ย่อมจะก่อให้เกิดเทรนด์การบริโภคที่ดีต่อทั้งผู้ผลิตสินค้าเกษตรและผู้บริโภคที่จะได้รับประทาน ผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษที่ส่งตรงจากฟาร์มหรือสวนผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภคเลย โดยรูปแบบการบริโภคนี้เรียกว่า Farm to Table แถมยังช่วยลดการนำเข้าผัก ผลไม้จากต่างประเทศ เพราะการทำเกษตรในระบบ Indoor farming จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทยผลิตผัก ผลไม้ ทดแทนการนำเข้าได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เทรนด์ Farm to Table จะเกิดขึ้นในบ้านเราได้อย่างยั่งยืนด้วยการทำ Indoor farming ที่สามารถเพาะปลูกที่ใดก็ได้ ซึ่งช่วยลดระยะทางการขนส่งผักและผลไม้ ส่งผลให้รูปแบบการขนส่งผักและผลไม้โดยตรงจากแหล่งเพาะปลูกไปสู่ร้านอาหารหรือผู้บริโภคได้รับความนิยมเป็นเท่าทวีคูณ


ในส่วนบทสรุปของบทความนี้ ผู้เขียนยืนยันอีกครั้งถึงปัจจัยและความท้าทายที่จะทำให้ ระบบการทำเกษตรแบบ Indoor farming ว่า

“ตราบใดที่ภาคการเกษตรไทย ยังคงเผชิญกับวิกฤตบุคลากรภาคการเกษตรที่ลดลง กอปรกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ภัยธรรมชาติ เราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับแรงกดดันให้ภาคการเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัวไปสู่การเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ประกอบกับความต้องการบริโภคผักและผลไม้ของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านอาหารมากขึ้น การเกษตรแบบ Indoor farming จะช่วยเข้ามาตอบโจทย์ความท้าทายต่างๆ ได้”

และปัจจัยแห่งความสำเร็จของการทำให้ระบบการทำเกษตรแบบ Indoor farming มีบทบาทในเชิงพาณิชย์ในไทยมากขึ้นอยู่ที่การส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถเพาะปลูกพืชได้หลากหลายมากขึ้น ควบคู่กับการสื่อสารถึงข้อดีของสินค้าเกษตรแบบ Indoor farming เช่น ปลอดภัยจากสารพิษ ประหยัดทรัพยากรในการเพาะปลูก เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาบริโภคสินค้ากลุ่มดังกล่าวในวงกว้าง


ที่มา : บทความเรื่อง “Indoor farming ปลูกพืชยุคใหม่ ไทยพร้อมหรือยัง?” โดย กัญญารัตน์ กาญจนวิสุทธิ์ นักวิเคราะห์อาวุโส ของ SCB Economic Intelligence Center (EIC) (12 มิถุนายน 2019)


ภาคเกษตรกรรมไทย ยังมีลู่ทางการพัฒนาไปต่อได้อย่างสดใส ด้วยการปรับใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่อไปนี้

‘งานวิจัยข้าวไร่ไทย’ พัฒนาข้าวไร่จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ หวังดึงลูกหลานอิสานคืนถิ่น สืบสานภูมิปัญญาชาวนาไทย

แชร์ประสบการณ์จริง ‘บริหารจัดการน้ำ’ สู้ภัยแล้ง 2562 ด้วยการเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ผสานเทคโนโลยีแห่งยุค

ส่อง ‘เทรนด์เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ’ ทั่วโลก พร้อมแนวทางปรับใช้ พัฒนาการเกษตรไทยยุคดิจิทัล