เราอาจต้องพินิจพิจารณา ทบทวนถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ที่กำลังเคลื่อนสู่อนาคต ว่าการเปลี่ยนจากโลกใบเดิมสู่โลกดิจิทัลใบใหม่นั้น ผู้คนต้องเตรียมตัวเช่นไร?


ที่จริง…ผู้คนในศตวรรษนี้ต่างได้สัมผัสการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายมาแล้ว

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ผู้คนได้เห็นการล่มสลายของคอมมิวนิสต์รัสเซีย ได้ย่ำผ่านการสิ้นสุดของโลกาภิวัตน์ระลอกแรก และกำลังว่ายวนอยู่ในโลกาภิวัตน์ระลอกที่ 2 คือ ได้รู้เห็นการล่มสลายและการเกิดใหม่ของจีน ได้เป็นส่วนหนึ่งของความเฟื่องฟูด้านอินเทอร์เน็ตในโลกดิจิทัล ได้สัมผัสความก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมถึงผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น!

แน่นอนว่าคนที่มีอายุยืนยาว ต้องพบเจอความแปรปรวนมามากกว่าคนรุ่นหลัง เนื่องจากมีชีวิตอยู่ในโลกที่ความเปลี่ยนแปลงถาโถมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากมองผ่านเศรษฐกิจจะพบว่า หนึ่งในสามของคนในภาคเกษตรกรรมและการบริการในครัวเรือน ช่วงกว่าสี่ทศวรรษก่อน เปลี่ยนมาทำงานอยู่ในออฟฟิศ เป็นทั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดการ จนถึงธุรการ และต่างอยู่ในวงจรของเทคโนโลยีสารสนเทศที่กำลังทวีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และร่วมผ่านเข้าสู่ช่วงพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของวิทยาการหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ในศตวรรษที่ 21 อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!

การทำงานของคนทุกวันนี้มีเวลามากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมบันเทิง สันทนาการ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การวิจัยทางการแพทย์ที่มุ่งศึกษาวิทยาการที่ทำให้อายุยืนยาว – วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering)ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะสังคมให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการด้านการดูแลรักษาพยาบาลมากขึ้น รวมทั้งการทำงาน – การมีงานทำก็มีลักษณะต่างไปจากโลกยุคก่อน

เดวิด ฟอสเตอร์ (David Foster) นักเศรษฐศาสตร์จาก MIT แบ่งประเภทงานยุคใหม่ออกเป็น 2 แบบ กล่าวคือ ประเภทแรก เป็นตัวงานที่ต้องใช้ความคิดหรือใช้แรงงาน ประเภทที่สอง เป็นงานกิจวัตรหรือไม่เป็นกิจวัตร ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามีบทบาทในกระบวนการทำงาน ทั้งเป็น “ตัวแทน” และ “ตัวเสริม” โดยเข้ามาทำงานที่ใช้ทักษะต่างๆ แทน ช่วยให้กลุ่มงานทักษะสูงมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีรายได้มากขึ้นด้วย

พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ช่วยสร้างความก้าวหน้าใหม่ขึ้นหลากมิติ ตั้งแต่ยานยนต์ไร้คนขับไปจนถึงการวินิจฉัยอาการเจ็บป่วยของผู้คน ซึ่งชี้บอกว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยีในยุคใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่งานที่ต้องใช้ทักษะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลของการพัฒนาต่อเนื่องมาจากศตวรรษที่แล้ว! นี่คือโลกที่เปลี่ยนไป!

หันกลับมาดูการยกระดับสังคมไทยวันนี้ ทำให้นึกคำสัมภาษณ์ของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ที่บอกว่า “อนาคต…จะต้องสร้างจากคนในวันนี้”

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

วันนี้ประเทศไทยก็กำลังปรับยกระดับความเจริญใหม่ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจ EEC อย่างจริงจัง และเราคงจะได้เห็นภูมิทัศน์ในพื้นที่ EEC หลังการพัฒนา – ส่งเสริมการลงทุนหลังจากนี้ไปอีก 5 ปี เป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างใหญ่หลวง ทั้งด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน การคมนาคม การพัฒนาบุคลากร การเติบโตของเมือง การดูแลสิ่งแวดล้อม การเชื่อมต่อกับโลก การลงทุน ความก้าวหน้าใหม่ของเทคโนโลยี และทุกมิติที่เกี่ยวกับการพัฒนาในโลกใบใหม่!

ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เป็นฐานรากสำคัญที่จะนำประเทศไปสู่ความแข็งแกร่งในอนาคต ซึ่งการพัฒนา EEC เป็นความจำเป็นในการยกระดับประเทศให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป​ โดยมุ่งเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ฉุดดึงเศรษฐกิจจากกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจพื้นฐาน ให้สังคมฐานรากได้เข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ที่เปิดกว้างอยู่ในโลกยุคใหม่

ในแง่ของการมีงานทำ – การเป็นผู้ประกอบการ เรียนรู้และเพิ่มทักษะของตัวเองได้ ไปจนถึงการสร้างความมั่งคั่ง- มั่นคง และคุณภาพชีวิตแบบใหม่ ที่ตอบสนองความก้าวหน้าซึ่งกำลังยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรรม กลุ่มการท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย รวมถึงกลุ่มคนที่ใช้แรงงานในสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งจะได้รับการพัฒนาผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นที่เปิดใหม่ให้แก่บุคลากร เติมทักษะหลากหลายรูปแบบให้มีทักษะสูงขึ้น ได้มาตรฐานสากล และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินอย่างไร้รอยต่อ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ณ สถานีหลักมักกะสัน จะช่วยย่นระยะเวลา –  ลดต้นทุนให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก และเชื่อมต่อกับทุกภูมิภาคและโลก ขณะที่ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา จะช่วยลดความแออัดจากดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ช่วยให้การคมนาคม  การเดินทาง และโลจิสติกส์ยุคใหม่เชื่อมและขนส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็ว

ประโยชน์หลักของการมีรถไฟเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ จะช่วยเปิดและเชื่อมพื้นที่สนามบินทั้ง 3 ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะสามารถรองรับการสัญจรไปมาของผู้คนได้เกือบ 200 ล้านคนต่อปี นี่คือความก้าวหน้าและการเตรียมตัวสู่อนาคตที่สำคัญยิ่ง!

อู่ตะเภา เมืองการบินภาคตะวันออก

โดยเฉพาะการพัฒนายกระดับเมืองรอบๆ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาขึ้นเป็น มหานครการบิน จะทำให้เกิดการลงทุน การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมกับโลกและธุรกิจการบินอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างและกระจายรายได้ให้แก่ภาคการท่องเที่ยว เกษตรกรรม การแปรรูปอาหาร ไปจนถึงอุตสาหกรรมสันทนาการทั้งหลาย นี่คือสิ่งที่ผู้คนในท้องถิ่นจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล เช่นกันกับการเดินทางบนถนน ที่จะสะดวกสบายขึ้นจากการมี รถไฟรางคู่ เชื่อมต่อการขนส่งสินค้าจากเมืองหลักและเขตอุตสาหกรรมทั้งหลายไปยังท่าเรือ จึงช่วยลดต้นทุนและปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ คือการพัฒนายกระดับศักยภาพด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม เป็นอนาคตที่เริ่มขับเคลื่อนแล้วเพื่อทุกคน และสำคัญยิ่งต่อความก้าวหน้าของประเทศ


 

 

เรื่อง : Apichartology