นับเป็นการเติบโตกันไปแบบคู่ขนานสำหรับกระแส สตาร์ทอัพ กับ Venture Capitalist (VC) ซึ่งทำหน้าที่เป็น “นักลงทุนในสตาร์ทอัพ” ผู้เป็นแหล่งเงินทุนที่ส่งเงินอัดฉีดให้กิจการสตาร์ทอัพอยู่ต่อหรืออยู่ได้ โดยในระดับโลก VC เป็นอาชีพดาวรุ่งที่มีความจำเป็นต่อวัฏจักรการเติบโตของเหล่าสตาร์ทอัพ ทว่า ในบริบทของประเทศไทย VC ยังคงเป็นอาชีพ (Career) ที่ค่อนข้างใหม่มาก ตามที่ วรภัทร ชวนะนิกุล กรรมการผู้จัดการ สิงห์ เวนเจอร์ (Singha Venture) ได้ให้ข้อมูลไว้


ทำความรู้จัก Venture Capitalist อาชีพดาวรุ่ง ลมใต้ปีก ส่งสตาร์ทอัพติดลมบน

“ถ้าถามหาคนทำงานอาชีพนี้ในไทยเมื่อ 4-5 ปี ก่อน คงจะหายากมาก เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้จะทำงานอยู่ที่สิงคโปร์กันหมด แต่มาตอนนี้ เมื่อสตาร์ทอัพในไทยเพิ่มจำนวนขึ้น จนกลายเป็นเทรนด์การประกอบธุรกิจใหม่ในไทย ก็ทำให้จำนวน Venture Capitalist เพิ่มมากขึ้นด้วย”

กรรมการผู้จัดการ สิงห์ เวนเจอร์ กล่าวเบื้องต้น ถึงเทรนด์ที่กำลังจะส่งให้อาชีพ VC กลายเป็นอาชีพดาวรุ่งในบ้านเรา พร้อมอธิบายเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้ไว้ในรายงานข่าวเรื่อง “รู้จักอาชีพดาวรุ่ง Venture Capitalist” (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 มิถุนายน 2562) ว่า

“คนที่องค์กรของเรามองหาเพื่อให้มาทำหน้าที่ VC ควรมีแบ็กกราวน์และประสบการณ์ที่เคยก่อร่างสร้างธุรกิจ หรือเคยทำงานที่เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจมาก่อน ในระดับ Consult หรือ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ และทักษะที่สำคัญของคนในอาชีพนี้ นอกจากความรู้เกี่ยวกับธุรกิจรอบด้านและมีประสบการณ์ด้านกระบวนการผลิตแล้ว ยังต้องมีมุมมองด้านการบริหารธุรกิจ ที่จะช่วยเสริมพลังให้กับทีมในองค์กรมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ มองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจที่หลากหลายด้วย”

นอกจากนั้น คุณวรภัทรยังได้แชร์ประสบการณ์การหาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในตำแหน่ง VC มาทำหน้าที่ใน สิงห์ เวนเจอร์ ว่า เขาใช้เวลาไม่น้อยในการหาคนที่จะมาเป็นหัวหน้าทีม VC เพราะตำแหน่งนี้มีความสำคัญในฐานะที่จะมากำหนดธีมในการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมา ในองค์กรสิงห์ เวนเจอร์ ก็ใช้ทั้งวิธีเปิดรับสมัครเองและใช้บริการเฮดฮันเตอร์เป็นผู้แนะนำ

“ผมเชื่อมั่นในศักยภาพคนไทยว่าเก่งไม่แพ้คนชาติใด สามารถมาเป็น VC ที่มาเติมเต็มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรได้”

ด้าน ทวันทว์ บุณยะวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มูนช็อต เวนเจอร์แคปปิตอล จำกัด แชร์ประสบการณ์การหาคนทำงานในอาชีพนี้ว่า

“ที่ผ่านมา คนที่เรามองหาเพื่อมาทำหน้าที่ส่วนใหญ่จะจบมาทาง Engineering และเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจ เพราะที่มูนช็อต เราต้องการเข้าไปร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพ เพื่อช่วยพัฒนา คิดค้น เทคโนโลยีชั้นสูง หรือ Deep Tech รวมถึงการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ Real Sector หรือธุรกิจเป้าหมายที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”


เผย 3 Backgrounds ที่คนจะเป็น Venture Capitalist ควรมี

ในรายงานข่าวเดียวกันนี้ ได้อ้างอิงถึงบทสัมภาษณ์ของ ธีรยา ธีรนาคนาท ผู้ก่อตั้ง CareerVisa Digital เจ้าของคอลัมน์ Career Design ในกรุงเทพธุรกิจ ซึ่งได้เคยสัมภาษณ์ ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์ แห่ง Beacon Ventures และได้เผยหลากมุมมอง โดยประเด็นหนึ่งที่กล่าวถึงเป็นลำดับแรกๆ คือ

“คนทำอาชีพ VC ควรต้องมีประสบการณ์หรือแบ็กกราวน์ 3 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง เคยเป็นผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมาก่อน สอง เคยเป็นวาณิชธนากร (Investment Banker) หรือที่ปรึกษาทางการเงิน คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ระดมเงินทุน ให้คำแนะนำลูกค้าในการหาเงินทุนในตลาดทุน ซื้อขายหลักทรัพย์ และสาม เคยทำงานในบริษัทเทคโนโลยีมาก่อน เพราะอาชีพนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ว่าเทคโนโลยีและบริษัทใดมีแนวโน้มจะเติบโตและประสบความสำเร็จได้ในอีก 10 ปี ข้างหน้า”

และต่อไปนี้ คือ คุณสมบัติ ซึ่ง VC ที่ดีควรมีเพิ่มเติม นั่นคือ

  • มนุษยสัมพันธ์ดี มีทักษะในการเข้าสังคม เจรจา และมีอัธยาศัยที่ดีมาก เนื่องจากต้องสร้างเครือข่าย และยิ่งได้เจอผู้ประกอบการมากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งได้เจอบริษัทดีๆ และชักชวนมาร่วมลงทุนเพิ่มขึ้นเท่านั้น
  • เสริมความน่าเชื่อถือ ด้วยทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ดี คือ ต้องมีไหวพริบดี วางตัวดี สามารถปฏิเสธผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างๆ ที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วย แบบไม่ตัดรอน เพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้อยู่ต่อไปได้
  • มีความรู้เพิ่มเติมด้านการเขียนโปรแกรม หรือ Coding จะทำให้การทำหน้าที่นี้ได้เปรียบ
  • ไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และ VC คนไหนที่ไม่เคยลองสร้างธุรกิจด้วยตนเอง ขอแนะนำว่าควรทำอย่างยิ่ง เพราะหน้าที่หลักของอาชีพนี้ คือ การให้คำปรึกษาผู้ประกอบการในการมาลงทุนสร้างธุรกิจใหม่ ถ้าไม่เคยผ่านประสบการณ์สร้างธุรกิจมาบ้าง คงไม่มีทางที่จะเข้าใจกระบวนการสร้างธุรกิจอย่างถ่องแท้แน่นอน

อย่างไรก็ดี ในส่วนของรายได้ของคนทำอาชีพนี้ คุณณัฏฐจริยาให้ข้อมูลเพิ่มเติมไว้ในบทสัมภาษณ์ด้วยว่า รายได้จะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ประสบการณ์ และประเภทของ VC ซึ่งในต่างประเทศจะเป็นที่รู้กันว่าในแวดวงคนทำงาน VC จะมีการแข่งขันกันสูง แต่ก็มีเกณฑ์ที่จะได้รับค่าตอบแทนสูงไปด้วย

“ในระดับผู้จัดการกองทุน VC ที่เป็น Partner จะได้ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ (Management fee) ที่คิดปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเงินในกองทุน และได้รับส่วนแบ่งจากกำไรของการลงทุนที่ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็น CVC ก็จะได้รับเงินในระดับพนักงานทั่วไป”

อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงข้อมูลจาก Techsauce Startup Report 2018 จะพบว่า แนวโน้มการระดมทุนในปี 2019 ไม่ว่าจะเป็นจากองค์กร (CVC) และนักลงทุนรายย่อย (VC & Angel Investors) ประเภทอื่นๆ เป็นไปอย่างดุเดือด และยังต้องแข่งกันเพื่อให้ได้สตาร์ทอัพดีๆ มาไว้ในพอร์ตของตัวเอง แต่การจะเฟ้นหาสตาร์ทอัพดีๆ ก็เป็นปัญหาหนักอกและท้าทายผู้ที่จะก้าวเข้ามาในเส้นทางการเป็น VC รวมถึงนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศไม่น้อยเช่นกัน

เพราะต้องยอมรับว่า ในระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยยังคงขาด Talent ที่จะมาทำสตาร์ทอัพและพัฒนาเทคโนโลยี นอกจากนี้ สตาร์ทอัพส่วนใหญ่พัฒนาผลิตภัณฑ์แล้วยังไม่สามารถขยายไปยังนอกประเทศได้ ดังนั้น ความท้าทายในการสร้างยูนิคอร์นในประเทศจึงมีสูงมาก แต่ในตอนนี้ มีสัญญาณความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพไทยและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนนอกประเทศเกิดขึ้น และอาจร้อนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นประเด็นที่จะมาชี้ชะตาวงการสตาร์ทอัพไทยได้เลยว่า จะไปต่อไปแค่ไหน


ที่มา :


ไม่อยากตกกระแส สตาร์ทอัพ คลิกอ่านต่อเลย

‘WeWork’ สตาร์ทอัพหมื่นล้านดอลลาร์ ทำไมต้องบินไกลจากอเมริกามาอาเซียน?

Startup 102 : เข้าใจ ‘สตาร์ทอัพ 8 ประเภท’ พร้อมตัวอย่างโซลูชันส์ที่มีผู้ใช้งานแล้ว

ผลสำรวจชี้ บทเรียนจาก “ธุรกิจเดิม” ยังทรงคุณค่า ส่งต่อสู่ สตาร์ทอัพ ใหม่ได้ไม่สิ้นสุด