ผลการประเมิน PISA ปี ค.ศ. 2012 ปรากฏว่า “จีน” ได้คะแนน PISA มาเป็นอันดับหนึ่ง เป็น “จ่าฝูง” ของทุกรายวิชาที่ PISA ประเมิน


ทั้งสามรายวิชา ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในปี ค.ศ. 2012 “จีน” มาเป็นอันดับหนึ่ง จาก 65 ประเทศที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการ PISA

ค่าเฉลี่ยที่ PISA ตั้งไว้ในวิชาการอ่านเท่ากับ 496 วิชาคณิตศาสตร์ 494 วิชาวิทยาศาสตร์ 501 โดย “จีน” ได้คะแนนการอ่าน 570 คณิต 613 และวิทย์ 580

โกยแต้มยึดตำแหน่ง “จ่าฝูง” ชนิดที่เรียกว่าฉีกหนีทิ้งห่างคู่แข่งตัวฉกาจคือ “อเมริกา” แบบไม่เห็นฝุ่น โดยอเมริกาได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองวิชา

คะแนนวิชาการอ่านของ “อเมริกา” เท่ากับ 498 อยู่อันดับ 24 คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ 481 อยู่อันดับ 35 และคะแนนวิทยาศาสตร์ 497 อันดับ 27

PISA ย่อมาจาก Program for International Student Assessment โดย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนวัย 15 ปี สามรายวิชา

PISA หรือ “การประเมินผลนักเรียนนานาชาติ” จำนวน 65 ประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประจำปี 2012

เพื่อสำรวจว่า ระบบการศึกษาของสมาชิก ได้เตรียมเยาวชนของชาติให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิต และการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่

รอบที่ 1 ค.ศ. 2000, 2003 และ 2006 และ รอบที่ 2 ค.ศ. 2009, 2012 และ 2015 โดยจะเน้นหนักด้านใดด้านหนึ่งในการประเมินแต่ละระยะ กล่าวคือ

  • ระยะที่ 1 ค.ศ. 2000 และ 2009 เน้นด้านการอ่าน (น้ำหนักข้อสอบด้านการอ่าน 60% ที่เหลือเป็นคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างละ 20%)
  • ระยะที่ 2 ค.ศ. 2003 และ 2012 เน้นด้านคณิตศาสตร์ (น้ำหนักข้อสอบด้านคณิตศาสตร์ 60% ที่เหลือเป็นการอ่านและวิทยาศาสตร์อย่างละ 20%)
  • ระยะที่ 3 ค.ศ. 2006 และ 2015 เน้นด้านวิทยาศาสตร์ (น้ำหนักข้อสอบด้านวิทยาศาสตร์ 60% ที่เหลือเป็นการอ่านและคณิตศาสตร์อย่างละ 20%)

การที่ “จีน” ทะลึ่งพรวดแซงหน้า “ยักษ์ใหญ่” ในแวดวงการศึกษาโลก ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์, แคนาดา, นิวซีแลนด์, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อเมริกา” ในครั้งนี้

Newsweek ได้วิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้ “จีน” ผงาดง้ำค้ำโลก เป็น “จ่าฝูง” PISA ตัวใหม่

Newsweek ตามไปสัมภาษณ์เด็ก “จีน” พร้อมกับการนำผลคะแนน PISA ค.ศ. 2012 มาเจาะลึกถึงสาเหตุที่ “จีน” ก้าวขึ้นบัลลังก์ PISA

Newsweek วิเคราะห์ว่า การที่อันดับ PISA ของ “อเมริกา” รูดมหาราช ลงไปกองอยู่กลางตาราง ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และที่สำคัญก็คือต่ำกว่า “จีน” สุดๆ

เป็นผลมาจากการที่บรรดานักเรียนของ “อเมริกา” ใช้เวลาว่างไปกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ และดาวน์โหลดคลิปวิดีโอ ขณะที่เด็ก “จีน” ตั้งใจท่องหนังสือ

ประเด็นสำคัญจากการสัมภาษณ์ เด็กๆ บอกว่า พวกเขาเรียนหนักมาก ตื่น 6 โมงเช้า เข้านอนเที่ยงคืน และนั่งเรียนสัปดาห์ละ 7 วัน

วัฒนธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำให้ผลคะแนน PISA ปีล่าสุดออกมาเช่นนี้ เพราะ Newsweek ฟันธงว่า เป็นเพราะค่านิยมเรื่องการเรียนต่อมหาวิทยาลัย

เพราะใน “อเมริกา” เด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็จะมุ่งหน้าไปเรียนอาชีวะหรือออกไปหางานทำ และการทำงานแบบมืออาชีพก็การันตีรายได้และสวัสดิการ

ขณะที่เด็กๆ ใน “จีน” ใครที่ไม่มีการศึกษาหรือไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย จะต้องดักดานอยู่ในชนชั้นเดิม หรือถ้าโชคร้าย จะถูกเลื่อนชนชั้นลงไปอีก

Newsweek บอกว่า ปัจจุบัน ค่านิยมของผู้ปกครองของ “จีน” เกือบทุกคน ล้วนต้องการให้บุตรหลานเรียนสูงๆ เพื่อเลื่อนสถานะทางสังคม

โดยเฉพาะการสอบ PISA มีการกำหนดนโยบายที่เข้มงวดลงมาจากรัฐบาล ว่าทุกเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องพุ่งเป้าไปที่ PISA เพื่อความเป็น “เบอร์หนึ่ง”

และในปี ค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นปีที่ PISA ประกาศผลล่าสุด บุคลากรในวงการการศึกษาของ “จีน” ก็สนองนโยบายรัฐบาลได้ลุล่วงด้วยการเป็น “จ่าฝูง”

ปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จบนตาราง PISA จาก 65 ประเทศสมาชิกทั่วโลกที่ตอบรับเข้าแข่งขันทางวิชาการ การที่ “จีน” ชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

Newsweek รายงานว่า เป็นเพราะการยกระดับมาตรฐานการศึกษาที่สูงขึ้นของ “จีน” เพราะนอกจาก PISA แล้ว “จีน” ยังมีการจัดสอบภายในมากมาย

เมื่อเอาค่านิยมทางสังคมเป็นตัวตั้ง การแข่งขันด้านการเรียนจึงเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ปกครองเคี่ยวเข็ญลูกหลานให้ทำคะแนนสูงๆ ในการสอบแต่ละด่าน

ด้วยโครงสร้างทางสังคมที่เข้มงวด “จีน” จึงได้เปรียบประเทศอื่น อย่างน้อยก็ในเรื่องความเกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งหมายถึงความยุติธรรมที่เสมอภาค

เมื่อไม่มีใครกล้าโกงข้อสอบ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหลังเขา หลังเขื่อน หรือเด็กใจกลางเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ไม่ว่าจะมาจากครอบครัวรวยหรือจนก็ต้องเข้าสอบ

ด้วยชุดข้อสอบเดียวกัน ออกข้อสอบด้วยคณะกรรมการชุดเดียวกัน เด็กมานั่งสอบพร้อมกัน ประเมินผลด้วยวิธีเดียวกัน ไม่มีใครกล้าทุจริตข้อสอบ

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เด็กที่เล่นกีฬาเก่งจะถูกแยกไปฝึกกีฬาโดยเฉพาะ แยกตามชนิดกีฬา และฝึกอย่างจริงจัง ไม่ต้องกังวลเรื่องเรียนถ้าคุณเป็นนักกีฬา

Newsweek บอกว่าต่างจาก “อเมริกา” ที่หลายคนใช้โควตานักกีฬาเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย แต่หลายคนเมื่อเข้าไปได้ กลับเลิกเล่นกีฬาในเวลาอันรวดเร็ว และก็เอาดีไม่ได้สักอย่าง

Newsweek ทิ้งท้ายไว้ตลกๆ แต่ถ้าคิดให้ดี บางทีก็ตลกไม่ออกกับความจริง ด้วยการเปรียบเทียบค่านิยมเรื่องการเรียนระหว่าง “อเมริกา” กับ “จีน”

ใน “อเมริกา” เด็กคนไหนมุ่งมั่น ทุ่มเทให้กับการเรียน จะถูกมองและถูกล้อ (Mocked) ว่าเป็นเด็ก Nerds หรือเด็กบ้าเรียน ไม่ก็เป็นเด็ก Geeks

เพราะค่านิยมวัยรุ่นอเมริกาเน้นความฮา เน้นงาน Prom เน้นกิจกรรม ดนตรี กีฬา ปาร์ตี้ ออกเดท นักกีฬาได้รับการยอมรับ รวมทั้งนักร้อง นักดนตรี

ขณะที่ใน “จีน” มันกลับกลายเป็นตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว เพราะใครที่ไม่เรียนหนังสือจะโดนดูถูก ใครที่เป็นเด็ก Nerds จะได้รับคำชื่นชมจากสังคม

Newsweek บอกว่า นี่คือเบื้องหลังการถ่ายทำที่แตกต่างระหว่างแวดวงการศึกษาของ “อเมริกา” กับ “จีน” และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ อันดับ PISA นั่นเองครับ